Exclusive Featured SMEs

“สุกี้พรศิริ” จาก Fine Dining สู่ สตรีตฟู้ดไวรัล ด้วยดีลิเวอรี เปิดระบบวันแรก ทะลุพันออร์เดอร์ เก็บดาต้าขยายสาขาใหม่โซนบางนา

ย้อนไปเกือบปี เส้นทางเศรษฐีได้มีโอกาสได้นั่งฟังเรื่องราวของ เชฟอั้ม-พีชญา สุขวิบูลย์ เจ้าของร้าน สุกี้พรศิริ ถึงจุดเริ่มต้นและการตัดสินใจเปิดร้านสุกี้ ทั้งๆ ที่ตนเปิดร้านอาหารไฟน์ไดนิงร่วมกับเพื่อนๆ ที่ชื่อว่า Flat Marble แล้วเปลี่ยนหรือพลิกแนวทางของตัวเอง จะเรียกว่า พลิกหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้ จากไฟน์ไดนิงมาเป็นสตรีตฟู้ด ซึ่งเชฟอั้มได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้เราฟังในครั้งนั้น สามารถอ่านเต็มๆ ได้จากบทความนี้ อยากขายซอส แต่สุกี้ดันปัง” สุกี้พรศิริ ไวรัลโซเชียล เปิด 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน แต่ขายได้ 300 กว่าจาน

แต่การกลับมาสัมภาษณ์เชฟอั้มในครั้งนี้ ได้นั่งฟังแล้วก็รู้สึกทึ่งกับเส้นทางของเธอ ที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ในซอยอารีย์ จนกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างน่าสนใจภายใน 1 ปี สิ่งที่ทำให้เราประทับใจไม่ใช่แค่ความสำเร็จ แต่เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของเชฟ

ความลับที่ต้อง “คิดถึง”

เชฟอั้มเปิดบทสนทนาด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลับ” ของผลิตภัณฑ์ นั่นก็คือความตั้งใจที่จะทำสุกี้ที่เมื่อลูกค้าได้ลองกินแล้ว ต้องรู้สึก “อยากกินอีก” เธอบอกกับเราว่า วันที่กลุ่มเพื่อนประมาณ 7 คนมาลองกินวันแรก หลังจากพวกเขากลับไป เชฟอั้มได้โทรไปถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้รู้สึกอย่างไร ซึ่งเธอต้องการคำตอบเพียง 2 คนใน 7 คนก็พอว่า “เฮ้ย! คิดถึงว่ะ อยากกินอีก” หากได้คำตอบจาก 2 ใน 7 จะทำให้เธอมั่นใจแล้วว่า เส้นทางนี้แหละเป็นไปในทิศทางที่เธอคิด

บททดสอบง่ายๆ นี้เองที่ทำให้เชฟอั้มมั่นใจในรสชาติของตัวเอง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย จากร้านที่เปิดขายเพียง 3 ชั่วโมงต่อวัน ด้วยเตาแค่ 1 เตา ก็สามารถทำยอดขายได้ถึง 200-300 คิว และเมื่อก้าวมาเปิดสาขาที่ The Glass Market บางนา ยอดขายก็พุ่งสูงถึง 1,000 กล่องต่อวัน

เมื่อดีลิเวอรีเปลี่ยนเกมธุรกิจ

เชฟอั้ม เล่าว่า ตอนแรกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำดีลิเวอรี เพราะเชื่อว่า การกินสุกี้แห้งให้อร่อยที่สุด จะต้องกินทันทีที่ผัดเสร็จร้อนๆ แต่ข้อมูลจากลูกค้าที่สั่งดีลิเวอรี ทำให้เขารู้ว่าลูกค้าบางรายยอมเสียค่าส่งถึงหลักร้อยบาท เพื่อแลกกับสุกี้ถ้วยละไม่ถึงร้อย

“ลูกค้าบางคนยอมเสียเงิน 400-500 บาท เพื่อกินสุกี้ถ้วยละไม่เกิน 100 บาท พี่รู้สึกว่า เฮ้ย! ไม่ได้แล้ว” เธอกล่าว

นี่คือแรงผลักดันที่ทำให้เชฟตัดสินใจเปิดสาขาที่บางนา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในพื้นที่นั้น แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วก็มาพร้อมกับบทเรียนสำคัญในวันแรกของการเปิดร้าน ระบบออร์เดอร์ล่มจากยอดที่เข้ามาอย่างถล่มทลาย ทำให้ลูกค้าต้องรอนานหลายชั่วโมง

“วันนั้นพี่เตรียมใจอ่านคอมเมนต์เลย สิ่งที่เราทำได้คือ เราเผชิญหน้ากับปัญหา เราก็พยายามถ่ายทอด บอกกับลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย” เชฟอั้ม เล่า

การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาทำให้ลูกค้าเข้าใจและให้อภัย ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโต

ตลาดที่เต็มไปด้วย “ทางเลือก” ไม่ใช่ “คู่แข่ง”

ในวันที่ร้านสุกี้แห้งเกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด เชฟอั้มกลับไม่ได้มองว่านี่คือคู่แข่ง แต่กลับรู้สึกว่า มันคือทางเลือกที่ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือก

เขาบอกว่า การที่เมนูสุกี้แห้งเป็นกระแสทำให้คนรู้จักและอยากลองกินมากขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยกันปลุกกระแสอาหารไทยเมนูนี้ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล สำหรับสุกี้พรศิริเอง ก็ยังคงรักษามาตรฐานด้วย ซอสมาสเตอร์ ที่เป็นหัวใจหลัก และความพิถีพิถันในการ ผัดจานต่อจาน ใช้ไฟแรง รวมถึงการเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีอย่างผักกาดขาวไทย ที่แม้ต้นทุนจะสูงกว่าแต่ก็ให้รสสัมผัสที่ดีกว่า

โตอย่างช้าๆ แต่แข็งแรงและยั่งยืน

แม้ธุรกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เชฟอั้มเลือกที่จะขยายสาขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเขาให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพเป็นอันดับแรก เขาใช้เวลา 1 ปีในการสร้างรากฐานให้แข็งแรง ทั้งการทำโรงงานซอสของตัวเอง และการมีครัวกลางเพื่อควบคุมมาตรฐานของอาหารทั้งหมด

“การขยายสาขาของสุกี้พรศิริ มันช้ามาก แต่ในพาร์ตของเชฟที่พี่มีความกังวลคือเรื่องการควบคุมคุณภาพ พี่อยากเติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน” เธอกล่าว

เชฟอั้ม ทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำธุรกิจคือ ทีมงาน เพราะการจะเติบโตคนเดียวโดยไม่มีคนซัพพอร์ตเป็นไปไม่ได้ และหัวใจสำคัญคือการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ถึงแม้จะเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่เราต้องทำเป็นทุกอย่าง เพราะถ้าเราไม่รู้ส่วนใดส่วนหนึ่ง นั่นหมายความว่า มันคือช่องโหว่

จากการเดินทางของสุกี้พรศิริมาร่วม 1 ปี เรื่องราวของเชฟอั้มทำให้เราได้เห็นว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเติบโตที่เร็วที่สุด แต่มาจากการเติบโตที่แข็งแรงที่สุด และเกิดจากความตั้งใจที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในทุกขั้นตอน

ติดตามร้านสุกี้พรศิริได้ที่ Facebook : สุกี้พรศิริ

เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 24 กันยายน 2568

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน