SMEs
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งร้านอาหารที่คุณสร้างมากับมือต้องปิดตัวลงกะทันหันเพราะวิกฤตโลก คุณจะทำอย่างไร เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้หยิบเรื่องราวของ Katie Lee (เคธี่ ลี) มาถอดบทเรียนความสำเร็จเพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้กับผู้ประกอบการไทย เธอคือเจ้าของร้านพิซซ่าในเซนต์หลุยส์ ที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะนั่งเสียใจ เพราะโจทย์เดียวในหัวตอนนั้นคือ “เราต้องรอด” และลูกน้องของเธอก็ต้องรอดด้วย ในวันที่ร้านเงียบเหงา เคธี่ไม่ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมล้ำสมัยอะไรเลย แต่เธอเลือกมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือ “พิซซ่าเตาถ่าน” แสนอร่อยที่เธอทำอยู่ทุกวัน เธอใช้เวลาเพียง 1 วันในการทำพิซซ่าแช่แข็งต้นแบบขึ้นมา ลองแพ็ก ลองแช่ แล้วลองเอามาอบกินเองจนมั่นใจว่ามันเวิร์ก จากนั้นเธอก็เปลี่ยนร้านอาหารให้กลายเป็นสายการผลิตขนาดย่อมทันที โดยเปลี่ยนพนักงานเสิร์ฟและบาร์เทนเดอร์มาสวมบทพนักงานขับรถส่งพิซซ่าแช่แข็งในรัศมี 80 กิโลเมตรแทน ความเร็วและความเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้เธอขายพิซซ่าได้ถึง 5 หมื่นถาดในเวลาแค่ 6 สัปดาห์ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโตจนเข้าไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอก็เจอกำแพงยักษ์เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐสั่งระงับการขายทั้งหมดเพราะปัญห
จาก “ล้มละลาย” วันนี้ คุณหมวย-ศรัณรัศศ์ ศักดาพิสิฐกุล อายุ 39 ปี และ คุณโจ้-วัชรพงษ์ กลางชนีย์ อายุ 42 ปี กลายเป็นเจ้าของแบรนด์กางเกงยีนส์ชื่อดัง “SARAN JEANS ” ที่ขายได้เดือนละ 1 แสนกว่าตัว สร้างรายได้ 280 ล้านในปี 68 พร้อมตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท ในปี 2569 โดยหวังทำกำไรมากขึ้นจากปีก่อน แม้ทั้งคู่จะไม่ได้เรียนจบด้านแฟชั่นโดยตรง ฝ่ายหนึ่งจบเภสัชศาสตร์ อีกฝ่ายจบฟู้ดไซน์ แต่ใช้ “ความเข้าใจลูกค้า” และการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ค่อยๆ พัฒนาแบรนด์จากการแก้ Pain Point ของผู้หญิงไทย จนทำให้ “ความสำเร็จ” ค่อยๆ เกิดขึ้น “มีวันนี้ได้เพราะลูกค้า” คือประโยคที่สะท้อนเส้นทางของ SARAN JEANS จากวันที่เคยล้ม จนกลายเป็นแบรนด์ยีนส์ที่หลายคนเลือกใส่ในวันนี้ เคยล้มละลาย กลับมาตั้งต้นใหม่ด้วย SARAN JEANS คุณโจ้กับคุณหมวยขายสินค้าออนไลน์มาตั้งแต่ยุคแรก โดยรับกางเกงยีนส์จากประตูน้ำมาขายตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่ด้วยเป็นสินค้าสำเร็จรูป ทำให้มี Pain Point เรื่องรูปทรงที่ยังไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค จึงหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ป้ายหมวย (MUAYY)” ที่เน้น “คุณภาพ” ของเนื้อผ้าและรูปทรงเป็นหลัก ขายตัวละ 890 บาท ส
มีหลักฐานยืนยันว่า “กรีน” มาตั้งแต่รุ่นอากง สำหรับการดำเนินกิจการของ “ศิวาเทล กรุงเทพฯ” โรงแรม 5 ดาว สัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันตกทอดมาถึง ผู้บริหารเจน 3 แล้ว “ไม่ได้ทำโรงแรมมาตั้งแต่ต้น ที่ดินตรงนี้เป็นของครอบครัวตั้งแต่ 50-60 ปีที่แล้ว ตอนแรกทำเป็นอพาร์ตเมนต์ 8 ชั้น ต่อมา อากง เปลี่ยนมาเป็นฮอลิเดย์ แมนชั่น เป็นโรงแรม 3-4 ดาว กระทั่ง 15-16 ปีที่แล้ว จีนเปิดประเทศ การท่องเที่ยวไทยเติบโต ท่านเห็นโอกาส ด้วยทำเล ที่อยู่ๆ เรากลายมาอยู่ใจกลางเมือง เลยตัดสินใจทุบตึก 8 ชั้นทิ้ง สร้างเป็น ศิวาเทล ทาวเวอร์ ที่เป็น