เคล็ดลับผู้ประกอบการ
กระแส T-Beauty หรือผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ไทย กำลังเป็นดาวรุ่งที่เติบโตอย่างร้อนแรง และถูกจับตามองว่าจะขึ้นแท่นซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวทีสากล ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 2.58 แสนล้านบาท โดยพบว่า ราวครึ่งหนึ่งของหญิงไทย (47.1%) เลือกซื้อสินค้าความงามผ่านช่องทางออนไลน์ และกว่า 70% กลับมาซื้อซ้ำ สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดความงามออนไลน์ที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก การขยายตัวของตลาดส่งผลให้การแข่งขันทวีความดุเดือดไม่แพ้กัน และบนสังเวียนนี้เองที่แบรนด์ไทยอย่าง JOURNAL ได้พิสูจน์ความสำเร็จ ก้าวขึ้นเป็นแถวหน้าของวงการบิวตี้ไทย โดยมีหัวใจสำคัญคือการเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผสานกับกลยุทธ์ออนไลน์ที่ใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ เพื่อเสริมแกร่งและยกระดับการตลาดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในสมรภูมิ “เรดโอเชียน” แห่งตลาดความงาม การได้เป็นหัวแถวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แบรนด์บิวตี้อย่าง JOURNAL ที่แม้เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 7 ปี แต่กลายเป็นดาวรุ่งที่สร้างความแตกต่างด้วยแนวคิด ‘Scent with Story’ เล่าเรื่องราวผ่านกลิ่นหอมที่หยิบแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย มาผสมผสานกับประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์อย่างลงต
ตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดเล็กๆ อีกต่อไป แต่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้ ด้วยมูลค่าสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ไปรษณีย์ไทย ได้ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวโครงการ “พี่ไปรฯ ส่งยา สัตวแพทย์ จุฬาฯ ส่งรัก” เพื่อแก้ปัญหาให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ต้องเดินทางมารับยาสำหรับสัตว์ป่วยเรื้อรังทุกเดือน โดยโครงการนี้มุ่งหวังที่จะลดภาระทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่ายของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School มองว่า หากถอดรหัสโครงการนี้จะพบว่า นี่ไม่ใช่แค่การทำในสิ่งที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งรายละเอียดการวิเคราะห์ได้มาจากการบรรยายในรายการ biz genius ทางช่องยูทูบ Chula Radio Plus “สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย X ไปรษณีย์ไทย” กับกลยุทธ์ Co-Branding เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้น ลองมองถึงเหตุผลว่าทำไม 2 หน่วยงานจึงมีความเห็นตรงกันที่จะทำเรื่องนี้ คำตอบคือ การที่แบรนด์จะมาร่วมมือกั
ถ้าจะบอกว่าของเล่นกล่องสุ่มตัวไหนฮอตที่สุดในนาทีนี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง ลาบูบู้ (Labubu) เจ้าเอลฟ์ตัวจิ๋วที่มาพร้อมรอยยิ้มสุดกวนและหูแหลมที่ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก ปรากฏการณ์ของลาบูบู้ไม่ได้อยู่แค่ในโลกออนไลน์ เพราะเราได้เห็นภาพผู้คนทั่วโลกยอมยืนต่อแถวเป็นชั่วโมง เพียงเพื่อจะได้ลุ้นว่าจะได้เจ้าลาบูบู้ตัวที่อยากได้มาครอบครองหรือไม่ ยิ่งเมื่อเหล่าซูเปอร์สตาร์อย่าง ลิซ่า Blackpink, รีฮันนา และ คิม คาร์เดเชียน พากันอวดน้องลาบูบู้บนโซเชียล ยิ่งทำให้กระแสพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ จากของเล่นธรรมดา สู่ปรากฏการณ์ระดับโลกที่เขย่าวงการธุรกิจอย่างแท้จริง และด้วยพลังจากความฮอตที่ว่านี้เอง Pop Mart บริษัทผู้ผลิตของเล่นชื่อดัง ประกาศเตรียมเปิดตัวตุ๊กตา “ลาบูบู้” (Labubu) เวอร์ชันมินิในสัปดาห์หน้า โดยหวังจะใช้ตุ๊กตาจิ๋วนี้บุกตลาดโทรศัพท์มือถือ เพื่อทำยอดขายทั่วโลกในปี 2025 ให้ได้ถึง 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากสถิติเดิม Pop Mart ประกาศความมั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากสถิติสูงสุดในปี 2024 หลังจากเตรียมเปิดตัวตุ๊กตาลาบูบู้ (Labubu) เวอร์ชันมินิ เพื่อต่อยอ
