ความมั่นคงในอาชีพศิลปินดาราในปัจจุบันได้ถดถอยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน เนื่องจากปัจจัยหลักคือ การแข่งขันที่สูงและการเข้าถึงสื่อที่ง่ายมากขึ้น ในอดีต ศิลปินที่ได้รับโอกาสจากค่ายใหญ่จะได้รับค่าตัวที่สูงและมีอายุงานที่ค่อนข้างแน่นอน แต่ปัจจุบัน ทุกคนสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์และเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ง่ายขึ้น ทำให้ศิลปินที่มีรายได้จากงานแสดงหรือโฆษณามีความผันผวนสูงและไม่ยั่งยืน ศิลปินจึงไม่สามารถพึ่งพารายได้ก้อนใหญ่เพียงอย่างเดียวเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตได้อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ศิลปินดาราจึงต้องปรับตัวด้วยการใช้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง พวกเขาไม่ได้มองอาชีพในวงการบันเทิงเป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็นทุนตั้งต้นที่ใช้ในการต่อยอดสู่โลกธุรกิจ ศิลปินจำนวนมากจึงผันตัวมาเป็น นักธุรกิจ สร้างแบรนด์สินค้า, เป็นเจ้าของช่องทางสื่อเอง, หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อสร้างกระแสรายได้ที่หลากหลายและมั่นคงในระยะยาว
การทำธุรกิจจึงไม่ใช่แค่งานอดิเรก แต่เป็นเสมือนเกราะป้องกันทางการเงิน ที่ช่วยให้พวกเขามีหลักประกันในชีวิต เมื่อถึงช่วงที่กระแสความนิยมในวงการบันเทิงลดลง
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะขอหยิบยกเรื่องราวของ Earl “E-40” Stevens (เอิร์ล ไทวอน สตีเวนส์) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ E-40 แร็ปเปอร์ชาวอเมริกันระดับตำนานแห่ง Bay Area ผู้ที่ไม่เพียงสร้างสรรค์สำนวนสแลงใหม่ๆ ในโลกฮิปฮอป แต่ยังสร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ด้วยตัวเอง

จุดเริ่มต้นความเป็นมาของฉายา “Briefcase Earl”
ชีวิตของ E-40 ก่อนที่จะมีโรงไวน์ส่วนตัวหรือเปิดตัวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในแบรนด์ของตนเอง เขาเคยเป็นเพียงเด็กหนุ่มจากเมือง Vallejo ที่เริ่มต้นเส้นทางด้วยการ เดินเร่ขายเทปเพลงไปหลายๆ ที่
เขาเล่าย้อนความว่า การทำเพลงกับกลุ่ม The Click ในช่วงแรกนั้น เพลงเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของการเริ่มต้น แต่อีกครึ่งที่สำคัญกว่าคือการขายให้ได้
“ผมเลยได้ฉายา Briefcase Earl เพราะเดินถือกระเป๋าเอกสารที่เต็มไปด้วยสมุดฝากขาย พร้อมท้ายรถที่บรรจุเทป แผ่นเสียง หรือซีดีไว้เต็ม” เขาเล่า
เขาตระเวนเคาะประตูร้านเหล้า อู่ซ่อมรถ ร้านตัดผม ฝากขายเทปทีละม้วน จากบล็อกหนึ่งไปสู่อีกบล็อกหนึ่ง การเริ่มต้นจากท้ายรถทำให้เขาเรียนรู้ศิลปะของการตลาดและการจัดจำหน่ายจริงๆ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโลกธุรกิจให้เขา
มาจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้จะถูกผู้บริหารค่ายเพลงบางรายบอกว่าเสียงเขาแร็ปเร็วเกินไป แต่ไม่ยอมแพ้ และกลับไปขอคำแนะนำจากคุณลุง Saint Charles จนได้ค้นพบรายชื่อร้านค้าทั่วประเทศที่ขายเพลงแร็ป นั่นคือจุดที่ทำให้ The Click เริ่มเป็นที่รู้จักระดับประเทศ จนนำไปสู่การเซ็นสัญญามูลค่าหลายล้านดอลลาร์กับค่าย Jive Records ในปี 1994 หลังจากการขายเพลงแบบอิสระมานานกว่า 6 ปี!
