ในทุกเส้นทางชีวิต ต่างมีเป้าหมายและแรงบันดาลใจเป็นของตัวเอง สำหรับ “โอปอ–ธภัทรวัฒน์ โจสรรค์นุสนธิ์” ศิษย์เก่าสาขาการเงินและการลงทุน วิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่องราวของเขาเปรียบเสมือนการเดินทางที่หลอมรวมความฝัน ความรับผิดชอบ และความรักที่มีต่อครอบครัว ไว้ในเส้นเดียวกัน
จากอดีตนักกีฬาเจ็ตสกี ผู้คว้าแชมป์โลก สู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการศูนย์รับน้ำนมดิบที่ดำเนินสะดวกและจอมบึง จังหวัดราชบุรี นับเป็นก้าวสำคัญของการเติบโต ที่สะท้อนพลังของการเลือกเดินตามฝันและหน้าที่ในเวลาเดียวกัน
โอปอ ย้อนเล่าถึงการตัดสินใจเลือกเรียนที่วิทยาลัยบริหารธุรกิจ ให้ฟังว่า หลักสูตรการบริหารธุรกิจเป็นศาสตร์ที่ยืดหยุ่นและสามารถนำไปใช้ได้จริงในทุกบริบทของชีวิต ช่วงวัยเรียนของโอปอไม่ธรรมดา เพราะนอกจากเรียนแล้ว เขายังเป็นนักกีฬาเจ็ตสกีควบคู่กับการช่วยคุณแม่ทำงาน เพื่อนๆ เรียกเขาว่า ‘โอปอคิวทอง’ เขาต้องจัดตารางชีวิตชัดเจน แพลนไว้ล่วงหน้าทุกอาทิตย์ว่าช่วงไหนเรียน ช่วงไหนซ้อมกีฬา หรือทำงาน ความมีวินัยและการบริหารเวลาอย่างเป็นระบบ เป็นทักษะสำคัญที่ติดตัวเขามาจนถึงทุกวันนี้
“การเรียนหลักสูตรนี้ เหมือนเป็นการวางรากฐานให้ตัวเองสามารถประยุกต์ใช้กับการทำงาน และยังตอบโจทย์กับธุรกิจของที่บ้านอีกด้วย”
แม้จะรักกีฬาเจ็ตสกี แต่หลังเรียนจบโอปอเลือกกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวเป็นหลัก แต่ทว่าในพาร์ตของการเป็นนักกีฬา ยังคงเป็นฝันที่เขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงทุ่มเทให้การซ้อมอย่างเต็มที่ในฐานะนักกีฬาทีมชาติชุดซีเกมส์ด้วยเช่นกัน
โอปอ เล่าต่อว่า ในบทบาทผู้ช่วยผู้จัดการ เขารับไม้ต่อจากคุณแม่ ดูแลทั้งงานบัญชี ประสานงานกับเกษตรกร และเจรจากับโรงงานผู้รับซื้อ เขายอมรับว่าจากทฤษฎีในห้องเรียนสู่การทำงานจริงนั้นแตกต่างราวกับ “หนังคนละม้วน” สิ่งที่ต้องเรียนรู้มากที่สุดคือการปรับความคิด จากความไฟแรงที่อยากเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไปสู่การรับฟังคนอื่นให้มากขึ้น เห็นเหตุผล และหาทางสายกลางให้ได้ ความรู้ด้านการเงินและการลงทุนที่เรียนมา ช่วยให้เขาสามารถอ่านแนวโน้มเศรษฐกิจ และวางแผนอนาคตของธุรกิจได้ดีขึ้น
“ปัญหาสำคัญในตอนนั้นคือ ‘ราคาที่ไม่เป็นธรรม’ เพราะสหกรณ์รับซื้อนมในราคาต่ำกว่าที่ควร คุณพ่อจึงตัดสินใจเปิดศูนย์รับน้ำนมดิบของตัวเอง และให้ราคาที่สูงกว่าสหกรณ์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้เกษตรกรรอบข้าง จากจุดเล็กๆ ที่ดำเนินสะดวก ศูนย์ก็ขยายมายังจอมบึง เพราะเกษตรกรต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขับรถไปส่งนมไกลวันละหลายชั่วโมง การเปิดศูนย์ที่นี่ไม่เพียงแค่ช่วยประหยัดค่าเดินทาง แต่ยังทำให้น้ำนมมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น เพราะส่งได้เร็ว ไม่สูญเสียความสดใหม่ระหว่างการเดินทาง” โอปอ เล่าด้วยความตื้นตันใจ