LINE ประเทศไทย เผยข้อมูลและแนวทางสำคัญในการทำ Chat Commerce บนแพลตฟอร์มดิจิทัลครบวงจรบน LINE ชี้เป็นโอกาสทองของธุรกิจไทยทุกขนาด ในงาน Thailand E-Commerce Expo 2025 LINE ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 56 ล้านคน หรือคิดเป็น 78.2% ของประชากรไทย ใช้ LINE เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ส่งผลให้การแชตผ่าน LINE Official Account (LINE OA) กับร้านค้าเติบโตต่อเนื่องกว่า 3 ปี และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า ภายในปี 2568 นอกจากนี้ งานวิจัยจาก Market Intelligence and Future Growth Dynamics Databook (Q3/2024) คาดการณ์ว่า ตลาด Chat Commerce ในประเทศไทยจะเติบโตจาก 493 พันล้านบาทในปี 2567 เป็น 1,164 พันล้านบาทในปี 2572 เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างรายได้และขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางแชตได้อย่างก้าวกระโดด เคล็ดลับพัฒนาความสัมพันธ์จากคนแปลกหน้า ไปสู่เพื่อนสนิทหรือ Brand Love 1. สร้างการมองเห็น ขยายฐานคนรู้จักแบรนด์ ผ่านโซลูชัน LINE Ads ระบบโฆษณาแบบประมูลบน LINE ช่วยให้เข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 56 ล้านคนทันทีที่เปิดแอป และเพิ่มเพื่อนได้เร็วกว่าที่เคย พร้อมส่งลูกค้าต่อไปยัง LINE Official Account โดยไม่ตก
เมื่อเร็วๆ นี้ มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในประเทศไทยที่ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก นั่นคือการเปิดตัวโครงการ TouristDigiPay ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย โครงการนำร่องนี้ ช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสกุลเงินบาทเพื่อใช้จ่ายภายในประเทศได้ นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยแล้ว โครงการนี้ยังมีศักยภาพในการผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ และนำไทยเข้าใกล้เป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัลระดับภูมิภาคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า TouristDigiPay ไม่ใช่ระบบการชำระเงินด้วยคริปโตโดยตรงที่ทั้งลูกค้าและร้านค้าจะทำธุรกรรมกันด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทเพื่อชำระเงินผ่านระบบ PromptPay QR ซึ่งใช้งานได้อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โครงการนำร่องนี้ นำเสนอแนวทางให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้สินทรัพ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐประกาศอย่างต่อเนื่องถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยว และล่าสุด นโยบายเหล่านี้ได้นำไปสู่การเปิดตัวโครงการที่น่าสนใจอย่าง TouristDigiPay ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจและท่องเที่ยวของไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถนำ สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี มาใช้จ่ายในประเทศไทยได้อย่างไร้รอยต่อ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายและกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในประเทศในวงกว้าง ผู้สื่อข่าวมติชนรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว โครงการ TouristDigiPay ซึ่งเป็นโครงการทดสอบ (แซนด์บ็อกซ์) การนำสินทรัพย์ดิจิทัล (ดิจิทัลแอสเซท) เปลี่ยนเป็นเงินบาทและนำไปใช้จ่ายในด้านต่างๆ ได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัลมาสนับ
ในยุคที่ตลาดโลกเต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด แบรนด์ไทยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากกระแสเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายธุรกิจมองหาช่องทางในการเติบโตใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดไปต่างประเทศ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ตัวเอง แต่เราจะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราเป็นที่จดจำและเข้าถึงใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในตำราธุรกิจแบบเดิมๆ แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในสมรภูมิการตลาดกาแฟของจีน ที่ซึ่งแบรนด์อย่าง Luckin Coffee (瑞幸咖啡) สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดแซงหน้าแบรนด์ระดับโลกอย่าง Starbucks ได้ในระยะเวลาอันสั้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของ “กาแฟ” แต่คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับตัวอย่างชาญฉลาด ความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ และการใช้กลยุทธ์ที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของ Luckin Coffee พร้อมทั้งถอดรหัสกลยุทธ์สำคัญที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ธุรกิจไทยสามารถสร้าง “จุดเปลี่ยน” และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ถอดรหัสยุทธศาสตร
