เพราะ ‘บ้าน’ คือพื้นที่ชาร์จพลัง ท่ามกลางโลกภายนอกอันแสนวุ่นวายและชีวิตที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
เช่นเดียวกับ ‘เอ๊ะ-ชนุดม พึ่งน้อย’ ผู้ค้นพบความสุขจากสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งงานบริการ การชงกาแฟ และการเปิดแผ่นเสียงที่สะสมมาตั้งแต่วัยรุ่น
ก่อนจะตัดสินใจนำความชอบเหล่านี้มาต่อยอดเป็น “นักเลงบาร์” โฮมคาเฟ่ที่เปิดมาเกือบ 7 ปี พื้นที่ที่ทำให้เขาได้ชาร์จพลัง พบปะผู้คนที่หลงใหลในกาแฟและเสียงเพลงเหมือนกัน

จากสายโปรดักชันมาเป็นเจ้าของโฮมคาเฟ่
จุดเริ่มต้นที่ทำให้เอ๊ะ “ค้นพบตัวตน” ว่าเขาชอบงานบริการ งานดูแลลูกค้า และชงเครื่องดื่ม มาจากร้านกาแฟสดของคุณแม่ที่เปิดในปี 2552 อาชีพที่ส่งต่อมาทางสายเลือด จากอากงที่ขายกาแฟโบราณในจังหวัดอ่างทอง
ทว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ เอ๊ะเลือกทำงานด้านโปรดักชัน ทั้งรายการโทรทัศน์ และข่าวบันเทิง ตามความรู้ที่เรียนมา
แต่พอทำได้หลายๆ ปี เขากลับรู้สึกคิดถึงงานบริการ งานดูแลลูกค้า งานชงกาแฟในแบบที่ชอบ และมองว่าเทรนด์ Specialty Coffee ได้เกิดขึ้นแล้ว
นั่นหมายถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟกำลังพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่เขาจะได้ปรับพื้นฐาน เพิ่มความรู้ความเข้าใจ และทักษะใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
จากพนักงานบริษัทจึงกลายมาเป็นพนักงานร้านแฟในเวลาต่อมา
“พูดง่ายๆ คือได้กลับมาทำงานในแบบที่เราเคยทำในปี 2552 แต่ได้ทำในแบบปูพื้นฐานให้แข็งแรงขึ้น ได้ฝึกวิชากาแฟในยุคปัจจุบันที่ร่วมสมัยขึ้น”
จากนั้นเขาได้เปิดร้านกาแฟในเมือง แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะรู้สึกอิ่มตัว ขณะเดียวกันกลับรู้สึกชอบร้านกาแฟที่คนทำและคนกินมีเวลาร่วมกัน สามารถนั่งนานๆ มากกว่ารีบกินรีบไป
ซึ่งการจะมีร้านแบบนั้นได้ ต้องเป็นร้านที่คนทำรู้สึก Comfort ลูกค้าสามารถละลายพฤติกรรมไปกับบรรยากาศนั้นจนอยากอยู่ต่อเรื่อยๆ
“ผมอยากมีพื้นที่สร้างความสุขกับความสบายใจ ผมมองว่าโลกภายนอกชีวิตเราวุ่นวายมาก ทำนู่นทำนี่ หัวจะปวด เลยอยากมีพื้นที่ปลอดภัยกับทั้งเราที่เป็นเจ้าของและผู้บริโภคด้วย ถ้าเกิดขึ้นได้ที่บ้าน เราสามารถควบคุมได้ เพราะไม่ต้องเร่งเร้าอะไรเลย เพราะบ้านก็คือบ้าน” เขาเล่าเสริม
อีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องเป็นบ้าน เพราะบ้านทำให้เขากลับมามีพลัง แต่เมื่อออกไปเจอสภาพแวดล้อมและปัจจัยภายนอกก็ทำให้เขาถูกดูดพลัง แม้จะกลับมาชาร์จที่บ้านก็ไม่เต็ม
“มันน่าจะดีถ้าเลือกได้ว่าขอชาร์จแบต 100 เปอร์เซ็นต์เต็มตลอดเวลาจากบ้านเรา
และเวลาชงกาแฟ เปิดเพลง มีแขกมาบ้าน มันมีบรรยากาศที่แตกต่างจากการทำแบบนี้ข้างนอก ถ้าไอเดียหรืออุดมคติเราไม่ได้เข้ากับที่อื่นก็น่าจะเป็นบ้านเราเองนี่แหละ”
