“หมอบิ้ว” ชื่อเรียกเล่นๆ ของ นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่ามากความสามารถ ของวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รุ่น 18 ที่ปัจจุบันนอกจากจะเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา หรือ “หมอสมอง” แล้ว ยังทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าว และมีคาเฟ่เป็นของตัวเอง ชื่อว่า Beaker and Bitter (บีกเกอร์ แอนด์ บิตเตอร์) ย่านอารีย์
แม้ทั้ง 3 อาชีพ จะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่ “หมอบิ้ว” สามารถทำทุกอย่างได้แบบลงตัว
“ทั้งงาน หมอ พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ทำคาเฟ ทั้ง 3 อย่างนี้ อยู่กันคนละมุมเมืองเลย เราเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง จึงต้องพยายามทำทั้ง 3 อย่างให้ประสานกัน”หมอบิ้ว เริ่มต้นบทสนทนา
ก่อนคุยให้ฟังต่อ
“หมอ ต้องมีความรับผิดชอบ บางครั้งมีการตามแบบฉุกเฉิน อดหลับอดนอน ต้องมีการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ ส่วนอาชีพพิธีกร-ผู้ประกาศ ต้องใช้ทักษะ ใช้ชั่วโมงบิน อัปเดตข่าวสาร ฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลา และการทำธุรกิจคาเฟ เน้นงานบริหาร วางแผน คิดไอเดียต่าง ๆ เป็นเรื่องของมาร์เก็ตติงทั้งออฟไลน์และออนไลน์”
“ 3 อาชีพนี้ มีความแตกต่างกันมาก แต่มีจุดร่วมกัน คือ สามารถทำทั้ง 3 อย่าง ภายใต้กรอบเวลาเดียวกัน เช่น เอาไอเดีย เอาความเป็นหมอ ไปใส่ในคาเฟ กลายเป็นเป็นธีมวิทยาศาสตร์ แล้วก็เอาความเป็นหมอไปใส่ในงานพิธีกร งานผู้ประกาศข่าว หรือการทำวิทยากรต่าง ๆ เป็นการรวมจุดที่แตกต่างกันให้อยู่ในจุดเดียว”
หมอบิ้ว ยังคุยให้ฟังต่อ ถึงไลฟ์สไตล์ในการทำ 3 อาชีพ ในเวลาเดียวกัน ว่า
“การทำธุรกิจหรือมีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตแต่ละอย่าง มันคือการเปลี่ยนแปลงแทบจะสะเทือนทั้งหมดตารางชีวิตของเราทั้งหมด ต้องบริหารจัดการเวลาและแบ่งเวลาให้ดีขึ้น มีการคิดแล้ว วางแผนล่วงหน้า จากเดิมที่ทำอยู่แล้วต้องทำมากขึ้น เมื่อมีธุรกิจต้องเจอกับคนมากขึ้น โดยเฉพาะทีมงาน พนักงานต่าง ๆ ที่ต้องมีการดีลกับพนักงาน นับเป็นการฝึกทักษะอื่น ๆ เพิ่มเติมนอกจากความเป็นหมอที่เป็นอยู่แล้ว”
ชวนคุยต่อ ถึงช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นวิกฤตหนึ่งในชีวิตของ “หมอบิ้ว”
“ตอนนั้น เป็นช่วงที่คาเฟ เพิ่งเปิดใหม่ ทุกอย่างที่วางแผนมาด้วยระยะเวลาเป็นปี ต้องพังจนต้องสร้างขึ้นมาใหม่ กอบกู้ทุกอย่างจากออฟไลน์เป็นออนไลน์แบบเต็มตัวภายในเวลา 1 คืน ขณะเดียวกันงานหมอ ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายในระบบสาธารณสุข เพราะ COVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา”
“เรียกว่า หมอก็ต้องเป็น คาเฟ่ก็ต้องพยุง เพราะเพิ่งเปิดใหม่ ตอนนั้นทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์ บวกกับงานผู้ประกาศข่าวอีก ทุกวันที่กลับบ้านต้องมาวางแผนดูแลคาเฟ คิดคำนวณตัวเลขต้นทุนต่าง ๆ ใหม่หมด เหนื่อยหนักมาก เป็นอยู่แบบนั้นกว่า 6 เดือน ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่มากขึ้น ประสบการณ์จากช่วงเวลานั้น ถือว่าได้บทเรียนที่รู้สึกว่าไม่สามารถหาได้จากที่ไหน ไม่มีสูตรสำเร็จให้เรียนรู้”หมอบิ้ว ย้อนประสบการณ์ ให้ฟัง
ก่อนจากกันไป ถามไถ่ยังมีอะไรที่ตั้งใจอยากจะทำอีกหรือไม่ หมอหนุ่ม คนเก่งบอก อยากนำ ความรู้ ความสามารถของตัวเองมาใส่ในโลกโซเชียล คือ ทำเป็นช่องออนไลน์ ให้ความรู้ เช่น แปลคำศัพท์หมอ ที่เข้าใจยากหรือเข้าใจได้ไม่หมดให้เป็นภาษาไทยที่เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย ให้ทุกคนมีความรู้ทางด้านสุขภาพไปพร้อมกัน
“ผมเชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพ และยังมีช่องทางโอกาสที่สามารถไปต่อในสิ่งที่อาจยังคิดไม่ออกในตอนนี้ แต่วันพรุ่งนี้อาจคิดออกก็ได้นะครับ”หมอบิ้ว ทิ้งทายให้กำลังใจ
