ตี๋น้อยบาร์บีคิว คือร้านปิ้งย่างภายใต้อาณาจักรสุกี้ตี๋น้อย แต่ทำไม ถึงยังเลือกเปิดร้านปิ้งย่างอีกร้าน จะไม่แย่งลูกค้ากันเองหรือ?
คำถามที่หลายคนคงคิดเมื่อเห็นข่าวการเปิดร้านปิ้งย่างใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” ในเมื่อสุกี้ตี๋น้อยมี “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” อยู่แล้ว ทำไมถึงยังลงทุนเปิด “นายพรานหมูกระทะ” เพิ่มอีกแบรนด์หนึ่ง ทั้งที่ดูเผินๆ แล้วต่างก็เป็นธุรกิจปิ้งย่างบุฟเฟต์เหมือนกัน
ในทางการตลาด นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของแนวคิด Brand Cannibalization หรือ “การกินส่วนแบ่งตลาดกันเอง” ซึ่งปกติแล้วเป็นสิ่งที่หลายบริษัทพยายามหลีกเลี่ยง แต่สำหรับบางองค์กร การยอมให้แบรนด์ในเครือแข่งขันกันเอง อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าปล่อยให้คู่แข่งจากภายนอกเข้ามาแย่งลูกค้าไป
Brand Cannibalization คืออะไร
Brand Cannibalization คือสถานการณ์ที่แบรนด์หนึ่งของบริษัทเข้าไปดึงยอดขายจากอีกแบรนด์หนึ่งของบริษัทเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าที่เคยกินตี๋น้อย บาร์บีคิว เปลี่ยนมากินนายพรานหมูกระทะแทน รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง เพราะเป็นการย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา
โดยปกติแล้ว นักการตลาดมักมองว่าการ Cannibalization เป็นเรื่องอันตราย เพราะบริษัทลงทุนสร้างแบรนด์ใหม่ แต่กลับแย่งลูกค้าเดิมของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด กลับมองต่างออกไป เพราะถ้าลูกค้าจะเปลี่ยนร้านอยู่แล้ว การให้เขาเปลี่ยนไปหาแบรนด์ในเครือตัวเอง ยังดีกว่าปล่อยให้เงินไหลไปหาคู่แข่ง
ตี๋น้อย บาร์บีคิว กับ นายพรานหมูกระทะ ไม่ได้จับลูกค้าคนเดียวกันขนาดนั้น
แม้ทั้งสองแบรนด์จะอยู่ในตลาดปิ้งย่างเหมือนกัน แต่เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่าตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ต่างกันค่อนข้างชัด
ตี๋น้อย บาร์บีคิว จะเน้นบุฟเฟต์ปิ้งย่างสไตล์พรีเมียมมาก มีเนื้อริบอาย ใบพาย เนื้อน่องลาย เนื้อออสเตรเลีย กุ้งก้ามกราม และไลน์อาหารขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นทานเนื้อสัตว์ ราคาสุทธิประมาณ 362 บาท
ขณะที่นายพรานหมูกระทะเน้นหมูกระทะสไตล์ไทยแท้ จุดขายอยู่ที่หมูหมัก น้ำจิ้มสูตรไทย และอาหารอีสาน ราคา 299 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เจาะตลาดต่างจังหวัดได้ง่ายกว่า

