AI พนักงานคนใหม่ที่ไม่เคยลาออก ปรับใช้แทนลูกน้องบางส่วน แล้วจะรู้ว่า “สบายใจ สบายเงิน”
คงไม่กล้าปฏิเสธใช่ไหมครับว่า AI ฉลาด “จนน่ากลัว”
แท้จริงแล้วคนที่ฉลาดกว่า คือผู้ที่คิดและสร้าง AI นั่นแหละครับ ซึ่ง AI เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตเรานานพอสมควรแล้ว เพียงแต่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในรูปแบบต่างๆ เช่น ระบบนำทางที่ช่วยคิดทางที่ดีที่สุดให้เรา พูดจาบอกกล่าวเราได้ พาไปหลงกันบ้าง ก็คงต้องอภัยกันไป แต่ดูว่านับวัน ความแม่นยำยิ่งมากขึ้น
คนที่เล่น Facebook ก็คงเข้าใจความน่าสยองพองขนอันหนึ่งร่วมกัน นั่นคือ แค่พูดคุยกันถึงเรื่องอะไร เดี๋ยวเดียว โฆษณาที่เกี่ยวกับสิ่งนั้น จะโผล่มาหลอกหลอนเรา จนนอนไม่หลับ ใครที่จิตอ่อน ก็ต้องยอมนิ้วลั่น กดสั่งซื้อกันไป ส่วนใครจิตแข็ง ก็รีบหาเรื่องอื่น พูดถึงสิ่งอื่น จะได้เบี่ยงเบนให้ AI ได้ทำงานใหม่
มาถึง พ.ศ. นี้ รูปแบบหนึ่งของ AI ที่เรียกกันว่า Generative AI หรือชื่อเรียกสั้นๆ ว่า Gen AI ถือเป็นปัญญาประดิษฐ์เพื่อมวลมนุษยชาติจริงๆ
Gen AI ถูกออกแบบมาให้ใช้ภาษาในการสื่อสารกับมนุษย์แบบเป็นธรรมชาติ ที่เรียกว่า NLP (Natural Language Processing) จากเดิม คนที่จะสื่อสารกับ AI ได้ ต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิค เข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารกับ AI ซึ่งแน่นอนว่า มนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ท่านๆ คงแทบไม่ต้องไปคิดเรียนรู้ให้เปลืองหยักสมอง เพราะคงเสียเวลามากกว่าได้ใช้ประโยชน์
แต่ NLP นี่แหละครับ ตัวเปลี่ยนโลก เพราะเราพิมพ์ภาษาพูด ที่บางครั้งผิดไวยากรณ์ภาษาไทยด้วย แต่ AI เข้าใจ และโต้ตอบกับเราได้ แล้วยิ่งตอนนี้เวอร์ชันใหม่ สามารถใช้เสียงสั่งการได้อีก คงคุยกันเพลินแหละทีนี้
Gen AI ทำอะไรให้เราได้บ้างเหรอ?
เอาแบบกว้างๆ ก่อนนะครับ อะไรที่เกี่ยวกับเนื้อหา ข้อความ เสียง ภาพ ข้อมูลตัวเลข ฯลฯ เอาแค่ 5 อย่างนี้ สำหรับคนทำธุรกิจ เหลือเฟือแล้วครับ
ลองมาขยายความเพิ่มเติม เนื้อหา ทำอะไรบ้างล่ะเกี่ยวกับเนื้อหา มันสามารถช่วยคิดเนื้อหาการโฆษณา เนื้อหาโปรโมตสินค้า เนื้อหาที่เราอยากทำคอนเทนต์ลงโซเชียล ฯลฯ ให้มันช่วยคิด รับรองว่าเร็วเวอร์
ข้อความ มันมีความสามารถในการคิดข้อความต่างๆ ทั้งข้อความพาดหัวโฆษณา ข้อความเพื่อสื่อสารในวาระต่างๆ เช่น แสดงความยินดี แสดงความขอบคุณ ตัวอย่างนะ ถ้าเราอยากขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ นึกไม่ออกจะเขียนข้อความแบบไหนดี ปล่อยให้ AI จัดการเลยครับ มันสามารถเขียนให้เลือกได้ ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที
ใช้ลูกน้องเขียน กว่าจะสร้างอารมณ์ได้ กว่าจะลงมือได้ ข้ามวัน
เสียง ภาพ จะใช้มันแต่งเพลงก็ได้ ใช้มันวาดภาพสวยๆ ยิ่งง่าย ใช้ทำวิดีโอ ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับ AI ดังนั้น ถ้าอยากทำโฆษณา ภาพก็ไม่ต้องถ่ายเอง ให้ AI สร้างให้ ข้อความโฆษณาก็วานให้เขียนให้ อยากทำคอนเทนต์ด้วย เพื่อให้แคมเปญของเรากระหึ่มยิ่งขึ้น ครบ จบ ในที่เดียวเลยครับ AI จัดให้
เรื่องตัวเลข ก็เก่งไม่เบา ไม่ใช่แค่ตัวเลขอย่างเดียวนะ ข้อมูลต่างๆ แทนที่จะต้องเสียเวลาไปค้นไปหา ข้อมูลการตลาดต่างๆ ข้อมูลคู่แข่งบางอย่าง รับรองว่า ใช้เวลาไม่ถึงนาทีทั้งสิ้น การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ก็ทำได้ดี
ลองนึกภาพดังนี้ครับ ถ้าโลกนี้มีข้อมูลต่างๆ อยู่ในโลกออนไลน์มากมายมโหฬาร การเข้าถึงการค้นหาของเราต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่ AI สามารถไปดึงข้อมูลเหล่านั้นมาได้ในเวลาไม่กี่วินาที
นอกจากเป็นนักดึงข้อมูลแล้ว ยังเป็นนักขยำยำข้อมูลรวมกัน แล้วสรุปให้เราด้วย
บางอย่างที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ แบบที่มีสูตรทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นั่นคือ ของถนัด
ถ้าพอจะเริ่มเห็นภาพว่าประโยชน์โพดผลของ AI ทำอะไรให้เราได้บ้าง ทีนี้ลองมาจินตนาการต่อครับว่า เดิมเราต้องจ้างลูกน้อง (ตามความถนัด) คนนี้ถนัดเขียนคอนเทนต์โปรโมตสินค้า คนนี้ถนัดทำกราฟิกภาพโฆษณา คนนี้ถนัดเขียนข้อความโฆษณา คนนี้ถนัดใช้ไอเดียพัฒนาสินค้าใหม่ๆ
จ้างไปกี่คนแล้วล่ะครับ?
วิธีแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ที่นิยมคือ การใช้ “Outsource” หมายถึง จ้างคนภายนอกองค์กรที่ถนัด ทำสิ่งนั้นเป็นงานๆ ไป
ข้อดี ก็คือ การแก้ปัญหาไม่ต้องจ้างลูกน้องหลายคน ที่ถนัดกันแค่คนละ 1 อย่าง มานั่งรวมกันมากมายในออฟฟิศ แต่ข้อเสีย เป็นเรื่องการควบคุมทั้งรายละเอียดงาน ระยะเวลา เลวร้ายก็อาจถึงขั้น “ความลับทางธุรกิจรั่วไหล”
จำนวนลูกน้องทั้งหมดที่ว่ามา จะกี่คนตรงนั้น AI เหมาได้หมดครับ ราวกับจะเกิดมาเพื่อฆ่าพนักงานประจำ
ดังนั้น ถ้าจะจ้าง ตอนนี้อาจจ้างแค่ คนที่เก่งสื่อสารกับ AI…แค่คนเดียวพอ
แต่ถ้าหากเจ้าของธุรกิจ นึกสนุก อยากสื่อสารกับ AI ด้วยตัวเอง อย่างที่บอกว่าปัจจุบัน สามารถใช้ภาษามนุษย์ปกติ ในการสื่อสาร แบบนี้เงินในกระเป๋าเหลือเยอะเลย
ข้อดีของการใช้ AI ทำงานแทนลูกน้อง เริ่มกันที่ความรวดเร็วก่อนเลย ตามมาด้วย AI ไม่บ่นครับ ไม่งอแง ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่สร้างความกวนใจเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญสุด “ประหยัดค่าจ้าง”
เอาเงินไปจ่ายให้ AI ตัวเสียเงิน เพื่อเพิ่มฟังก์ชันความฉลาด ย่อมดีกว่า จ่ายโบนัสตอนสิ้นปี
ทว่า…โลกนี้ ก็มี 2 ด้าน เหมือนเหรียญเสมอครับ ที่ผมเล่ามาว่าดียังโง้นยังงั้น ก็ไม่ได้แปลว่า AI ไม่มีข้อด้อย
ด้วยความเป็นนักรวบรวมข้อมูล แล้วมาขยำยำรวมกัน เพื่อสรุปนำเสนอให้กับเรา ดังนั้น สิ่งที่ต้องพึงระแวงไว้เสมอก็คือ “ข้อมูลนั้นถูกต้องสมบูรณ์ 100% หรือไม่”
จากประสบการณ์ทดลองใช้ทำงานหลายๆ อย่างดู พบว่า บางงานดีงามจนน่าแจกโล่เชิดชูเกียรติ แต่บางงานที่ต้องอาศัยความถูกต้องของข้อมูลต่างๆ อาจต้องระวัง ตรวจสอบ ตรวจทานอีกที
อีกอย่างผมพบว่า ความสามารถเชิงภาษา เชิงวรรณศิลป์ อาจยังเป็นข้อด้อยอยู่ ให้ร่างมาเป็นไอเดีย แล้วปรับแต่งโดยมนุษย์ อาจดีกว่า แต่บางอย่างก็สามารถยอมรับได้
ดังนั้น พึงระลึกไว้เสมอว่า AI มีความฉลาด แต่ยังขาดวิจารณญาณ ใช้เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ภายใต้วิจารณญาณของเราเอง นั่นถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับเทคโนโลยีของ AI ณ ปัจจุบัน
อย่ากลัว AI ลองปรับเปลี่ยนลูกน้องบางคนเป็น AI แล้วจะรู้ว่า “สบายใจ สบายเงิน” เป็นอย่างไร…
