Featured ข่าววันนี้

กว่าจะเป็น “เพียว เดอะวอยซ์” ลูกชาวนาร้อยเอ็ด ใช้เสียงทำงาน ปลดหนี้ให้แม่

ศิษย์เก่าจากรั้ววิทยาลัยดนตรี รางวัลศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ผู้ประสบความสำเร็จในงานด้านศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรม ประจำปี 2566 เป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องเสียงดีสไตล์นีโอโซลของวงการดนตรี เส้นทางชีวิตที่น่าสนใจของ เพียว–เอกพันธ์ วรรณสุทธิ์ เด็กร้อยเอ็ด ที่โตมากับเพลงลูกทุ่ง หมอลำ สู่การเป็นนักร้องสายโซล แจ๊ส ระดับประเทศ แต่ละช่วงการเดินทางกว่าจะถึงวันนี้มีหลากหลายเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิตของเพียว

ย้อนเวลาสมัยเด็ก เพียว เริ่มต้นจากคุณแม่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง และเปิดเพลงบ่อยครั้งทำให้ได้ยินคุ้นหูและร้องตามตั้งแต่เด็กจนรู้สึกเริ่มสนใจดนตรีขึ้นมา เมื่อเริ่มร้องเพลงได้เข้าสู่เวทีประกวดแนวการร้องทำนองเสนาะก่อน เนื่องจากช่วงวัยนั้นไม่ได้คิดถึงอาชีพนักร้องจริงจัง แต่ได้คำแนะนำจากคุณครูศูนย์ภาษาอังกฤษของคริสเตียนในจังหวัดร้อยเอ็ดแนะนำว่า ถ้าชอบดนตรี ชอบร้องเพลง ลองเรียนดนตรี เรียนวอยซ์

ซึ่งเพียว ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีมหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับดนตรี สอนร้องเพลงจริงจัง จึงเริ่มศึกษาข้อมูลประกอบกับเห็นรายการทีวีที่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยมาออกรายการร้องเพลงประสานเสียง รู้สึกชอบและสนใจจึงตัดสินใจสอบตามมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านดนตรี

ชีวิตไม่ได้สวยหรูเพราะคุณแม่ไม่ได้สนับสนุน ช่วงนั้นอาศัยให้คุณครูที่สอนภาษาอังกฤษทำความเข้าใจกับคุณแม่ เรียนดนตรี เรียนแจ๊ส จะทำอาชีพอะไรได้บ้าง ด้วยความที่คุณแม่ มีอาชีพทำนา ฟังเพลงหมอลำ เพลงลูกทุ่ง ไม่ได้รู้จักเพลงแจ๊ส เลยมองไม่เห็นภาพว่าจะเป็นนักร้องได้อย่างไร

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ครอบครัว ปล่อยให้เพียวได้มีโอกาสตามฝัน นั่นคือ การสอบได้ทุนการศึกษาวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมกับการได้ทำความเข้าใจในเรื่องของแนวทางอาชีพของสายดนตรี

เพียว รู้จักกับแนวเพลงแจ๊สจากการเรียนภาษาอังกฤษที่ศูนย์ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเพลงสากลทำให้ซึมซับแนวเพลงหลากหลายศิลปิน และการเป็นนักร้องโบสถ์คริสเตียนตั้งแต่อายุ 14 ปี และรู้จักมากขึ้นจากที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งทฤษฎีดนตรี และการปฏิบัติ เรียกว่าฝึกหนักมากจากคนที่ร้องเพลงอย่างเดียว อ่านโน้ตไม่ออก จนทำให้เพียวอ่านโน้ตได้เข้าใจเรื่องคอร์ดของแจ๊ส จนลองเขียนโน้ตเองด้วยการใช้โปรแกรม Sibelius ตอนนี้เพียวเข้าใจเรื่องทฤษฎีดนตรีหมดแล้ว รวมถึงทักษะการร้องเพลงทำให้เพียวสามารถร้องเพลงออกมาให้สวยงามได้

บรรยากาศการเรียนที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ตอบโจทย์เพียว ตรงที่ทำให้มีโอกาสได้มาเรียนกับคณาจารย์ที่เราเคยเห็นในโทรทัศน์ ได้ใช้ห้องปฏิบัติการ ห้องซ้อมดนตรีที่เราใฝ่ฝัน ยิ่งไปกว่านั้นคือหลักสูตรที่เรียนมีความลึกซึ้งมากเหมือนกับหลักสูตรในต่างประเทศ

