SMEs
ด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ค่าจ้างแรงงานตามไปไม่ทันกับข้าวของที่แพงขึ้น ทางเดินของมนุษย์เงินเดือนมีอยู่สองตัวเลือกคือ ประหยัด ลดค่าใช้จ่าย หรือ หารายได้เสริมเพิ่มเติมเข้ามา (ในขณะที่บางคนก็ทำทั้งสองทาง) เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสไปร่วมงาน วันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2561 ที่ จ.บึงกาฬ เมื่อช่วงวันที่ 17-23 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้พบเห็นคนทำอาชีพอิสระมากมาย ทั้งทำเป็นหลักและทำเป็นอาชีพเสริม อย่าง คุณฐิติวรดา วงษ์วาสน์ หรือ คุณต่าย คุณต่าย บ้านอยู่ อ.เซกา จ.บึงกาฬ แต่มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กองคลังและการเงิน ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งอยู่ห่างกันราว 80 กิโลเมตร จึงเลือกที่จะมาเช่าหออยู่ในตัวเมืองบึงกาฬ ระหว่างเวลาปกติก็ทำงานปกติ แต่เมื่อมีเวลาว่างช่วงเย็น ก็มาสวมบทบาทแม่ค้าขาย เนื้อโคขุนย่าง ไม้ละ 10 บาท ซึ่งเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ก็ได้พบกับเธอ ตอนที่เธอมายืนย่างเนื้อขายที่งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2561 นี่เอง คุณต่าย เล่าว่า ปกติ ช่วงเย็นๆ ถึงค่ำ วันจันทร์ถึงพฤหัส เธอจะขายอยู่ในตลาด หน้าร้านยำ ซึ่งเป็นร้านของคนที่รู้จักกัน ส่วนเย็นวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จะมาขายที่ถนนคนเดินที่ทางเทศ
การเลี้ยงกบ ยังเป็นอาชีพที่หลายคนสนใจ เพราะกบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงง่าย กินง่าย โตเร็ว สามารถเลี้ยงโดยไม่จำกัดพื้นที่ ขยายพันธุ์ได้เอง จับขายได้เงินทันที ขณะเดียวกันตลาดผู้บริโภคกบในตอนนี้ให้ความสนใจมากทั้งในและต่างประเทศ เพราะเนื้อกบมีไขมันน้อย เหมาะกับการนำไปปรุงอาหารหลายประเภท เช่น กบทอดกระเทียม กบย่างรมควัน กบผัดใบกะเพรา ยำกบ กบผัดเผ็ด จึงเกิดอาชีพเลี้ยงกบทั้งเป็นรายได้เสริมและรายได้หลัก ในบรรดาสายพันธุ์กบที่เลี้ยงเป็นอาชีพ ขณะนี้มีทั้งพันธุ์ต่างประเทศและพื้นเมือง โดยแต่ละพันธุ์มีข้อดีและด้อยต่างกัน การเลือกสายพันธุ์กบจึงถือเป็นข้อพิจารณาของผู้เลี้ยงที่เน้นความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ แต่ส่วนมากแล้วผู้เลี้ยงดึงเอาลักษณะเด่นของแต่ละพันธุ์ออกมาพิจารณาควบคู่กับความต้องการของตลาด รวมทั้งต้นทุนในการเลี้ยง คุณประเชิน-คุณตุ้งหนิง อินทร์สิงห์ คู่สามี-ภรรยา ที่มีบ้านพักอยู่ เลขที่ 108/1 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ประสบความสำเร็จจากการเพาะเลี้ยงกบเป็นอาชีพมานานกว่า 18 ปี ด้วยการใช้พันธุ์กบพื้นบ้าน เนื่องจากเลี้ยงง่าย แข็งแรง ตัวใหญ่ ต้นทุนน้อย โตเร็ว มีจำหน่าย
แม้เคยอยู่ในกระแสมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ระยะหลังต้องยอมรับว่ามีช่วง“ขาลง” บ้าง ทางผู้บริหาร “รุ่นลูก” จบใหม่ จึงขอเข้ามาดูแลรับช่วงต่อจาก “รุ่นแม่” แบบเต็มตัว เรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร “หอมปลาเผา” รัชดาฯ ซอย 18 นี้มี คุณเต๋า–ธนภูมิ จูงพล อายุ 24 ปีเศษ ผู้บริหารกิจการเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว เป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูล เริ่มให้ฟัง ตัวเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยค้าขายออนไลน์มาตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนหน้านี้เข้ามาช่วยงานที่ร้านอาหาร “หอมปลาเผา” ของคุณแม่ “นันณภัส จูงพล” บ้าง แต่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเป็นพิเศษ พอเรียนจบจึงได้เข้าไปช่วยแบบเต็มตัว “คุณพ่อเสียตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้อง คุณแม่เป็นคนดูแลพวกเราสามคนพี่น้องมาตลอด เช้าไปทำงานบริษัทแถวสีลม ตกเย็นกลับมาหรือช่วงวันหยุดจะต้องทำอาหารอร่อยๆ ให้ลูกทาน เรียกว่าเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน เต็มตัวเลยครับ” คุณเต๋า เล่าก่อนยิ้มกว้าง และว่า กระทั่งเมื่อราวสี่ปีที่แล้ว คุณแม่คิดอยากเปิดร้านอาหารงานที่ตัวเองรัก เพื่อหารายได้เสริมอีกทาง จึงเริ่มมองหาทำเล กระทั่งมาลงตัวที่รัชดาฯ ซอย 18 ก่อนจะแบ่งหน้าที่กันใน
จากการที่คณะกรรมการค่าจ้างประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแยกตามกลุ่มจังหวัด 7 กลุ่ม ตั้งแต่ 5-22 บาท ส่งผลให้ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 315.97 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2561 นี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนแรงงานของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภาคเกษตร และภาคบริการ ซึ่งมีการใช้แรงงานจำนวนมากและมีต้นทุนแรงงานในสัดส่วนที่สูง คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภายหลังประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ สสว. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง SME-CGE ของ สสว. และศึกษาโครงสร้างต้นทุนค่าแรงจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (SME Input-Output Table) พบว่าอัตราส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 1 จะส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.16 ดังนั้นการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.54 ทำให้ต้นทุนสินค้าขยับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.05 ซึ่งนับว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าไม่มาก โดยปัจจุบันต้นทุนค่าแรงงานเ
ถือเป็นอาชีพใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ แต่มีไม่มากรายที่เมื่อผันตัวมาเป็นเกษตรกรแล้วจะประสบความสำเร็จ “เกสรา นารถถนอม” หรือ “เจมส์” สาววัย 28 ปีจากเมืองตราด ก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความฝันเรื่องการทำเกษตร เกสรามีดีกรีปริญญาตรี ภาควิชาจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยบูรพา ปัจจุบันทำงานตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการบริษัทเอกชนนำเข้า-ส่งออกแห่งหนึ่งที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ด้วยความที่ครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ ทำเกษตรกรรม จึงตัดสินใจทำอาชีพเสริมเป็นเกษตรกรเพื่อปูทางสู่อนาคตที่วางแผนไว้ว่าจะกลับไปทำที่บ้านเกิด เริ่มจากลงทุน 1 แสนกว่าบาท สร้างโรงเรือนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ใช้ปลูกเมลอนกว่า 500 ต้น พร้อมตั้งชื่อแปลงเมลอนนี้ว่า Ketsara”s Garden และด้วยความที่ชอบรับประทานเมลอน จากที่ไม่มีความรู้ด้านเกษตรกรรม ไม่เคยปลูกอะไร ก็หันมาสอบถาม ค้นคว้า เข้าอบรมการทำเกษตรอินทรีย์ แล้วจึงทดลองปลูกร่วมกับสามี “อนวัช ตาววัฒนา” ใช้เวลา 3 เดือน กระทั่งได้ผลผลิตรุ่นแรก น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.5-1.8 กิโลกรัม เมื่อต้นปี 2560 ขายกิโลกรัมละ 180 บาท สูงกว่าท้องตลาดในช่วงนั้น 50-60 บาท และรุ่นที่สองตามมา ซึ่งมีเมลอนพันธุ์ใหม่ ซูเปอร์พรีเมี่ยม หรือเมลอนฮ
