แม้สนามการแข่งขันสกินแคร์จะดุเดือด การส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพคือสิ่งที่ยืนยาวที่สุดในการสร้างความผูกพันกับลูกค้า และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยเติบโตและขยายฐานได้กว้างขึ้นผ่าน Shopee โดยแบรนด์ Moleculogy ไม่ได้มองแค่ปัญหาที่อยู่ในกระแส แต่เลือกหยิบปัญหาที่คนมองข้าม มาคิดค้นทางออกที่จับต้องได้จริง

Moleculogy by Diamond Grains
หากเอ่ยถึง Moleculogy by Diamond Grains หลายคนอาจคิดว่าแบรนด์นี้เริ่มต้นจากการทำสกินแคร์ แต่ความจริงแล้วจุดกำเนิดมาจาก Supplement ภายใต้ร่มใหญ่ของ Diamond Grains ที่เริ่มธุรกิจด้านอาหารเพื่อสุขภาพ ขนม และสแน็ก ก่อนจะแตกไลน์มาสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
การทำงานกับ Health Food และ Supplement ทำให้ทีมคุ้นเคยกับความซับซ้อนของการดูแลสุขภาพจากภายใน และนั่นนำไปสู่การมองเห็นโอกาสต่อยอดสู่ Skincare โดยมี คุณอูน-ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นคนผิวแพ้ง่ายมาก เธอมองว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ดี ต้องไม่ใช่เพียงแค่ “สูตรสวยหรู” แต่ต้อง “ดีจริง ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และแก้ปัญหาเชิงลึกที่ตลาดยังขาด”
ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่คุณอูนต้องการ ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวดูสว่างขึ้น แต่ต้องสามารถยับยั้งการสร้างเมลานิน และควบคุมการสื่อสารของเมลานินในชั้นผิวได้ด้วย ความละเอียดระดับนี้ยังไม่ค่อยมีในตลาด คุณอูนในฐานะควบตำแหน่ง Head of R&D จึงทำงานร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณอูนได้จริง
อีกจุดเด่นที่แตกต่างของ Moleculogy คือ การหยิบปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น
● เซรั่มขนตา ที่ช่วยให้เส้นขนชัดขึ้นจนหลายคนแทบไม่ต้องกรีดอายไลเนอร์
● สเปรย์ฉีดผม ที่พัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาสิวที่หลัง จากการใช้ครีมนวดผมไม่ได้
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนว่า Moleculogy ไม่ได้มองแค่ปัญหาที่ “อยู่ในกระแส” แต่เลือกหยิบปัญหาที่คนมองข้าม มาคิดค้นทางออกที่จับต้องได้จริง
เสียงสะท้อนจากลูกค้าคือสิ่งที่ทำให้ทีมมีพลัง เช่น ลูกค้าที่เคยหมดหวังกับสิวที่หลัง สิวกรอบหน้า หรือแม้แต่คิดว่าขนตาล่างจะไม่มีทางขึ้น แต่เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์แล้วได้ผลจริง ความรู้สึกของพวกเขา “หนูเคยหมดหวังกับเรื่องนี้ไปแล้ว” สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณอูนรู้ว่า สินค้าที่ดีนั้นต้องพิสูจน์และทำหน้าที่ของมันได้ดี และทำให้ที่ลูกค้ารู้สึกดีกับตัวเองเมื่อมองไปในกระจก