Mixed-Use” คุณหนิง–อลิสรา ศิวยาธร CEO โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ ในฐานะผู้บริหารเจน 3 เริ่มต้นกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนคุยต่อด้วยอัธยาศัยกันเองว่า ในวันแรกของการเป็น “ศิวาเทล กรุงเทพฯ” คือ โรงแรมสำหรับนักธุรกิจ ที่มีคอนเซ็ปต์รักษ์โลก และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะ “อากง” ของเธอ บอก ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว มักใช้ทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างเยอะ จึงอยากจะมีส่วนรับผิดชอบสังคม โดยเริ่มจากการวางระบบในโรงแรม “เรามีระบบประหยัดพลังงานตั้งแต่เริ่มทำโรงแรม ใช้หลอด L
“อย่ารอให้เกษียณแล้วค่อยทำ แต่ควรเริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังแข็งแรงอยู่ เพื่อที่จะได้มีเวลาเสพสุขกับมันไปนานๆ” จะมีสักกี่คนที่เลือกใช้วันหยุดจากงานประจำ กลับมาปลูกต้นไม้ ทำสวน และสร้างคาเฟ่เล็กๆ ด้วยตัวเอง ในคอนเทนต์ชุดพิเศษ “โอกาสธุรกิจเกษตร” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ x เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปพูดคุยกับ คุณแป้ง-ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ ที่นอกจากอาชีพหลักอย่างการเป็นผู้ประกาศข่าวแล้ว เธอยังสวมหมวกอีกใบ นั่นคือการเป็นเจ้าของคาเฟ่เล็กๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อว่า “บ้านสวนกำไรสุข” โดยเธอใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ ค่อยๆ สร้างพื้นที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังบ้านสวนแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของการเปิดร้านอาหารหรือทำเกษตร แต่ยังเป็นเรื่องของความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้พิสูจน์ว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องรอถึงวันเกษียณเสมอไป เริ่มต้นจากความฝัน คุณแป้งเล่าให้ฟังปนรอยยิ้มว่า ความจริงแล้ว “เกษตรกร” คือความฝันแรกในชีวิต เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ทำเกษตร คุณพ่อเป็นเกษตรกรปลูกสวนมะม่วงมาตลอด แต่เพราะภาพจำในอดีตที่เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีรายได้น้อย อีกทั้งยังโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง คุณแม่จึงไม่สนับสนุ
เรื่องราวความน่าสนใจในอาชีพเสริมทำเงินงาม ของ “น้องพริม-พาริมา พงษ์ศิริปรีดา” สาวน้อยวัย 15 นักเรียนเกรด 10 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ครั้งนี้ นับเป็น Success Case ที่น่าเรียนรู้สำหรับใครหลายคน ซึ่งกำลังมองหารายได้เสริม แบบไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า และไม่ต้องลงแรงอะไรมากมาย ที่สำคัญ มีเงินเข้ากระเป๋าทุกวันกันเลยทีเดียว เมื่อขอให้ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการหารายได้เสริมจากการทำ ‘Shopee Affiliate’ น้องพริม บอก เริ่มจากเห็นเพื่อนหลายคน แปะลิงก์สินค้าบนช้อปปี้ ในสตอรี่ของตัวเอง สงสัยว่ามันคืออะไร เลยทักไปถาม เพื่อนก็อธิบายว่าเป็นการแชร์ลิงก์กับช้อปปี้ก่อนนำไปแปะลงสตอรี่ แล้วถ้าใครซื้อของตาม ตัวเราจะได้เงินส่วนแบ่ง จึงลองทำดูบ้างในไอจีส่วนตัว จากวันแรกถึงวันที่พูดคุยกันนี้ น้องพริม ทำ ‘Shopee Affiliate’ บนไอจีส่วนตัว ได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว “ที่ผ่านมา มีการหารายได้เสริมจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอะไรบ้างคะ” เรานึกสงสัย น้องพริม บอกจริงจัง “ทำกับช้อปปี้อย่างเดียว เพราะรู้สึกว่าช้อปปี้เป็นแอปที่เชื่อถือได้ และที่บ้านก็ซื้อของผ่านช้อปปี้ กันมาตั้งนานแล้ว ส่วนตัว