พูดง่ายๆ คือ ตี๋น้อย บาร์บีคิว กำลังแข่งขันกับร้านปิ้งย่างเกาหลีหรือญี่ปุ่นในห้าง ส่วนนายพรานหมูกระทะ กำลังแข่งขันกับร้านหมูกระทะโลคอลนอกห้าง
ดังนั้นบริษัทจึงไม่ได้มองว่าทั้งสองแบรนด์กำลังแย่งลูกค้ากัน 100% แต่กำลังตอบโจทย์คนละโอกาสมากกว่า
ถ้าจะ Cannibalize ก็ขอกินตลาดตัวเองก่อน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ การเปิดนายพรานหมูกระทะอาจเป็นการป้องกันตัวเชิงรุก เพราะแม้ตลาดปิ้งย่างจะถูกประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขจริงอาจใหญ่กว่านั้นมาก เนื่องจากร้านหมูกระทะโลคอลทั่วประเทศมีจำนวนมหาศาล นั่นหมายความว่ายังมีเม็ดเงินอีกจำนวนมากที่สุกี้ตี๋น้อยยังเข้าไม่ถึง
หากบริษัทมีเพียงตี๋น้อย บาร์บีคิว ก็อาจพลาดลูกค้ากลุ่มที่ต้องการหมูกระทะไทยแท้ หรือกลุ่มที่มีกำลังจ่ายไม่ถึงไป
ดังนั้นการสร้างแบรนด์ใหม่จึงเป็นการกางอาณาเขตของตัวเองเข้าไปในตลาดที่ยังไม่ได้ครอบคลุม แม้จะมีโอกาสแย่งลูกค้าจากตี๋น้อย บาร์บีคิวบ้าง แต่ถ้าแลกกับการดึงลูกค้าจากร้านหมูกระทะท้องถิ่นนับพันร้านทั่วประเทศได้ ก็น่าจะคุ้มค่ากว่า

สุกี้ตี๋น้อยกำลังเดินตามกลยุทธ์ House of Brands
หากมองภาพใหญ่จะเห็นว่า บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป แตกแบรนด์หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง สุกี้ตี๋น้อย, สุกี้ตี๋น้อย พลัส, ตี๋น้อย โกลด์, ตี๋น้อย บาร์บีคิว และนายพรานหมูกระทะ ซึ่งก็ตรงกับที่คุณเฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พูดมาตลอดว่า ชื่อบริษัทคือ เรสเตอรองท์ กรุ๊ป ดังนั้น บริษัทจะต้องเปิดร้านอาหารที่ครอบคลุมหลากหลายรูปแบบ ในมุมหนึ่งก็เป็นการสร้าง Portfolio ที่ครอบคลุมลูกค้าหลายระดับราคา แทนที่จะมีแบรนด์เดียวแล้วพยายามตอบโจทย์ทุกคน บริษัทเลือกสร้างหลายแบรนด์เพื่อจับหลายเซกเมนต์ สุดท้ายเงินยังหมุนเวียนอยู่ภายในเครือเดียวกัน

หรือจริงๆ แล้วบริษัทกำลังกระจายความเสี่ยง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ปี 2568 บริษัทมีรายได้เติบโตเป็น 9,147 ล้านบาท แต่กำไรกลับลดลง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเล พลาสติก และน้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในสถานการณ์ที่ตลาดสุกี้เริ่มแข่งขันรุนแรงขึ้น การพึ่งพาแบรนด์เดียวอาจกลายเป็นความเสี่ยง การขยายเข้าสู่หมูกระทะจึงไม่ใช่แค่การหาโอกาสใหม่ แต่เป็นการสร้างเครื่องยนต์รายได้ตัวใหม่ไว้รองรับอนาคตด้วย
หากมองผิวเผิน การเปิด “นายพรานหมูกระทะ” ทั้งที่มี “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” อยู่แล้ว อาจดูเหมือนการสร้างแบรนด์ขึ้นมาแย่งลูกค้าตัวเอง แต่นั่นคือการยอมกินตลาดตัวเอง ก่อนที่คนอื่นจะเข้ามากินแทน
เพราะในตลาดหมูกระทะที่ยังไม่มีเจ้าตลาดระดับประเทศอย่างแท้จริง การมีทั้งตี๋น้อย บาร์บีคิว และนายพรานหมูกระทะ อาจไม่ใช่การแย่งลูกค้ากันเอง แต่คือการส่งนักมวยคนละรุ่นน้ำหนัก ลงไปชกในสนามคนละเวที เพื่อให้กลุ่ม BNN Restaurant Group มีโอกาสครองส่วนแบ่งของตลาดปิ้งย่างไทยได้มากที่สุดนั่นเอง
