จาก “มายเนมอิสไบรอัน” ถึงท่อนแรปไวรัลที่ใครก็ร้องตามไม่ถูก “อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ไม่ไหว อ้าว บ้านนี้มันน่ากลัว กลัวกลัวกลัว อร๊าย”
ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกอะไรเรา
ในแต่ละวัน ผู้คนต่างต้องเผชิญสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดมากมาย ทั้งการเรียน การทำงาน เพื่อน ครอบครัว จนบางครั้งก็รู้สึกราวกับความเครียดนั้นโจมตีมาทุกทิศทาง สิ่งนี้อาจทำให้คนเราอยากหาทางหลีกหนีจากทุกสิ่ง หายตัวไปสักพักเพื่อพักหัวใจอันเหนื่อยล้า แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะก็ตาม
แต่การจะปลีกตัวในยุคนี้ก็แสนยาก เพราะมองไปทางใดก็เจอแต่คอนเทนต์สั่งให้ต้องแอคทีฟ 24 ชั่วโมง หรือบังคับให้เราต้องหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ในวันที่สมองเราเหนื่อยล้าจากเรื่องเครียด ใครก็ล้วนแต่อยากปล่อยใจจอย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัวเพิ่มทั้งนั้น
ความคิดเช่นนี้จึงนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Escapism” การหลีกหนีความจริง
เพราะโลกความจริงแสนเหนื่อยล้า
การหลีกหนีความจริง หรือ Escapism คือกลไกการรับมือที่ตัวเราออกแบบมาเมื่อต้องการหลีกหนีจากมรสุมปัญหา อาจมองได้ว่าเป็นการปิดกั้นความหมายออกจากจิตใจ และปล่อยตนเองให้ไร้ซึ่งการตระหนักรู้ชั่วขณะ หรือสิ่งที่คนในยุคนี้เรียกกันว่า “การถอดสมอง”
แต่ละคนใช้วิธีการหลีกเลี่ยงจากปัญหา เพื่อให้ลืมเรื่องเครียดแตกต่างกันไป อาทิ
- ก้มหน้าก้มตาทุ่มเททำงานแบบไม่ลืมหูลืมตา
- ออกกำลังกาย
- การบริโภคสื่อ (ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอเกม สื่อสังคมออนไลน์ ฯลฯ)
- ช้อปปิ้ง
- การกินมากเกินไป
- พึ่งพาสารเสพติด
- การนั่งเหม่อลอย
ซึ่งมีทั้งรูปแบบในเชิงบวก และรูปแบบในเชิงลบ การหลีกหนีจากความจริงเป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อถูกรายล้อมด้วยความเครียดตลอดเวลา อาจทำให้การตัดสินใจและอารมณ์ของเราไม่ชัดเจน การหาสิ่งที่ช่วยให้เราเครียดน้อยลง ใจสงบขึ้น จะช่วยปรับสภาวะอารมณ์ให้สมดุล ป้องกันภาวะหมดไฟ เพราะฉะนั้น ต่อให้จะเป็นคอนเทนต์ไร้สาระ ก็ปล่อยให้ตัวเองรับชมไป ตามใจตัวเองบ้างเป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องที่ดี
นั่นจึงไม่น่าแปลกที่เพลง “ย้าย่ายะ” ของ อูโน่ หลาวทอง อินฟลูเอนเซอร์คนดัง ถึงกลายมาเป็นไวรัล คนร้องตามไม่ได้ทั่วบ้านทั่วเมือง
https://youtu.be/eLqZLkxMy-Y?si=awsoBCbLQZadbQOS
“อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ไม่ไหว อ้าว!
บ้านนี้มันน่ากลัว กลัวกลัวกลัว อร๊าย
กูไม่อยากอยู่ กูไม่อยากอยู่ กูไม่อยากอยู่ที่นี่
ที่ไหน ที่นั่น ที่รักหรือเปล่าจ๊ะ จุ๊บๆ
คุณผู้ชม คุณชาคริตครับ คุณชาคริตครับ
เชฟมาแล้วครับ คุณชาคริตครับ
ผมไม่รู้ ผมไม่รู้ ผมไม่รู้ ผมไม่รู้”
จะเห็นว่าเนื้อหาท่อนแรปที่โด่งดังนี้ ในแง่ของภาษาไม่มีความเชื่อมโยง หรือเป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น แต่คนกลับชอบใจ และกดแชร์ต่อจำนวนมาก จนทำให้มันเป็นที่พูดถึงไปในวงกว้าง
เสียงร้องที่กดดัน ฟังแล้วเครียดจนอยากตะโกนตาม แต่แล้วก็เปลี่ยนมาออดอ้อน จับทางไม่ถูก คือสิ่งที่สร้างเสียงหัวเราะให้คนในโลกออนไลน์ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “อยู่ไม่ไหว อ้าว!” เต็มหน้าฟีดโซเชียล
คอนเทนต์ไร้สาระสิดี
ก่อนหน้านี้ เพลงที่มีลักษณะคล้ายกันอย่าง “My Name Is Brian” ของ โจ๊ก iScream อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ก็เคยสร้างปรากฏการณ์เช่นนี้มาแล้วเช่นกัน

“Spraying tough.You wasn’t to know. Oh west, pray
My name is Brian. I’m 24 years old, I’m from Korea”
และใช่ เนื้อหาไร้สาระเช่นกัน เนื้อร้องมีความคล้ายภาษาอังกฤษแต่ไม่เป็นภาษา ไร้ซึ่งความหมาย แต่การออกเสียง และทำนองเพลงที่ฟังแล้วมีความ R&B ทำให้คนชื่นชอบ และกลายเป็นเพลงที่สร้างความขบขันให้คนไม่น้อย
