หากพูดถึงเครื่องดื่มที่มาแรงและเป็นตัวแทนของความสงบพร้อมดูแลสุขภาพ “ชาเขียว” ต้องเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึงแน่นอน และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันแห่งชาเขียว หรือ Matcha Day
เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาเล่าประวัติความเป็นมาของวันแห่งชาเขียว พร้อมพูดถึงโอกาสของ SMEs ไทย ว่าหากจะอยู่รอดท่ามกลาง Red Ocean ได้นั้น ต้องปรับตัวอย่างไร
ทำไมต้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวันแห่งชาเขียวของญี่ปุ่น โดย สภาส่งเสริมอุตสาหกรรมชาเมืองนิชิโอะ (Nishio City Tea Industry Promotion Council) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 120 ปีของการก่อตั้งอุตสาหกรรมชาเมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น
เมืองนิชิโอะ เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตมัทฉะที่สำคัญของญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงในฐานะเมืองที่ผลิตมัทฉะมากกว่าชาชนิดอื่นๆ ถูกใช้ทั้งในพิธีชงชาแบบดั้งเดิม อุตสาหกรรมขนมหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่มร่วมสมัยในคาเฟ่ทั่วประเทศ
แล้วทำไมถึงต้องเป็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เหตุผลนั้นก็คือ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ จะมีความเชื่อมโยงกับพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น โดยเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์สำคัญที่เรียกว่า “ฟุโระ” (風炉) หรือเตาลมสำหรับต้มน้ำในพิธีชงชา
คำว่า ฟุโระ (Furo) สามารถเชื่อมโยงกับตัวเลขในภาษาญี่ปุ่นได้ โดย
- ฟุ (ふ) สื่อถึงเลข 2
- โระ (ろ) สื่อถึงเลข 6
เมื่อรวมกัน ฟุโระจึงเปรียบเสมือน วันที่ 6 เดือน 2 และกลายเป็นที่มาของการกำหนดให้วันที่ 6 กุมภาพันธ์นั่นเอง
ตลาดชาเขียว คลื่นสีเขียวที่ซัดไปทั่วโลก
ปัจจุบัน “ชาเขียว” ไม่ได้อยู่แค่ในถ้วยดินเผา หรือพิธีกรรมอีกต่อไป แต่ได้แพร่กระจายไปหลากหลายประเทศ และกระโดดเข้าสู่ตลาดกระแสหลักอย่างเต็มตัว มีการคาดการณ์ว่าตลาดชาเขียวทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “มัทฉะ” กลายเป็นเครื่องดื่มในกระแสที่ได้รับความนิยมสูง ในปี 2025 โดยอานิสงส์หลัก มาจากพฤติกรรมรักสุขภาพของคนไทยที่ขยายตัว ซึ่ง “มัทฉะ” ตอบโจทย์เมกะเทรนด์นี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูง
โอกาสของ SMEs สร้างทางรอดด้วย “Story”
ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มเคยดิ่งลงอย่างมากในปี 2017-2021 แต่ในปี 2022 กลับมาเติบโตอีกครั้งและที่คาดการณ์การเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 20,000 ล้านบาท
นอกจากจะมีตลาดชาเขียวพร้อมดื่มแล้ว ยังเป็นยุคของ “Specialty Matcha” ที่ลูกค้ามีความรู้เรื่องสายพันธุ์มากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันในเชิงคุณภาพมากกว่าราคา
SMEs ที่อยู่รอดคือคนที่มี “Story” เป็นของตัวเอง เช่น การทำคอนเทนต์ การให้ความรู้เรื่องการเก็บรักษา หรือการสร้างสรรค์เมนู Seasonal ที่ใช้ชาเขียวผสมผสานกับผลไม้ไทยตามฤดูกาล บางแบรนด์ได้มีการปรับตัวไปคอลแลบกันเพื่อสร้างความต่างและขยายฐานลูกค้าให้เข้าถึงมากขึ้น เช่น
“Koyo Tearoom” ร้านมัทฉะของคนไทย โดย คุณวิน-นนท์นิพัทธ์ เสถียรบำรุงกิจ เจ้าของร้าน ที่ได้ร่วมคอลแลบกับ “Au Bon Pain” แบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนอย่างยาวนาน ผ่านแคมเปญ Go Matcha
- อ่านบทความ จับกระแส “มัทฉะ” ปั้นธุรกิจโต! Koyo Tearoom เริ่มต้นจากศูนย์ สู่ยอดขาย 300 แก้ว/วัน เจาะความต้องการตลาด ขยาย 2 สาขา ได้ที่ https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_307290
วันชาเขียว 6 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ แต่คือการมองเห็นโอกาสที่ไม่มีวันล้าสมัย สำหรับผู้ประกอบการไทย ความเข้าใจในรากบวกกับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจชาเขียวเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก
ขอบคุณข้อมูล
