แค่อึดใจเดียว “Gen Beta” จะกลายมาเป็นลูกค้าของเรา คนเจนใหม่ที่เกิดมาพร้อม AI ขาดอินเทอร์เน็ต เหมือนขาดใจ ธุรกิจไหนไม่พร้อมตอบสนอง อาจโดนเมินใส่
เรื่องของ Generation (เจเนอเรชัน) หรือการเอาช่วงระยะเวลาของปีที่เกิด มาแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทางการตลาด ทางการบริหารจัดการบุคคล มาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว วิธีการนี้ถือว่ายังเป็นที่ยอมรับกันอยู่
และตั้งแต่ปลายปี 2567 การแบ่งกลุ่มคนเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่ถือกำเนิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 นั่นคือ Generation Beta (เจเนอเรชันเบต้า) ซึ่งต้องยอมรับว่า เจเนอเรชันเบต้า หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เจนเบต้า” เขาคือ เจเนอเรชันแห่ง AI ตัวจริงเสียงจริง
ผมหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวถึง เพราะอีกแค่อึดใจเดียว คนเจนนี้ ก็จะกลายมาเป็นลูกค้าในธุรกิจของพวกเรา กลายมาเป็นคนทำงานในองค์กรของเรา
แต่ที่แน่ๆ พอพวกเขาเริ่มรู้ความ เราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย คงต้องปรับตัว และปรับใจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเราๆ ท่านๆ ที่เกิดในช่วงเวลาของเจน Baby Boomer เจน X และเจน Y
เพราะการใช้ชีวิตมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับคนเจนเบต้า อาจทำให้ 3 เจนที่ว่า คงต้องรำพึงรำพันวันละหลายรอบว่า “อะไรของมันว้า…”
เหมือนที่เกิดขึ้นมาแล้ว จากผลวิจัยหลายสำนัก ที่กล่าวถึงปัญหาการทำงานร่วมกับคนเจน Z และกำลังจะลามไปถึงคนเจน Alpha ในอีกไม่ช้านี้
ผลวิจัยสรุปตรงกันว่า การทำงานของคน 3 เจนก่อนหน้า กับคนเจน Z มักไม่ราบรื่น และมีปัญหาเนืองๆ
เจนเบต้า อาจจะนรกกว่า หากคนเจนก่อนหน้า ไม่เปิดใจยอมรับความจริงว่า พวกเขาเกิดมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ สภาพแวดล้อมที่คนเจนก่อนหน้าเขา สร้างเอาไว้ให้
คำพยากรณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า โดยอาศัยความเป็นไปได้จากสภาพแวดล้อม สังคม จิตวิทยา และอื่นๆ อาจคะเนได้ว่าเจนเบต้า จะมีความเป็นเอกเทศ เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการเรียนรู้ เรื่องอาชีพ และวิถีการดำเนินชีวิต
เขาเกิดในยุคที่คนทั่วไป เริ่มพึ่งพา AI เริ่มไม่คิดอะไรเอง แต่ถาม AI เป็นหลัก ยิ่งตอนนี้ AI สัญชาติจีน ที่ชื่อ DeepSeek ออกมาเขย่า AI ตัวฮิตอย่าง ChatGPT ทั้งยังเขย่าวงการหุ้นเทคโนโลยีให้ปั่นป่วน
นี่ยิ่งเป็นสัญญาณบอกว่า นับจากนี้ AI กำลังจะถูกพัฒนาให้ยิ่งง่าย ยิ่งราคาถูก (หรืออาจถึงขั้นฟรีตลอดไป) ยิ่งเข้าถึงได้ไม่ยาก และผมเชื่อว่าจะถูกพัฒนาให้มีความสามารถเฉพาะด้าน เฉพาะสาขามากยิ่งขึ้น
ดังนั้น คนเจนเบต้า จะไม่สามารถอยู่ได้ หากไร้อินเทอร์เน็ต ไร้การเชื่อมต่อ และไร้ AI ซึ่งเราอาจคาดการณ์คร่าวๆ ได้ประมาณนี้…
อย่างแรก เจนเบต้า คือ ผู้เชี่ยวชาญ ช่ำชอง เรื่องราวของเทคโนโลยี เรื่อง AI อุปกรณ์ไฮเทค หุ่นยนต์ IoT การใช้ AR การใช้ VR เทคโนโลยี Metaverse ที่เป็นการสร้างโลกเสมือนจริง ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นของพวกเขา แต่มันคือ “ชีวิตประจำวัน”