หรือนอกจากเพลงแล้ว บางครั้งเรายังเห็นเทรนด์คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียเริ่มไปในทิศทางที่ดู (เกือบ)มีสาระ อาทิ ช่อง “sixma_official” ที่คนเรียกกันว่า “จ่าบุ๊ค” เป็นคาแรกเตอร์ยอดฮิตบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งมักจะมาพร้อมสโลแกนติดปากว่า “มันก็แค่นั้นเอง”
โดยคลิปโด่งดังมักจะเป็นมุกตลก แต่เล่าเหมือนเป็นเรื่องจริงจัง เช่น คนเกิดวันไหนไม่ต้องไปทำงาน คนเกิดวันไหนไม่ต้องอาบน้ำก็ได้ ซึ่งการเล่าจะเกริ่นนำข้อมูลขึ้นมาราวกับเป็นงานวิจัยน่าเชื่อถือชิ้นหนึ่ง แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติและแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงทั้งสิ้น แต่นั่นก็เรียกเสียงฮาให้คนจำนวนมาก เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนเทรนด์การเสพคอนเทนต์ไร้สาระเพื่อคลายเครียด
หรืออย่างคอนเทนต์ “คริสติน่า แซ่แต้” แชมป์ The voice UK 4,000 สมัย จบการศึกษาจากโรงเรียนแคมบิตวิทยาคาร เกรดเฉลี่ย 8.90 และยังเป็นผู้สอบ Toeic ได้ถึง 1,000 คะแนน คนแรกของโลก แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง แถมยังเกินจริงไปมาก แต่กลับถูกพูดถึงและแชร์ต่ออย่างมากในโลกออนไลน์ จนคนเกิดความสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สร้างความขบขันกันไป

แบรนด์เรียนรู้อะไรได้จากปรากฏการณ์นี้
ปรากฏการณ์คอนเทนต์ไร้สาระกลายเป็นไวรัล เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกนักการตลาดว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการคอนเทนต์ที่ให้สาระหรือสร้างแรงบันดาลใจตลอดเวลา ในยุคที่ทุกแพลตฟอร์มเต็มไปด้วยข้อมูล ความรู้ และคำแนะนำในการพัฒนาตัวเอง ผู้บริโภคจำนวนมากกลับโหยหาคอนเทนต์ที่ทำให้พวกเขาได้พักสมอง หัวเราะ และรู้สึกสบายใจโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
หลายครั้งสิ่งที่ได้รับความนิยมไม่ใช่คอนเทนต์ที่มีประโยชน์มากที่สุด แต่เป็นคอนเทนต์ที่ตอบสนองความรู้สึกในช่วงเวลานั้นได้ดีที่สุด คอนเทนต์ไร้สาระจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคลายเครียดรูปแบบหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Escapism ซึ่งช่วยให้ผู้คนหลีกหนีจากความกดดันในชีวิตประจำวันได้ชั่วคราว ดังนั้น แบรนด์ที่เข้าใจอารมณ์ของผู้บริโภค ย่อมมีโอกาสสร้างการเชื่อมโยงกับผู้ชมได้มากกว่าแบรนด์ที่มุ่งสื่อสารเฉพาะประโยชน์ของสินค้าเพียงอย่างเดียว
ในอดีตนักการตลาดอาจเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีต้องเต็มไปด้วยข้อมูลหรือเหตุผลที่ซับซ้อน แต่ปัจจุบันคอนเทนต์ที่สร้างเสียงหัวเราะ ความประหลาดใจ หรือความรู้สึกดูแล้วจอย กลับมีโอกาสถูกแชร์และถูกจดจำมากกว่า เพราะผู้บริโภคเปิดดูโซเชียลมีเดียเพื่อพักจากความเหนื่อยล้า
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ควรหันมาทำคอนเทนต์ไร้สาระทั้งหมด เพียงแต่ควรเข้าใจว่าไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่ผู้บริโภคพร้อมรับสาระหนัก ๆ การสร้างสมดุลระหว่าง “ข้อมูล” และ “ความบันเทิง” จึงเป็นสิ่งสำคัญ
กล่าวโดยสรุป การหลีกหนีจากความเป็นจริง (Escapism) คือการเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมหรือความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ ไปสู่สิ่งที่สร้างความสุข ความผ่อนคลาย หรือจินตนาการที่ต้องการ
แนวคิดนี้สะท้อนความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากพักจากแรงกดดันและความท้าทายในชีวิตประจำวัน แม้เพียงชั่วคราว เพื่อเติมพลังให้กับร่างกายและจิตใจ
ในอีกมุมหนึ่ง การหลีกหนีจากความเป็นจริงไม่ได้เป็นเรื่องลบเสมอไป เพราะสามารถช่วยลดความเครียด เปิดพื้นที่ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ได้
ถอดสมอง แล้วตามไปฟัง เพื่อเพิ่มความเครียดกันได้เลย
อ้างอิง : springer, papers,researchgate