จากกรณีที่ประเทศไทย สามารถปิดดีลเรื่องภาษีนำเข้า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยสามารถเจรจาและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศอัตราเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าฯ จากสินค้าของไทย 19% โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 2568 เป็นต้นไป ซึ่งอัตราที่ประกาศออกมาแม้จะต่ำกว่า 36% แต่ก็ยังคงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการยังคงกังวลในหลายๆ เรื่อง จากมุมมองของ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้ประกอบการ SMEs แนวทางการปรับตัวและสร้างโอกาสท่ามกลางความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับกำแพงภาษี 19% รศ.ดร.สมภพ เน้นย้ำว่า “ความคล่องตัว” และ “ความทันสมัย” คือหัวใจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่อง “อาหาร” (Food) ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง แต่การจะเพิ่มมูลค่าให
คุณธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) MarTech Solution สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ตลาด Influencer Marketing ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มแบรนด์ที่ใช้ Publisher Services ซึ่งเป็นโมเดลการตลาดผ่าน KOL ที่มีระบบวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบและสามารถวัดผลได้จริง ซึ่งโมเดล Publisher Services ในปีนี้ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงการจ้าง KOL แล้วหวังผลอีกต่อไป แต่คือการวาง “โครงสร้างการตลาดแบบใหม่” ที่เชื่อมโยงข้อมูล กลยุทธ์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการตลาดไทย ที่กำลังเข้าสู่ยุคที่ KOL คือ Infrastructure ของการเติบโต ไม่ใช่แค่เครื่องมือชั่วคราวอีกต่อไป โดยหัวใจของความสำเร็จในการทำ Influencer Marketing ก็คือการเข้าถึง Data + Platform + Planning = แต้มต่อของแบรนด์ในยุค Digital Sales ท่ามกลางตลาดที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 91.2% ของประชากร และบัญชีโซเชียลมีเดียมากถึง 51 ล้านบัญชี ดังนั้น กลยุทธ์ Influencer Marketing ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ
ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แรงบันดาลใจเรื่องแฟชั่นไม่ได้มาจากแคตตาล็อกหรือหน้าร้านอีกต่อไป แต่ย้ายมาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นรันเวย์ให้ทุกคนได้โชว์สไตล์ นี่จึงเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่แบรนด์แฟชั่นไทยจะได้โชว์ตัวตนให้โลกเห็น พร้อมต่อยอดสู่รายได้จริง ผ่านการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งในตอนนี้ Shopee คือแพลตฟอร์มหลักที่ผู้บริโภคมองหาเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นด้วยจำนวนผู้ใช้งานมหาศาล และพฤติกรรมการค้นหาที่เน้นสินค้าแฟชั่นโดยเฉพาะ โดยผลสำรวจจาก KANTAR ยังเผยให้เห็นว่านักช้อปกลุ่ม Gen Z และกลุ่ม Older Shopper มีพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์สูงลิ่วในหมวดหมู่แฟชั่น โดยมีราคาเฉลี่ยที่ 500–1,500 บาท และมักใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นช่องทางหลักในการเลือกซื้อสินค้า Fashion Store จาก Pain Point สู่สินค้าที่ทำให้คนเข้าถึงง่าย เรื่องราวความสำเร็จของ Fashion Store แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการหาช่องทางทำเงินด้วยตนเองมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 4 โดยตั้งชื่อแบรนด์ขึ้นมาเพื่อให้ครอบคลุม การขายสินค้าที่หลากหลาย ด้วยในตอนนั้นยังจับทางไม่ได้ว่า ต้องเน้นสินค้าใ