นั่นแปลว่า ธุรกิจในอนาคตอันใกล้ ที่คาดหวังจับกลุ่มเบต้าเป็นลูกค้า คงต้องเตรียมการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อรองรับชีวิตประจำวันอันคุ้นชินกับเทคโนโลยีชั้นสูงของพวกเขา
อย่างที่สอง ด้านการเรียนรู้ ระบบการเรียนการสอน การสร้างองค์ความรู้ ถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญแล้วล่ะครับ เพราะคนเจน Z เจน Alpha เริ่มเรียนรู้การใช้ AI ทำงานให้แล้ว ดังนั้น การที่คนเจนเบต้า ให้ AI ทำงานแทน จะกลายเป็นเรื่องปกติเช่นกัน
คนเจนก่อนๆ ตอนเรียน ทำรายงาน ต้องค้นคว้ากันตาแฉะ ต้องเข้าห้องสมุด ตอนนี้ห้องสมุดก็ล้มหายตายจากไประดับหนึ่ง เพราะค้นในเน็ตเร็วกว่า แต่ตอนนี้ ถาม AI ครบจบในที่เดียว แม้ในแวดวงวิชาการ ก็มีการถกกันถึงขอบเขต และเส้นแบ่งของการค้นคว้าการทำวิจัย ว่าการทำด้วยความคิดมนุษย์ กับการให้ AI ช่วยทำ ควรทำได้แค่ไหน หรือไม่ได้แค่ไหน
เชื่อเถอะว่า คนเจนเบต้า คงให้ AI ทำให้แบบ 100% เพราะเขาก็คงมองว่า จะมาเสียเวลาทำไม ในเมื่อสั่งให้ AI ทำแทนได้ ในความรู้สึกของพวกเขา คงไม่ต่างอะไรกับการหยิบเครื่องคิดเลขมากด จะมาเสียเวลาเขียนเองบวกเองในกระดาษเพื่ออะไร
อย่างที่สาม การเชื่อมต่อกับสังคม แม้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการรวมฝูง แต่ด้วยเทคโนโลยีทั้งจริง กึ่งจริง เสมือนจริง ที่กำลังกลายเป็นสภาพแวดล้อมของเจนเบต้า จะทำให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างมาก มีความเป็นปัจเจกมากตามไปด้วย
การเข้าถึงพวกเขาในฐานะกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด อาจเป็นเรื่องไม่ง่ายอีกต่อไป การตลาดเชิงปัจเจก อาจต้องใช้การทำความเข้าใจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
อย่างที่สี่ ต่อเนื่องมาจากอย่างที่สาม นั่นคือ พวกเขาจะกลายเป็นพวกที่ต้องออนไลน์ 100% ออนไลน์ตลอดเวลา ขาดสัญญาณเน็ตไม่ได้ ลงแดงตายแน่ เพราะชีวิตของพวกเขาแวดล้อมมาตั้งแต่เกิดด้วยเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อไร้สาย ต้องอาศัยสัญญาณเน็ต การเชื่อมต่อแบบเร็วแรง ไม่งั้นไม่สามารถทำอะไรได้
ธุรกิจที่ไม่ตอบสนองการเชื่อมต่อ ธุรกิจที่ขี้เหนียวสัญญาณเน็ต ถือว่าคบไม่ได้
อย่างที่ห้า ความต้องการผู้รับผิดชอบต่อสังคมมีมากขึ้น เพราะพวกเขาเกิดมาปุ๊บ เอาแค่ในประเทศไทยนะ รัฐบาลก็ประกาศต่อสู้กับฝุ่น กับควันพิษแล้ว พวกเขาเกิดมาท่ามกลาง “มลพิษ” หลากรูปแบบ มิจฉาชีพที่มีเกินร้อยมุกพันมุก มิจฉาชีพที่ขยันคิดมุกใหม่ทุกวัน
มลพิษ ที่พวกเขาต้องเผชิญ ไม่เพียงแค่จากพิษภัยในสิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลพวงมาจากการประกอบธุรกิจเท่านั้น แต่ยังมากด้วยธุรกิจที่เป็นพิษด้วย ธุรกิจที่ไม่ซื่อ ธุรกิจที่หลอกลวง ดังนั้น พวกเขาน่าจะโหยหา “ธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม” อย่างจริงจัง
อย่างที่หก 100% Cashless เจนเบต้า น่าจะไม่พกเงินสดแล้วแหละมั้ง เพราะในเมื่ออุปกรณ์ประจำตัวพวกเขา สามารถทำธุรกรรมได้ โดยไม่ต้องเสียเวล่ำเวลามาควักมาล้วงเงิน มาเสียเวลาทอนเงินกัน เป็นเหรียญก็หนักกระเป๋าอีก
นั่นแปลว่า ธุรกิจไหนที่ขึ้นป้าย “ไม่สะดวก รับเฉพาะเงินสด” อาจโดนเมิน เชิดหน้าใส่อย่างไม่ไยดี
นี่คือ การคาดคะเน พยากรณ์พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าอนาคตเจนใหม่ล่าสุด “เจเนอเรชันเบต้า” ที่ชีวิตพวกเขาเริ่มต้นแล้วในปีนี้ เจเนอเรชัน ที่ต้องบอกว่า…
“นี่แหละ Gen AI ตัวจริง มาแล้ว…”