จากดนตรีสู่การเป็นเจ้าของกิจการ
สำหรับ E-40 แล้วนั้น ดนตรีเป็นเพียงหนึ่งชิ้นส่วนของชีวิตเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเต็มตัว
ด้วยชื่อเสียงที่มีทำให้เขาใกล้ชิดกับเจ้าของคลับหลายแห่ง และได้รับโอกาสในการเข้าสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งกลายเป็นการจุดประกายการสร้างอาณาจักรธุรกิจของเขา
ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา E-40 ได้สร้างแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แบรนด์ Earl Stevens Selections ที่มีทั้งไวน์กว่า 17 ชนิด เช่น E. Cuarenta Tequila, Tycoon Cognac, Kuiper Belt Bourbon และค็อกเทลพร้อมดื่มแบรนด์ Sluricane
ในปี 2021 เขาได้ขยายพรมแดนเข้าสู่ธุรกิจอาหารด้วยแบรนด์ Goon With The Spoon ที่มีตั้งแต่ไส้กรอก บูริตโต ไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ เช่น Chicken & Waffles ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ และล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2023 เขาได้ออก หนังสือทำอาหาร ชื่อเดียวกัน ซึ่งติดอันดับหนังสือขายดีของ New York Times อีกด้วย
“ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผมเป็นคนชอบดื่ม ชอบทำอาหาร และชอบกิน พระเจ้ามอบลิ้นรสชาติดี และเสียงที่ดีให้ผม” เขากล่าว

The Lumpia Company
หนึ่งในธุรกิจที่สะท้อนถึงความผูกพันส่วนตัวของ E-40 คือ The Lumpia Company ร้านอาหารฟิลิปปินส์ที่เขาเป็นเจ้าของร่วม เขาเล่าว่า เติบโตในชุมชนที่มีเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ และลุมเปีย (Lumpia) คือสิ่งที่เขาหลงรักมาตั้งแต่เด็ก ความทรงจำในวัยเยาว์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาต่อยอดมาเป็นธุรกิจในปัจจุบัน
จากแร็ปเปอร์ชื่อดังสู่เจ้าของธุรกิจ ต่อยอดมาจนถึงการเป็นนักเขียน E-40 ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์และไม่ยอมหยุดนิ่ง
“ผมเลิกทุกอย่างแบบหักดิบตอนใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนเมื่อนานมาแล้ว และรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจทำแบบนั้น มันคุ้มค่ามากๆ เพราะได้รับผลตอบแทนกลับมามากมายกว่าพันเท่า จนกลายเป็นเศรษฐีระดับหลายล้านตั้งแต่อายุน้อย และตอนนี้ก็รู้สึกขอบคุณที่ยังได้ทำในสิ่งที่รักต่อไปในวัย 50 ปี และสิ่งที่ภูมิใจที่สุด คือการได้ถ่ายทอดเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้ให้กับคนอื่นๆ ต่อไป” เขากล่าว
สำหรับการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสร้างชื่อเสียง แต่เป็นการเปลี่ยนชีวิตตัวเองและส่งต่อแบบแผนความสำเร็จนี้ให้กับคนอื่น เขาคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ดนตรีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การเป็นเจ้าของกิจการคือการต่อยอดที่ไม่มีที่สิ้นสุด
หากจะพูดสรุปง่ายๆ อาจกล่าวได้ว่า E-40 คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า “Tycoon” (นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล) ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาจากการเป็นเพียงเด็กหนุ่มเร่ขายเทปเพลง สู่การเป็นเจ้าของโรงไวน์ แบรนด์เตกีล่า และนักเขียนตำราอาหารขายดีนั่นเอง
ที่มา
https://www.entrepreneur.com/living/how-this-entrepreneur-built-a-bay-area-empire-one/494973
