ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ใช้หัวใจฟังผู้ประกอบการ และคิดตาม ช่วยดูเศรษฐกิจ ก่อนจะตายกันหมด
จากกรณีที่ “นายเศรษฐา ทวีสิน” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขาดคุณสมบัติความซื่อสัตย์ไม่เป็นที่ประจักษ์ ไปเมื่อวานนี้ (14 สิงหาคม 2567) สร้างความกังวลในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ หากการบริหารบ้านเมืองสะดุด เศรษฐกิจก็ไม่อาจขับเคลื่อน

คุณสตีฟ-สรเทพ โรจน์พจนารัช เจ้าของร้านอาหารในเครือสตีฟ คาเฟ่ และ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ให้สัมภาษณ์กับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ว่า
ธุรกิจร้านอาหารมีกลิ่นไม่ดีมาตั้งแต่เดือนเมษายน และดิ่งฮวบหลังจบเทศกาลสงกรานต์ จากการเผชิญ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จากทางฝั่งอเมริกา ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ต้นทุนสูงขึ้นมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ผัก เนื้อสัตว์ ไข่ ค่าไฟ หรือ แก๊ส เป็นต้น
รวมถึงกำลังซื้อที่หดหายไปแบบฉับพลัน แม้คนไทยยังบริโภคอาหารนอกบ้าน แต่ความถี่หายไปถึง 30% จากเคยออกมาทานอาหารนอกบ้านเดือนละ 3 ครั้ง ก็ลดเหลือ 1 ครั้ง รวมถึงรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่หายไป 40% จาก 1 ครอบครัว มา 4 คน จ่าย 500 กว่าบาทต่อหัว ทุกวันนี้เหลือ 300 กว่าบาทต่อหัว
นี่คือผลกระทบที่หนักมากๆ สำหรับกลุ่ม SMEs ผู้ประกอบการร้านอาหาร สตรีตฟู้ดที่ปิดตัวกันระนาว หรือร้านตามห้องแถวตึกแถวที่มีป้าย “เซ้ง” เต็มไปหมด เพราะอยู่กันไม่ไหว ค่าใช้จ่ายขึ้น กำลังซื้อหด
คุณสตีฟ กล่าวต่อว่า จากวิกฤตที่ส่งผลกระทบกับร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจอื่นที่กำลังจะพังลง ทำให้ตนตัดสินใจเขียนจดหมายถึงอดีตนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ เพื่อเรียกร้องให้ออกมาตรการช่วยเหลือ
เช่น แก้ไขกฎหมายที่ล้าหลังในการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2515 โดยคําสั่งคณะปฏิวัติ ซึ่งขัดแย้งกับยุคสมัยในปัจจุบันที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามาก ซึ่งถ้าทำได้จะช่วยเสริมให้ร้านขายอาหารได้มากขึ้น เพราะทำให้คนนั่งได้นานขึ้น
หรือ ออกมาตรการกระตุ้นให้กับร้านอาหารอย่างกลุ่ม SMEs เช่น บุคคลธรรมดาสามารถเก็บใบกํากับภาษี เพื่อนําไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 20,000 บาท และในส่วนของบริษัท ห้างร้าน นิติบุคคลสามารถนําบิลไปลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 100,000 บาท
ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า 6 เดือนแรก ของปี 2567 มี 3 ประเภทธุรกิจยกเลิกกิจการ คือ 1. ธุรกิจก่อสร้าง 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ซึ่งไม่เคยติดอันดับมาก่อน เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเมื่อไหร่ที่ธุรกิจร้านอาหารล้ม จะกระทบกันเป็นห่วงโซ่ ซึ่งห่วงโซ่ของธุรกิจร้านอาหารใหญ่มาก ทั้ง เกษตรกร ตลาดสด แรงงานที่ต้องตกงาน เป็นต้น
เมื่อถามถึงร้านอาหารจีนที่เข้ามาตีตลาดไทย ด้วยกลยุทธ์ราคาถูก คุณสตีฟ เผยว่า เป็นเรื่องของการใช้กฎหมายที่เหลื่อมล้ำ กดธุรกิจไทย หละหลวมกับต่างชาติ ไม่มีการตรวจสอบ ปล่อยปละละเลย
“ธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่น่าพิสมัย แต่ก็น่าพิศวงเหมือนกัน มีตัวเลขที่เขาทำรีเสิร์ชกันมา 50% ที่เปิดตัว จะเจ๊งในปีแรก 30% จะเจ๊งในปีที่ 3 เหลือรอดแค่ 20% มันเป็นวัฏจักร
ใครอยากลงทุน ถ้าไม่มีโมเดลธุรกิจที่แน่นอน อย่าเพิ่งเปิด คนไทยทำอาหารเก่ง พ่อแม่ชม เพื่อนชมว่าอร่อย ก็เชียร์ให้เปิด แต่ทำธุรกิจร้านอาหารไม่เก่ง เลยทำให้เจ๊ง ต้องปรับตัวให้มากขึ้น แม้กระทั่งการคิดต้นทุน”
เมื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นเก้าอี้นายกฯ จากนี้จะเดินอย่างไรต่อ
ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจ และชมเชยที่ท่านมีวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้ใหญ่ที่ยอมรับการตัดสิน
“เข้าใจว่าท่านมาบริหารงาน 1 ปี ในสภาพแวดล้อมที่เป็นระบบรัฐราชการที่ถูกฝังรากมานาน วนเวียนอยู่ในการบริหารการเมือง แบ่งเก้าอี้ สกัดคู่แข่ง สุดท้ายเลยไม่ได้มีจิตใจลงมาดูเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจที่ยังไม่เด่นชัดว่ามีใครบ้าง คนเก่งนั่งตรงไหน ท่านไม่เก่งไม่ว่า แต่ต้องหาทีมที่เก่งเข้ามา แล้วปักธงเอาเศรษฐกิจไทยให้รอด
ฝากถึงรัฐบาลใหม่หรือใครก็ตามที่จะเข้ามา ใช้หัวใจฟังผู้ประกอบการ และคิดตาม ช่วยดูเศรษฐกิจ ก่อนที่ผู้ประกอบการ SMEs จะตายกันหมด ท่านเข้ามามีหน้าที่บริหารประเทศ ไม่ใช่บริหารการเมือง
ธุรกิจร้านอาหาร ปรับตัวกันเก่งมาก เราปรับแล้วปรับอีก จนไม่รู้จะปรับยังไงแล้ว หน้าที่ตอนนี้จึงต้องเป็นของฝ่ายบริหารแล้ว และช่วยดูแลด้วยความเป็นธรรม ดูตั้งแต่ต้นน้ำ เกษตรกร ที่ทุกวันนี้ผักผลไม้มาจากจีนแล้ว
และผมคงจะใช้คำว่า ฝากจดหมายฉบับนี้ที่เคยเขียนถึงนายกฯ คนเก่า ให้กับท่านใหม่ช่วยพิจารณาเร่งด่วน”