การถนอมอาหารของชาวบ้านแบบโบราณที่เรียกว่า “ปลาส้ม” มีจุดเด่นความอร่อยตรงการเลือกชนิดปลาเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปลาตะเพียน ปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาสร้อย รวมถึงอัตราส่วนผสม และระยะเวลาหมักที่เหมาะสม จนนำไปสู่รสชาติความเปรี้ยวที่ลงตัว มีทั้งแบบที่ใช้ปลาทั้งตัว และแบบที่ใช้เฉพาะเนื้อปลา จึงนิยมนำไปปรุงอาหารได้หลายแบบ ปลาส้มแบบตัวและแบบเนื้อปลาล้วน ดังนั้น ปลาส้มจึงกลายเป็นเมนูสุดฮ็อตในปัจจุบัน ถึงขนาดมีลูกค้าสั่งจองกันข้ามประเทศ แม้การผลิตปลาส้มจะมีกรรมวิธีและกระบวนการที่ไม่ยุ่งยาก แต่กลับยิ่งทำให้ผู้บริโภคต้องใส่ใจกับแหล่งผลิต พร้อมกับตรวจสอบการรับรองมาตรฐานควบคู่ไปด้วย “กลุ่มปลาร้าปลาส้มบ้านฟ้าห่วน” ที่ตั้งกลุ่ม เลขที่ 79 หมู่ที่ 6 ตำบลไร่ขี อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นชาวบ้านไม่กี่ครัวเรือนที่ร่วมมือร่วมใจกันนำปลาที่เลี้ยงในนาข้าวมาผลิตปลาส้มและปลาร้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน เพื่อส่งขายตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ สมาชิกกลุ่มพร้อมเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง คุณนันทา เปรมทา ประธานกลุ่ม บอกว่า กลุ่มนี้จัดตั้งเป็นทางการเมื่อปี 2548 เหตุผลที่เกิดเป็นกลุ่มขึ้นเพราะบริเวณนี้มีแหล่งน้ำที
ข้าวเหนียวหน้าหมู ยังเป็นอาชีพทำเงินให้กับคนค้าขายหลายต่อหลายคน ตรงกับประโยคที่ “เส้นทางเศรษฐี” มักใช้เกริ่นขึ้นต้นในหลายอาชีพว่า ทำง่าย ขายคล่อง เห็นได้จาก เจ๊อ้อย ข้าวเหนียวหน้าหมู คนสู้ชีวิต หนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ คุณธัญรัศม์ นาคประเสริฐ หรือ เจ๊อ้อย วัย 62 ปี แต่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ๊อ้อยเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานออฟฟิศ แต่เงินเดือนที่ได้ไม่พอใช้จ่าย จึงหันมาเอาดีทางด้านค้าขาย สับเปลี่ยนอยู่หลายอย่าง ทั้งอาหาร และของหวาน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ “ชีวิตสะบักสะบอมอยู่พอสมควร เพราะอยู่ในช่วงพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ขายของได้กำไรวันละร้อยบาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ลูก 3 คน แม่ 1 คน มิหนำซ้ำยังต้องผ่อนบ้านอีก” เจ๊อ้อย เล่าต่อ หลังจากนั้นเปลี่ยนมาขายข้าวเหนียวหน้าหมู เพราะเห็นว่าเป็นอาหารหลัก คนนิยมกิน ช่วงแรกรับหมูฝอย หมูแผ่น จากร้านอื่นมาขาย แล้วทอดหมู ทอดไก่เสริมเอา “โชคดีได้ผลตอบรับจากลูกค้าจึงทำธุรกิจของเรารุ่งเรืองมาตลอด” ปัจจุบันเจ๊อ้อยยึดอาชีพนี้มาร่วม 20 ปี ถามถึงการทำข้าวเหนียวหน้าหมู เจ๊อ้อย บอก ไม่รู้จักแม้กระทั่งหวดนึ่งข้าวเหนียว เพราะจับแต่ปากกามาตลอด “โดย
วันที่ 28 มกราคม นางสาวรัศมี เจี้ยวเห้ง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่ เลขที่ 55/8 หมู่2 บ้านคลองน้ำนิ่ง ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง กล่าวว่า จากสภาวะราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นวงกว้าง ชาวบ้านคลองน้ำนิ่ง อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง รวมกันตัวเลี้ยงเป็ดไข่กว่า 500 ตัว ในสวนปาล์ม โดยเก็บไข่ส่งขายร้านเบเกอรี่ ร้านขายของชำ แปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอมส่งขายเมืองท่องเที่ยว “กลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่” ตั้งอยู่เลขที่ 