หากเอ่ยถึงธุรกิจในกลุ่ม “สุขภาพและความงาม” (Health & Beauty) หนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตามอง คือ “found & found” ร้านค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงามนำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลี ในเครือ OR แม้จะเปิดมาได้เพียง 2 ปี แต่เส้นทางการเติบโตของแบรนด์นี้ “ไม่ธรรมดา” found & found ชู “คอนเซ็ปต์” จำหน่ายสินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นจุดยืนสำคัญของแบรนด์ ทำให้มีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่น พร้อมวาง “กลยุทธ์” ขยายสาขาผ่านโมเดลหลากหลาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเติบโต 200% ในปี 2570 และขยาย 450 สาขาในปี 2573 ในคอลัมน์ Exclusive Interview “เส้นทางเศรษฐี” พาไปพูดคุยกับ คุณณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮสท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด ถึงเส้นทางของ found & found ความสำเร็จปีแรก สู่เป้าหมายปี 2026 คุณณัฐพล กล่าวว่า ในปี 2568 found & found สามารถขยายสาขาได้มากถึง 12 แห่ง หากนับรวมกับ 9 สาขาเปิดใหม่ในปี 2569 ทำให้แบรนด์มีสาขาทั้งหมด 21 แห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังมี Shelf in Shop วางจำหน่ายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต 11 สาขา และจิฟฟี่ อีก 10 สาขา ซึ่งการขยายสาขายังเป็นเป้าหมาย
“เชฟน้าๆ ที่นิวซีแลนด์มักสอนเราเสมอว่า ถ้าเราทำดี ทำอร่อย และซื่อสัตย์ ยังไงลูกค้าก็กลับมา” นี่คือจุดเริ่มต้นและหัวใจสำคัญของ Feed Boy Burger ร้านเบอร์เกอร์โฮมเมดที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคุณเฟิร์น-พิมพิศา สมเกตุ อายุ 30 ปี และแฟนหนุ่ม หลังจากตัดสินใจโบกมือลาชีวิตคนทำร้านอาหารที่นิวซีแลนด์ กลับมาสานฝันสร้างธุรกิจร่วมกันที่ประเทศไทย แม้ที่บ้านคุณเฟิร์นจะมีธุรกิจวัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงเลือกหยิบประสบการณ์ด้านอาหารมาต่อยอด โจทย์คือต้องเป็นเมนูที่คนไทยคุ้นเคยแต่มีช่องว่างให้เล่น ซึ่งคำตอบมาจบที่ “เบอร์เกอร์” “เรามองว่าในไทยอาหารไทยเยอะมาก และเราอาจไม่ได้เก่งเท่าคนที่เขาทำมานาน เลยเลือกขายเบอร์เกอร์เพราะเริ่มง่ายและลงทุนไม่สูงเกินไป” เธอกล่าว คุณเฟิร์นใช้เงินลงทุนก้อนแรกประมาณ 2 แสนบาท โดยอาศัยธุรกิจที่บ้านเพื่อซื้อวัสดุตกแต่งในราคาต้นทุน ทำให้ประหยัดค่าโครงสร้างร้านไปได้มาก งบส่วนใหญ่จึงทุ่มไปกับอุปกรณ์ ทั้งเตาย่าง เครื่องปั้นแป้ง และเครื่องฟรีซ เพื่อคงมาตรฐานโฮมเมดแท้ๆ โดยเลือกเช่าพื้นที่ครัวหลังคาเฟ่ของรุ่นพี่ เน้นรูปแบบ Grab & Go เป็นหล
MrBeast (มิสเตอร์บีสต์) หรือ Jimmy Donaldson (จิมมี โดนัลด์สัน) ยูทูบเบอร์อันดับหนึ่งของโลก ผู้ติดตามกว่า 476 ล้านซับ ที่ชื่อเสียงโด่งดังจากการทำคอนเทนต์แจกเงินก้อนโตและภารกิจสุดท้าทาย ล่าสุด ได้ออกมาเปิดเผยชีวิตการทำงานผ่านคอนเทนต์ “How MrBeast Works 18 Hours Per Day” ที่ทำเอาหลายคนต้องอ้าปากค้าง เพราะเขาบอกเองเลยว่าชีวิตนี้อยู่เพื่อทำงาน และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Work-Life Balance เลยสักนิด จัดตารางชีวิตระดับนาที เพื่อสร้างอาณาจักรแข่งกับ Disney MrBeast เล่าว่า วันไหนที่เขาทำงานน้อยกว่า 15 ชั่วโมง ถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์มาก เพราะเขาวางแผนชีวิตละเอียดเป็นรายนาที แม้กระทั่งตอนถ่ายทำรายการ Beast Games รายการเรียลลิตี้การแข่งขันสุดยิ่งใหญ่ที่ทำร่วมกับ Amazon Prime เขายังต้องจ้างสแตนอิน มายืนทดสอบมุมกล้องและแสงในสตูดิโอ เพื่อที่เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาจะได้เดินเข้าไปถ่ายทำได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่แต่วินาทีเดียว MrBeast ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่คนทำคลิปอีกต่อไป แต่เขากำลังปั้น Beast Industries บริษัทมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.7 แสนล้านบาท ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงระดับโลกเพื่อ
ถ้าพูดถึง “ผ้าไทย” ภาพจำของใครหลายคนอาจจะนึกถึงความโบราณ ความเป็นผู้ใหญ่ หรือเสื้อผ้าที่ต้องใส่เฉพาะงานพิธีการเท่านั้น แต่ในยุคนี้ กระแสผ้าไทยกำลังถูกเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อศิลปิน T-Pop และกลุ่ม Gen Z เริ่มหยิบผ้าไทยมามิกซ์แอนด์แมตช์จนกลายเป็นแฟชั่นสุดยูนีค หนึ่งในแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังความปังและขับเคลื่อนกระแสนี้มาตลอด 7-8 ปีคือ “Kotcher” (คชเชอร์) แบรนด์ผ้าไทยร่วมสมัยฝีมือ คุณอาย-กชกร สาระกุมาร สาวสารคาม ที่ตัดสินใจสืบสาน “รากเหง้าวัฒนธรรม” ของตัวเอง นำผ้าทอมือมาประยุกต์ จนสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และช่วยชุมชนไปพร้อมๆ กัน จุดเริ่มต้นจากบ้านเกิด คุณอายเล่าว่า ตอนเด็กๆ เธอมีความฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ บวกกับตอนเรียนด้านออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีโอกาสทำเกี่ยวกับแฟชั่น งานผ้า จึงคิดว่าจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับ รากวัฒนธรรม รอบตัวเธอเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรม ทั้งคุณแม่ที่เป็นครูนาฏศิลป์ที่รู้เกี่ยวกับการแต่งตัวแบบไทย และคุณยายที่เป็นช่างทอผ้าไหม “เราคิดว่าจะทำแบรนด์เสื้อผ้าแบบไหนดี ชั่งน้ำหนักดูระหว่างแฟชั่นทั่วไปกับสิ่งที่เรามีคือเรื่องข
หลายคนอาจมีความฝันในวัยเด็ก แต่สำหรับ Pooja Bavishi (ปูจา บาวิชี) เธออาจจะเริ่มต้นตามฝันช้ากว่าคนอื่นสักนิด เพราะการเริ่มต้นในวัย 30 กว่าๆ ของเธอกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการไอศกรีมในนิวยอร์กได้อย่างน่าทึ่ง ปัจจุบัน ปูจา อายุ 42 ปี เป็นเป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Malai แบรนด์ไอศกรีมจากบรูคลิน ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2015 ธุรกิจนี้มีร้านค้าปลีก 4 แห่งในนิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย และวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงธุรกิจค้าส่งและอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา Malai ทำยอดขายรวมกว่า 2.8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 100 ล้านบาท) จุดเด่นของธุรกิจนี้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงคือรสชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส ที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กจากครอบครัวชาวอินเดียที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ “Malai แตกต่างจากที่อื่นเพราะเราไม่ได้จำกัดแค่ช็อกโกแลตและวานิลลา เรามีการเพิ่มรสชาติอื่น อย่างเช่น กระวาน กุหลาบ หญ้าฝรั่น และจันทน์เทศ ซึ่งเป็นรสชาติที่คนทั่วโลกคุ้นเคย แต่เราต้องการทำให้มันกลายเป็นรสชาติหลักในอเมริกา” เธอกล่าว จุดเริ่มต้นไอศกรีมรสชาติอินเดีย ก่อนจะมาทำธุรกิจไอศกรีม ปูจา เรียนจบด