Shopee ช่องทางที่พาแบรนด์เติบโตด้วยประสบการณ์จริงจากลูกค้า
ตั้งแต่ Day 1 คุณอูนกล่าวว่า “Moleculogy ไม่ได้ตั้งใจเป็นแบรนด์ออฟไลน์ แต่โฟกัสออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยช่วงแรกใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางหลักในการขาย ก่อนที่ Shopee จะเติบโตและกลายเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยม คุณอูนซึ่งเป็นผู้ใช้เองอยู่แล้ว จึงมองว่า Shopee จะเป็นตลาดที่เหมาะกับการขยายแบรนด์”
ผลลัพธ์คือ เพียงไม่นาน ไม่ใช่แค่เฉพาะสินค้าของ Moleculogy แต่สินค้าทุกตัวของ Brunchtimeshop ก็ขึ้นขายอยู่บนช้อปปี้หมดแล้ว และสำหรับตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทีมงาน Moleculogy ทำงานประสานกับทีม Shopee อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือและแพ็กเกจแคมเปญต่างๆ ที่ Shopee ออกมาให้เลือกใช้ทุกเดือน แบรนด์สามารถปรับให้เข้ากับกลยุทธ์ของตัวเองได้อย่างยืดหยุ่น
Moleculogy มีการทำการตลาดที่น่าสนใจคือ แบรนด์ไม่พึ่งพาการตลาดแบบดั้งเดิม แต่เลือกที่จะเติบโตจาก รีวิวจริงของลูกค้าโดยเฉพาะใน Shopee ที่กว่า5 ปี ในการเริ่มต้น ปัจจุบันมีรีวิวรวมกว่า 179,000 รีวิว และมากกว่า 800,000 ผู้ติดตามบน Shopee ซึ่งแต่ละรีวิวล้วนเป็นการเล่าประสบการณ์จริง ไม่ใช่ข้อความที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการตลาด สิ่งนี้เองที่กลายเป็นรากฐานของความน่าเชื่อถือและความภักดีต่อแบรนด์จนมาถึงทุกวันนี้
สิ่งที่คุณอูนชอบที่สุดใน Shopee คือ “ความง่าย” ของระบบที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้รวดเร็ว มี Coins มีโค้ดส่วนลด โค้ดส่งฟรี ต่างๆของช้อปปี้ ที่ลูกค้าเก็บกันไว้อยู่แล้ว หรือเอามาใช้พร้อมกันก็ได้ อีกทั้งข้อมูลการจัดส่ง ที่อยู่ ที่บันทึกไว้ในระบบแล้ว โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ทำให้ง่ายในการ กดสั่งซื้อ และปัจจุบันนี้แบรนด์แทบจะไม่ต้องให้ข้อมูลอะไรกับลูกค้ามากมายเลย เพราะลูกค้าเขาหาข้อมูลเอง อ่านรีวิวเอง มาถึงในช้อปปี้ก็แค่กดซื้อเพียงอย่างเดียว
ที่สำคัญ Shopee ยังช่วย ขยายฐานลูกค้า ได้อย่างมาก จากเดิมที่ขายบนเว็บไซต์ของตัวเองและเข้าถึงเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของ Diamond Grains แต่เมื่อมาขายใน Shopee ทำให้ Moleculogy ได้เจอ Target ใหม่ ๆ ทั้งลูกค้าที่อายุน้อยลง และลูกค้าที่โตขึ้นจากกลุ่มเดิม เรียกว่าเป็นการเพิ่ม Reach ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นและหลากหลายกว่าเดิม
สำหรับกลยุทธ์การตลาด Moleculogy เน้นตั้งราคาที่เหมาะกับตลาดออนไลน์ และให้ความสำคัญกับการออก สินค้าใหม่ มากกว่าการทุ่มงบโฆษณา เพราะเชื่อว่าถ้าสินค้าดีจริง คุณภาพจะเป็นเครื่องมือการตลาดที่ดีที่สุด

ก้าวปัจจุบันของ Moleculogyและสิ่งที่อยากบอกถึงผู้ประกอบการแบรนด์ไทย
คุณอูนบอกเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการคือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า “เรากำลังแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า” ถ้าสินค้ายังไม่ตอบโจทย์ แม้แต่ตัวเราเองยังไม่อยากใช้ ก็ไม่ควรรีบปล่อยออกมา
คุณอูนมักจะย้ำกับทีม R&D ว่าไม่จำเป็นต้องทำสินค้าที่ซ้ำกับตลาด แต่ให้ใช้เวลาเพื่อหาสิ่งที่ยังไม่มีใครทำให้ดีพอ “ถ้าเรายังไม่เลือกใช้สินค้าของตัวเอง ก็แปลว่ามีสิ่งที่ดีกว่าในตลาด แล้วเราจะไปแข่งขันทำไม”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Moleculogy ใช้เวลาพัฒนาสินค้าแต่ละตัวอย่างยาวนาน เช่น ยาสระผมที่ใช้เวลา 4 ปีแล้วก็ยังไม่ปล่อย เพราะคุณอูนมองว่าถ้าสินค้าที่จะออกมา ยังไม่ดีกว่าของที่มีอยู่ในตลาด ก็จะไม่ปล่อย ขณะเดียวกัน Hero Product อย่าง Soft Cream และ Glassy X 500 กลับได้รับความนิยมสูง เช็คจากระบบหลังบ้านของช้อปปี้ จะพบได้เลยว่ามีอัตราการกลับซื้อซ้ำจำนวนมาก ก็ยิ่งเป็นเครื่องการันตีที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า
คุณอูนฝากถึงผู้ประกอบการไทยว่า “ให้เวลาในการพัฒนาสินค้าเยอะๆ อย่าทำเพราะอยากมีสินค้า แต่ทำเพราะเราอยากแก้ปัญหาจริงๆ ถ้าสินค้าดีพอ คุณภาพจะพูดแทนทุกอย่าง”