เขาปักหมุดบ้านเป็นโฮมคาเฟ่ “นักเลงบาร์” มาจากฉายาของเขาคือ “เอ๊ะเอง นักเลงบาร์ หมาป่าเมืองนนท์” ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยชงกาแฟข้างนอก
“เชื่อว่าลูกค้าที่ติดตามผลงานเรามาเรื่อยๆ จะจำได้ว่าเรายังอยู่ แค่อยู่ในรังหมาป่า ในบ้านหลังนี้ เราใช้อินสตาแกรมของตัวเองบอกลูกค้าว่า นักเลงบาร์ จะเริ่มเสิร์ฟกาแฟที่นี่แล้ว”
แกลลอรี่ในบ้าน จากของสะสม
บรรยากาศในบ้านของเอ๊ะเต็มไปด้วยความอบอุ่น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่แกลลอรี่ เพราะเขานำของสะสมทั้งแผ่นเสียง หนังสือ งานศิลปะ ที่สะสมไว้ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ตอนที่ยังมีฝันมีไฟ มารวมไว้ในบ้าน
“อยากให้ร้านกาแฟเราเป็นสถานที่ที่สามารถแชร์ความชอบ เก็บเกี่ยว หรือเสพในสิ่งที่เรานำเสนอได้ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ หนังสือ เพลง” เอ๊ะเล่าเสริม
ใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์
ในด้านของการลงทุน เอ๊ะเลือกใช้ประสบการณ์การทำงานหรืออุปกรณ์ที่มีอยู่แต่เดิมมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากกว่าเริ่มลงจากเงิน เพราะมองว่าเป็นทรัพยากรที่ใช้ได้โดยไม่มีอายุขัย
“เราเคยทำร้านกาแฟกับคุณแม่มาก่อน ในบ้านจะมีอุปกรณ์บางชิ้น ภาชนะบางอย่างที่อยู่มานานเป็นสิบปีแล้ว อย่าง บีกเกอร์ ถ้วย แก้วเซรามิก เครื่องชงกาแฟที่ปัจจุบันยังใช้เป็นเครื่องสำรอง หรือโซฟาก็มีอยู่ในบ้านเรา” เอ๊ะเล่าถึงทรัพยากรที่นำกลับมาใช้
Rebranding ‘นักเลงบาร์’
จากวันแรกที่เปิดบริการ มีลูกค้าแวะมาหนึ่งถึงสองคน แต่เมื่อเสิร์ฟไปเรื่อยๆ นักเลงบาร์ของเอ๊ะเติบโตมาเกือบ 7 ปีแล้ว
นับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน และถึงเวลาที่เขาตัดสินใจ “Rebranding” โดยให้เหตุผลว่า
“เวลาทำอะไรเดิมๆ นานๆ จะมีช่วงที่บางคนใช้คำว่าอิ่มตัว เบิร์นเอาต์ เซ็ง ไม่ไหวแล้ว แต่ผมรู้สึกว่า ถ้าเราทำแบบเดิม ก็ได้แบบเดิม กับวัยที่มากขึ้น ผมอยากทำงานในแบบที่ผ่อนคลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน” เขาบอกถึงสิ่งที่ปรารถนา

ลดความบ้า เพิ่มความบาลานซ์
สิ่งแรกที่ปรับเปลี่ยนคือ “ลดความบ้า” เพิ่ม “ความบาลานซ์”
แม้จะเสิร์ฟกาแฟที่ดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวล จากการชอบ Custom Blend เพื่อสร้างความแตกต่าง และยิ่งชิมมากเท่าไหร่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะเป็นกรดไหลย้อนและแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง
เขาจึงลดวามเคร่งเครียดลง ใช้เมล็ดที่มีความสเถียร สามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น แม้จะยังต้องเทสต์เพื่อ QC คุณภาพประจำวัน แต่ก็ช่วยลดความกังวลไปได้มาก และยังช่วยลดปริมาณที่ต้องเทสต์ลง ซึ่งเป็นผลดีกับกระเพาะ

ปรับเมนูใหม่ให้น่าดึงดูด
ส่วนขนม เมื่อก่อนเน้นทำขนมที่ไม่ได้แช่เย็นคือทำวันต่อวัน แต่พบว่าไม่สามารถบริหารจัดการได้ เพราะทำทุกอย่างในคนเดียว ทั้งบริการ ดูแลลูกค้า ชงกาแฟ และทำขนม
