บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หนึ่งในคำถามสำคัญที่มักไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาในวงกว้าง แต่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรม คือ “ภาคธุรกิจแฟรนไชส์ไทยต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล ในรูปแบบใด”
หลายปีที่ผ่านมา แฟรนไชส์ไทย เติบโตด้วยแรงของผู้ประกอบการล้วนๆ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เล็กๆ ต้องเรียนรู้เอง ขยายเอง ดูแลแฟรนไชซีเอง และแข่งขันกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศที่มีเครื่องจักรสนับสนุนครบทุกด้านจากประเทศแม่
เมื่อถึงเวลาที่ “รัฐบาลใหม่” กำลังจะวางนโยบาย ผมในฐานะผู้เฝ้ามองวงการแฟรนไชส์ใกล้ชิด อยากขอนำเสนอ 5 เสาหลัก ที่ “รัฐบาลใหม่” ควรสร้าง เพื่อให้ “ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่รอดเป็นรายๆ ไป” มีดังนี้
หนึ่ง – มีกฎหมายแฟรนไชส์ที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองทั้ง 2 ฝ่าย
ปัจจุบัน แฟรนไชส์ในไทยยังใช้กฎหมายทั่วไป เช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า และ พ.ร.บ.สัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่เพียงพอจะคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยที่มักไม่มีอำนาจต่อรอง การมี “กฎหมายแฟรนไชส์โดยเฉพาะ” จะไม่ใช่การสร้างภาระให้ผู้ประกอบการ หากออกแบบให้เหมาะสม จะเป็นเสาหลักที่ช่วยคัดกรองระบบแฟรนไชส์ที่ดี สร้างความโปร่งใส และลดความเสียหายจากการหลอกลวงในคราบแฟรนไชส์
สอง – มีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลและส่งเสริมแฟรนไชส์อย่างจริงจัง
ในประเทศมาเลเซีย มี Franchise Development Division อยู่ภายใต้กระทรวงภายในประเทศ ส่วนอินโดนีเซีย มีกองแฟรนไชส์โดยตรงภายใต้กระทรวงการค้า แต่ในไทย ยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบด้านแฟรนไชส์แบบเบ็ดเสร็จ ทั้งในแง่การส่งเสริม จดทะเบียน ให้ความรู้ หรือจัดกิจกรรมต่อยอด
หากมีศูนย์กลางด้านแฟรนไชส์ (Franchise Center) ที่เชื่อมโยงระหว่าง DBD, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, สำนักงานนวัตกรรม และธนาคารรัฐต่างๆ ได้จริง ธุรกิจแฟรนไชส์จะเข้มแข็งแบบ Ecosystem ไม่ใช่แค่รายแบรนด์
สาม – มีแหล่งทุนสนับสนุนที่เข้าใจธรรมชาติของแฟรนไชส์
แฟรนไชซี จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารได้ เพราะไม่มีหลักประกัน ไม่เข้าเกณฑ์ SMEs แบบเดิม และยังไม่มีระบบจัดอันดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์แฟรนไชส์ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มี “สินเชื่อแฟรนไชส์” โดยอิงกับคุณภาพของแบรนด์ ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ของผู้กู้ และสนับสนุนการจัดตั้งกลไกค้ำประกันแฟรนไชส์ร่วม (Franchise Guarantee Fund)
สี่ – สนับสนุนแฟรนไชส์ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ
ขณะที่แฟรนไชส์จากจีน เกาหลี และสหรัฐอเมริกา มีแผนรุกตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมงบประชาสัมพันธ์ การเจรจารัฐต่อรัฐ และงานแฟร์ระดับโลก แฟรนไชส์ไทย ส่วนใหญ่ยังไม่มีคู่ค้า ไม่มีคู่มือภาษาอังกฤษ ไม่มีงบการตลาด และไม่มีข้อมูลว่าแต่ละประเทศมีข้อกำหนดอะไรบ้าง รัฐบาลควรสร้าง Thailand Franchise Pavilion อย่างจริงจัง และสนับสนุนแบรนด์ที่พร้อมให้ได้ออกไปลองสนาม เช่นเดียวกับการส่งเสริม SMEs ส่งออกสินค้า
ห้า – ปลูกทักษะ “แฟรนไชส์” ให้คนไทยรุ่นใหม่ทั่วประเทศ
ในยุคที่บริษัทขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งเริ่มทยอยปลดพนักงาน และคนวัยทำงานจำนวนมากกำลังมองหาเส้นทางสู่อาชีพใหม่ การผลักดันให้คนเหล่านี้เปลี่ยนบทบาทจากลูกจ้างมาเป็นผู้ประกอบการผ่านระบบแฟรนไชส์ จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลใหม่ ควรจับให้ได้ แฟรนไชส์ ไม่ใช่แค่การซื้อร้านมาเปิด แต่ต้องเข้าใจระบบธุรกิจ การบริหารต้นทุน การจัดการสาขา การใช้แบรนด์ และการทำตามมาตรฐานกลาง
รัฐบาลใหม่ ควรพัฒนา “หลักสูตรแฟรนไชส์” สำหรับประชาชนทั่วไป ทั้งแบบอบรมระยะสั้น อาชีวศึกษา หรือผ่านมหาวิทยาลัย โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานเอกชน เพื่อสร้าง “คนที่เข้าใจแฟรนไชส์” ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ หรือผู้สร้างแบรนด์ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมโครงการ Young Franchise นักเรียนอาชีวะเจ้าของธุรกิจ หรือการแข่งออกแบบแฟรนไชส์ในระดับมัธยม-มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและทักษะตั้งแต่วัยเยาว์
บทสรุป
ถ้า “รัฐบาลใหม่” ไม่สร้างระบบให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ล้มได้ง่าย แฟรนไชส์ไม่ใช่แค่โมเดลธุรกิจ แต่คือเครื่องมือสร้างการกระจายรายได้ กระจายโอกาส และส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ทางเศรษฐกิจของไทย คำถามที่รัฐบาลชุดใหม่ควรตอบ ไม่ใช่แค่ว่า “จะออกกฎหมายหรือไม่” แต่คือ “จะสร้างระบบสนับสนุนให้แฟรนไชส์ไทยแข็งแรงจริงๆ หรือเปล่า”
เพราะถ้า “รัฐบาลใหม่” ไม่สนใจสร้างโครงสร้างพื้นฐานของแฟรนไชส์ไทย ย่อมทำให้ “แบรนด์เล็ก” ที่เริ่มต้นด้วยใจ อาจไม่มีวันโตทันกระแสโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า