นอกจากทฤษฎีดนตรี การเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีแจ๊ส ทักษะการใช้คีย์บอร์ด รวมถึงทักษะอื่นๆ ที่นักดนตรีต้องมี เพียวล้วนได้มาจากการเรียนทั้งสิ้น ที่สำคัญ การเรียนแจ๊สเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เพียวหาเอกลักษณ์ของตัวเองเจอ ดนตรีแจ๊สสามารถแตกแขนงหลายแนวทาง ซึ่งเพียวถนัดไปในสไตล์นีโอโซล อาร์แอนด์บี

เทคนิคต่างๆ อย่างการ Swing หรือ Subdivision จังหวะในการร้องได้มาจากการเรียนดนตรีแจ๊สซึ่งทุกอย่างได้ใช้ในการร้องเพลง การทำการแสดงบนเวที การประสานงานกับนักดนตรี ซึ่งทั้งหมดช่วยทำให้เพียวเก่งขึ้นและหาตัวเองเจอได้จริงๆ 

ตอนปี 1 เพียวเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.5 แต่พอปี 2 เพียวเริ่มไปประกวด KPN เริ่มออกไปทำงานข้างนอก ร้องเพลงกลางคืนกับเพื่อนได้คืนละ 500-600 บาท วงแรกชื่อ “เดจาวู” จนเริ่มไปออดิชันที่อื่นๆ และเข้าสู่เวทีประกวด The Voice เริ่มมีวงเป็นของตัวเองไปเล่นดนตรีตามสถานที่จัดงานต่างๆ เพียวเคยเล่นเยอะสุดคือ 8 เบรก เบรกละ 45 นาที ช่วงเช้า 3 ช่วงหัวค่ำและรอบดึกอีก 5 ช่วงนั้นยังเรียนไม่จบ ทำงานไปเรียนไป

ซึ่งต้องยอมรับว่าเกรดเฉลี่ยลดลงมาเป็น 2.7–2.8 และในที่สุดเพียวโดนตัดทุน จุดเปลี่ยนที่ต้องกลับมาตั้งใจฝึกร้องเพลง ครั้งหนึ่งต้องร้องเพลงในงานของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นงานใหญ่ แล้วลืมเนื้อเพลง ร้องไม่ได้ ลงมาโดนดุ จนทำให้คิดได้ว่าถ้าจะทำงานอาชีพนี้ต้องไม่ทำแบบนี้ และอยากเรียนดนตรีต้องเรียนให้จบ

ตอนนั้นคุณแม่ จึงต้องส่งเงินค่าใช้จ่ายให้เพียว แต่ที่บ้านก็ยังเป็นหนี้อยู่ กระทั่งเพียวประกวด KPN ได้รับรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย (KPN AWARD 2010) ประกวด The Voice ได้เป็นแชมป์ The Voice All Stars และที่สำคัญ ได้ทำงานช่วยปลดหนี้ให้แม่

ความภูมิใจของเพียว นอกจากการเดินตามความฝัน การเป็นศิลปินแล้ว เพียวเป็นคนเดียวที่เรียนจบปริญญาตรีเสมือนเป็นความฝันของครอบครัวด้วย การคว้ารางวัล แชมป์จากเวทีการประกวดต่างๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จเพียงขั้นหนึ่งว่าเพียวสามารถเป็นศิลปินที่มีคุณภาพได้

และวันนี้เด็กต่างจังหวัดคนนั้น ได้ทำงานดนตรีจริงจังในงานที่ใหญ่ขึ้น มีการพัฒนาตัวเองทั้งด้านทักษะดนตรีและการเข้าถึงผู้คนมากขึ้น หมั่นฝึกฝนและปรับปรุงทักษะตัวเองอยู่ตลอด เพราะเพียวเชื่อว่าจะทำให้ “ไปได้” แบบไม่มีวันจบ

Related Posts

จากแม่ที่อยากให้ลูกพูดไทยได้ สู่เจ้าของหลักสูตร “สอนภาษาไทยให้ต่างชาติ” เปิดโอกาสอาชีพติวเตอร์ออนไลน์ รับนักเรียนทั่วโลก
MK GROUP สยายปีกอาณาจักรสุกี้ครบทุกเซกเมนต์ ตั้งเป้าโต 12%