จึงมีโอกาสที่ลูกค้ามาแล้วไม่ได้ทาน ทำให้กลายเป็นร้านกาแฟที่ขายแค่กาแฟไปโดยปริยาย และการทำทุกอย่างคนเดียวก็ส่งผลต่อสุขภาพหัวไหล่ของเขา
เอ๊ะจึงปรับมาทำเมนูที่สามารถทำล่วงหน้าได้ และสามารถจัดเสิร์ฟได้เลย นั่นคือ คัสตาร์ด พุดดิ้ง ชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่เคยทำขายอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง
แต่การทำใหม่ ต้องไม่ใช่รูปแบบเดิม ด้วยชอบแนว Retro จึงจัดองค์ประกอบให้เมนูดูย้อนยุค น่าทานและดึงดูดมากขึ้น เหมือนพาร์เฟ่ต์
“ดึงดูดลูกค้าและตัวเองด้วย องค์ประกอบใหม่กระตุ้นให้เราอยากกลับมาทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากรู้สึก Productive น้อยลงจากการทำอะไรซ้ำๆ มานาน”
ปรับการแต่งตัวเพิ่มความกระตือรือร้น
อย่างที่สองคือ “ปรับการแต่งตัว”
หลังเปิดร้านกาแฟมาหลายปี เอ๊ะใส่เสื้อยืดมานาน จนรู้สึกว่าถ้าอนุญาตให้ตัวเองสบายเกินไป จะเริ่มมีความกระตือรือร้นน้อยลง
“ตัวเราเองยังจำเวอร์ชันที่ดูดีไม่ได้เลย เริ่มสบายเกินไปแล้ว ผมอยากกลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง เลยวางกุศโลบายว่าเราอยากกลับมาขยันมากๆ ในวันที่ยังรู้สึกมีแรง แต่งตัวดีๆ ก่อนที่ช่วงวัยจะง่อมจะยมไปมากกว่านี้ดีกว่า
ไม่ได้ซื้ออะไรใหม่เลย กางเกงและเสื้อเชิ้ตตัวเดิม ซื้อแค่ไทมือสองมาเปลี่ยน ชีวิตไม่ต้องคิดอะไรมากเลย จำนวนเสื้อผ้าในตะกร้าก็น้อยลงมากด้วย”
เขาเสริมอีกว่า “พอได้จัดองค์ประกอบใหม่ หาความเป็นไปได้ใหม่ๆ รู้สึกเหมือนไม่ใช่ร้านที่เปิดมานาน แต่เหมือนกลายเป็นร้านใหม่ที่กำลังทำโปรเจ็กต์อยู่
เป็นการรักตัวเองนะ เราเลือกขนมที่ทำล่วงหน้าได้ เพราะรักร่างกาย เลือกกาแฟแบบใหม่เพราะอยากมีกระเพาะอาหารที่แข็งแรง และแต่งตัวใหม่เพราะยังอยากเป็นคนที่ดูดีอยู่” เอ๊ะเล่าเสริม
ไวรัลนักเลงบาร์ในโซเชียล
หลังเปิดร้านมาเกือบ 7 ปี ปีนี้ “นักเลงบาร์” กลับมาเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียลมากมาย จากคอนเทนต์แนะนำอัลบั้มเพลงของเอ๊ะ
ซึ่งความจริงแล้ว การแนะนำอัลบั้มเพลงเป็นความชอบของเขามาเนิ่นนาน หากวันไหนมีเวลาหรือออร์เดอร์ไม่เยอะ เขาจะแนะนำอัลบั้มให้ลูกค้าฟัง แต่แทนที่จะรอลูกค้าแวะมาที่ร้าน เขาเปลี่ยนมาส่งต่อการเล่าเข้าไปสู่โซเชียล จนได้รับความนิยมขึ้นมา
เป้าหมายเล็กๆ ของนักเลงบาร์
สุดท้ายนี้ เอ๊ะบอกว่าด้วยนักเลงบาร์เป็นร้านเล็กๆ ทำให้เขาไม่ต้องกดดันตัวเองด้วยยอดขายเท่าไหร่ หากขายได้ 10-20 แก้วต่อวัน ก็พอใจแล้ว
“เมื่อเป้าของเรามีความ Realistic กับพื้นที่ เราจะ handle กับยอดประมาณนี้ได้”
หากถามต่อว่ายอดขายน้อยอยู่ได้อย่างไร
เขาตอบว่า “แนวคิดของผมคือพยายามใช้ของเฉพาะที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการ Operate ร้านเท่านั้น”
สุดท้ายนี้เขาบอกว่า “ผมแค่อยากมีร้านกาแฟที่มันสร้างความสุขให้กับคนทำงาน ซึ่งก็คือเรา กับผู้บริโภคแค่นั้นเอง”