55/8 หมู่ที่ 2 ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง นางสาวรัศมี เล่าว่า ตนได้รวบรวมชาวบ้านในชุมชนบ้านน้ำนิ่ง 12 คน ที่มีความสนใจที่จะประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว จากการเลี้ยงเป็ดไข่มา 5 เดือน สร้างรายได้ให้กับกลุ่มอย่างงดงาม ในแต่ละวันเป็ดจะออกไข่ 400- 450 ฟอง ส่งขายไข่ดิบราคาฟองละ 3.50 สตางค์ แต่เมื่อนำมาแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอมจะขายได้ในราคาฟองละ 8 บาท “ไข่เค็มที่กลุ่มนำมาแปรรูปจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ส่วนประกอบในการทำไข่เค็มมีดังนี้ 1.ดินสอพอง 2.เกลือไอโอดีน 3.ใบเตยหอม 4.น้ำสะอาด ขั้นตอนการทำจะนำดินสอพอง 3 ส่วน เกลือ 1 ส่วน
ใครที่อยากเลี้ยงไก่ เป็นอาชีพ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” นำมาให้เลือก 2 สายพันธุ์ ซึ่งบอกก่อนเลยว่า เป็นสองสายพันธุ์ ที่สามารถทำตลาดพรีเมี่ยมได้ ด้วยคุณลักษณะของตัวไก่เอง ทั้งเนื้ออร่อย ไม่เละเหมือนไก่ขุน ไม่เหนียวเหมือนไก่ชน แต่มันจะผสมๆ กัน ตัวแรกคือ ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ มีลักษณะเด่น เป็นไก่พื้นเมืองพันธุ์แท้ ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด และสามารถกินอาหารที่เกษตรกรหาได้ในท้องถิ่น มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี และให้ไข่ดกกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ โดยตัวผู้จะมีลักษณะ หลังดำ ปีกดำ แข้งดำ หน้าแดง/ดำ สร้อยคอและสร้อยหลังมีสีน้ำตาลปนดำ หรือสีเม็ดมะขาม ส่วนตัวเมีย มีลักษณะ ปีก/หลังดำ แข้งดำ หน้าแดง/ดำ ไม่มีสร้อยคอและสร้อยหลัง ” สำหรับการเลี้ยง พื้นที่ 1 งาน สามารถเลี้ยงได้ถึง 50 – 100 ตัว มีรั้วล้อมรอบให้ไก่สามารถเดินออกกำลังกายได้ มีประตูเข้าออกทางเดียว มีที่จุ่มเท้า และรองเท้าบูธสำหรับใส่เดินในคอก ส่วนโรงเรือนข้างในแนะนำให้ใส่มุ้งกันยุงและแมลงชนิดอื่น ที่สำคัญสะดวกต่อการต้อน และการทำวัคซีน เริ่มต้น นำลูกไก่ที่มีอายุ 1 วัน มาเลี้ยง หลังจาก 1 เดือนไปแล้วจะให้อาหารธรรมชาติ
ระยะหลังมานี้ ได้เห็นคนรุ่นใหม่หลายคน เรียนจบปริญญาตรี มุ่งหน้าบ้านเกิด ยึดอาชีพของบรรพบุรุษ โดยตั้งใจว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า ของครอบครัวให้ก้าวล้ำไปอีก เช่นเดียวกับ คุณพัชรพร แก่นนาคำ วัย 27 ปี ผู้ผลิตกระเป๋าคล้า จากอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เธอเรียนจบเทคโนโลยีสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พอเรียนจบปุ๊บ ก็ไม่ได้ร่อนใบสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่กลับมายึดอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว นั่นคืองานหัตถกรรมจากคล้า คล้า เป็นไม้เนื้ออ่อน ขึ้นเป็นกอ นำมาจักสานเป็นเสื่อ แต่คนทางภาคอีสาน มักนำมาสานกระติ๊บ ซึ่งครอบครัวของคุณพัชรพร ก็สานกระติ๊บ เสื่อ กระเป๋า เป็นหลัก เมื่อเธอเข้ามาทำ ก็พยายามดัดแปลงรูปแบบให้ทันสมัย จับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น อีกทั้ง เศษเล็กเศษน้อยของวัตถุดิบ ก็นำมาทำกระเป๋าใบเล็กๆ พวงกุญแจ ราคาก็ถูกลง ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น งานที่คุณพัชรพร ทำอยู่นี้นับเป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง เพราะต้นคล้าสดที่ตัดมา ต้องนำมาผ่านกรรมวิธีลอกเปลือก และตากแดดอีกนานนับสัปดาห์ กว่าจะได้กระเป๋าหนึ่งใบ นั่งสาน 1-2 วัน และเย็บอีก 1 วัน ซึ่งงาน