แม้ศูนย์จะรับซื้อน้ำนมในราคาดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะโอปอ ให้ความสำคัญสูงสุดกับ “คุณภาพและความสะอาด” เกษตรกรที่นำน้ำนมมาส่งต้องผ่านการตรวจค่าเชื้อจุลินทรีย์และค่าเชื้อเต้าอักเสบ ซึ่ง 2 อย่างนี้เป็นตัวชี้วัดมาตรฐานหลักของน้ำนม

แต่สิ่งที่ทำให้ศูนย์นี้แตกต่างจากที่อื่นคือ วิธีการจัดการเมื่อเจอนมไม่ได้คุณภาพ แทนที่จะ “ตีทิ้ง” ซึ่งทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ ศูนย์เลือกใช้วิธี “ปรับลดราคา” แทน เช่น จาก 20 บาท อาจเหลือ 19 หรือ 18 บาท วิธีนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเสียหาย แต่ยังสะท้อนถึงความเข้าใจที่มีต่อเกษตรกร
ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำนมและนโยบายต่างๆ โอปอมีหลักคิดที่ยึดไว้เสมอ นั่นคือคำสอนของคุณพ่อ “ใจเขาใจเราลูก เราหย่อนลงมาครึ่งหนึ่ง เกษตรกรหย่อนลงมาครึ่งหนึ่ง แล้วมาเจอกันตรงกลาง” สำหรับโอปอ เกษตรกรไม่ใช่ “ลูกค้า” แต่คือ “คู่ค้า” การเติบโตจึงต้องวินวินทั้ง 2 ฝ่าย “ถ้าเกษตรกรอยู่ได้ เราก็อยู่ได้” ความคิดนี้สะท้อนความรับผิดชอบที่ลึกซึ้งต่อชุมชนและผู้คนรอบข้าง
แม้วันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่เขาเพิ่งเริ่มทำงานได้อย่างเต็มตัว แต่โอปอ วางแพลนในอนาคตไว้ว่า อยากต่อยอดธุรกิจของครอบครัวไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนมกล่อง ไอศกรีม หรือสินค้าอื่นๆ ที่มาจากน้ำนมดิบคุณภาพของเกษตรกรไทย แต่เหนือสิ่งอื่นใด “เป้าหมายในชีวิต” ของโอปอ คือการได้ดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด
เรื่องราวของโอปอสะท้อนว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการไล่ตามความฝันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการ “สานต่อ” และ “ส่งต่อ” ความรักและความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัวและชุมชน ศูนย์รับน้ำนมดิบแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำธุรกิจ แต่คือการสร้าง “พื้นที่แห่งความหวัง” ให้เกษตรกรไทยได้ลืมตาอ้าปาก ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยและความไม่มั่นคงของตลาด
เขาไม่เพียงมองเห็นคุณค่าของหยดนม แต่ยังมองเห็นคุณค่าของ “คน” ที่อยู่เบื้องหลัง และแม้อุปสรรคจากนโยบายใหม่จะหนักหน่วงเพียงใด ความร่วมมือและความใส่ใจแบบนี้ก็ยังเป็นแสงสว่างที่ทำให้เกษตรกรไทยเชื่อมั่นได้ว่า เส้นทางนี้ยังมีอนาคต
