“วันนี้เป็นวันสงกรานต์” ขึ้นเดือนเมษายนมาสักพัก เวลาไปเดินตามห้าง หรือสถานที่ต่างๆ เชื่อว่าต้องได้ยินเสียงเพลงเปิดแว่วมา ทำเอาให้นึกถึงบรรยากาศของเทศกาลอันแสนสนุก
แต่ปี 2026 ภาพของเทศกาลสงกรานต์อาจจะเปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากปัญหาราคาน้ำมันแพง ภาพของการรวมตัวสาดน้ำแบบยกแก๊ง อาจเปลี่ยนไปเป็นภาพของนักเดินทางที่นั่งจิบกาแฟถ่ายในมุมสงบๆ เพราะนี่คือยุคของ “Solo & Comfort” ที่ความคล่องตัวและความสบายถูกยกให้เป็นที่หนึ่ง
เปิด Insight ใครคือตัวจริงบนรันเวย์การเดินทาง?
จากข้อมูลของ AirAsia MOVE ระบุอินไซต์ “Songkran Travel Trends (2567-2569)” วิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (10-18 เมษายน) ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในปีนี้มีจุดที่น่าสนใจมาก ดังนี้
– Gen Y คือกลุ่มทรงอิทธิพล เพราะ Gen Y ครองแชมป์นักเดินทางเบอร์หนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และมียอดจองเติบโตพุ่งสูงขึ้นเกือบ 30% เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าการเที่ยวคือการ “ชาร์จพลัง” มากกว่าแค่การตามประเพณี
– Solo Traveler พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เทรนด์ใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางคนเดียวสูงถึง 65% – 75% สะท้อนถึงเทรนด์ความต้องการความเป็นส่วนตัว (Privacy) และการไม่ต้องรอใคร ซึ่งคนกลุ่มนี้มักตัดสินใจไว จองล่วงหน้าเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น
– ยอมจ่ายแพงเพื่อความสบาย AirAsia MOVE เผยว่า ยอดใช้จ่ายต่อคนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,200 บาท ในส่วนของบริการเสริม (Ancillaries) เช่น การซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มเพื่อช้อปปิ้ง และการสั่งอาหารล่วงหน้าบนเครื่องเพื่อการจัดการเวลาที่ไร้รอยต่อ
– จุดหมายปลายทางยอดฮิตในไทย เชียงใหม่, ภูเก็ต และหาดใหญ่ ยังคงเป็น Big Three และปลายทางยอดฮิตในต่างประเทศ ญี่ปุ่นยังครองใจ Gen Y และ Gen X ตามมาด้วยเวียดนามและจีนที่เดินทางง่ายและตอบโจทย์สายโซเชียล
วิกฤต “น้ำมันแพง” กำแพงสูงที่เปลี่ยนเกมสงกรานต์ 2026 และบททดสอบรัฐบาล
เมื่อความต้องการเที่ยวที่อัดอั้นมาทั้งปี แต่ต้องเผชิญหน้ากับค่าครองชีที่สูงขึ้น ภาพสงกรานต์ที่เคยคึกคัก รถติดยาวเหยียดบนถนนสายหลักเพื่อมุ่งหน้ากลับไปซบไออุ่นจากครอบครัว อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะในปี 2026 นี้ “กำแพงราคาน้ำมัน” ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บีบให้พฤติกรรมการจ่ายเงินของคนไทยต้องปรับตัวอย่างรุนแรง
เมื่อ “ค่าน้ำมัน” แพงกว่า “ค่ากอด” ความสัมพันธ์ที่ถูกระยะทางบีบคั้น
นี่คือประเด็นที่เปราะบางที่สุดในเชิงสังคม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้การขับรถทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ภูเก็ต หรืออีสาน เริ่มถูกมองว่า “ไม่คุ้มค่า” สำหรับหลายครอบครัว การกลับบ้านกลายเป็น “ภาระทางการเงิน” ที่พอสมควร ความจำเป็นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยว หรือการกลับไปยังถิ่นฐาน โดยอาจเปลี่ยนเป็นการวิดีโอคอลหรือโอนเงินให้แทน ซึ่งสิ่งนี้อาจสร้างความโดดเดี่ยวไว้ให้ผู้สูงอายุในต่างจังหวัดอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มนิยามวันหยุดยาวเป็นการ “ให้รางวัลตัวเอง” หรือ Solo Traveler มากกว่าการรวมญาติ วิกฤตค่าใช้จ่ายเดินทางยิ่งเป็นตัวเร่งให้ Generation Gap กว้างขึ้น เพราะการเที่ยวคนเดียวจัดการต้นทุนได้ง่ายกว่าการพาคนทั้งครอบครัวเดินทาง
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ “กระจุก” แต่ต้นทุน “กระจาย”
ราคาน้ำมันที่คุมไม่อยู่กำลังสร้างผลกระทบให้กับภาคการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อน้ำมันแพง ค่าขนส่งวัตถุดิบอาหารและบริการในแหล่งท่องเที่ยวจึงขยับขึ้นเป็นเงาตามตัว สังเกตได้จากป้ายหรือกระดาษที่ติดตามผนังของแต่ละร้าน ถึงเรื่องการปรับราคาสินค้าหรือบริการ เช่น ราคาอาหารที่แพงขึ้น การปรับราคาค่าโดยสารซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาล ทำให้นักท่องเที่ยวต้องเจอกับ “ภาวะข้าวยากหมากแพง” ซ้ำเติมค่าน้ำมัน
แล้วยิ่งการท่องเที่ยวเมืองรองที่ถูกลืมเลือน เงินหมุนเวียนจะ “กระจุกตัว” อยู่แค่ในเมืองหลักที่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึง ส่วนเมืองรองที่ต้องพึ่งพาการขับรถท่องเที่ยวเองอาจเผชิญภาวะซบเซา เพราะนักท่องเที่ยวเลือกตัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางย่อยออกไป
เสียงสะท้อนถึงรัฐบาล ความหวังที่อยากให้เร่งจัดการ
วิกฤตน้ำมันพุ่งสูงรอบนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการต่างคาดหวังให้ภาครัฐเข้ามาบริหารจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอลดภาระค่าครองชีพ เพราะหากปล่อยให้ “น้ำมันแพง” เป็นกำแพงกั้นการเดินทางเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่ตัวเลขจีดีพีท่องเที่ยวจะหดตัว แต่ความสุขพื้นฐานของคนไทยในการได้กลับไปพบหน้าครอบครัวในช่วงเทศกาลสำคัญ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ “เอื้อมไม่ถึง” สำหรับคนอีกหลายล้านคน
ขอบคุณข้อมูล
