Exclusive
“แมวดิ้นเบเกอรี่” ธุรกิจที่เริ่มจากแพสชันอยากมีวิชาชีพใหม่ เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคง พา “คุณเกรท-บัณฑิต เทียนรัตน์” ผันตัวจากบรรณาธิการข่าว สู่คนทำขนมปังซาวโดว์ ธุรกิจเล็กๆที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ใช้ความสนใจใคร่รู้ ลองผิดลองถูก จนสามารถเปิดเตารับออร์เดอร์มานาน 4 ปี มียอดขายเฉลี่ย 400-500 ก้อนต่อเดือน และเคยขายได้พีกสูงสุดถึง 600–700 ก้อนต่อเดือน ในบทสัมภาษณ์นี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับคุณเกรทถึงผันตัวเป็นมาขายขนมปัง และการปรับตัวในวันที่ออร์เดอร์ลดลง จากคนข่าวสู่แมวดิ้นเบเกอรี่ คุณเกรทโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนมายาวนานในตำแหน่งบรรณาธิการข่าว จนรู้สึกว่าถ้าอยากร่ำรวยด้วยวิชาชีพนี้ เป็นไปได้ยากสำหรับตัวเขา จึงเริ่มมองหา “วิชาชีพ” ใหม่ ที่สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง เขามองหาวิชาชีพใหม่อยู่นาน ทดลองทำหลากหลายอาชีพ ทั้งขายสินค้าออนไลน์ เป็นผู้ช่วยพยาบาลในต่างประเทศ เขียนหนังสือ พิธีกรรายการหนัง ประกวดร้องเพลง และนักแสดงโฆษณา จนมาลงตัวที่การทำขนมปังกล้วยหอมเกาลัดที่ฝึกทำจนได้รสชาติอร่อย คุณเกรทนำขนมปังไปแจกในม็อบหรือการชุมนุมทางการเมืองปี 2563 ผ่านแคมเปญประชาธิปไตยเดินด้ว
ชีวิตในไทยไม่ตอบโจทย์ หนุ่มลาออกจากงาน เริ่มต้นจากเด็กล้างจาน สู่เจ้าของร้านอาหาร 2 แห่งในออสเตรเลีย ปัจจุบันนี้ ร้านอาหารไทยในต่างประเทศมีจำนวนเยอะมาก เพราะอาหารไทยค่อนข้างได้รับความนิยมชมชอบจากชาวต่างชาติมากขึ้น ทั้งในเรื่องเมนูที่โดนใจ และรสชาติที่ถูกปาก อย่างวันนี้ที่ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับเจ้าของร้านอาหารไทยในประเทศออสเตรเลีย อย่าง คุณแชมป์-สัญชัย ตราชู เจ้าของร้าน MANA Thai Bistro ถึงเรื่องราวชีวิตของตน กว่าจะก้าวมาสู่เจ้าของร้านอาหารในต่างประเทศได้ต้องทำอย่างไรบ้าง และวิธีการเอาตัวรอดจากคู่แข่งต่างๆ คุณแชมป์มีกลยุทธ์อะไรให้สู้กับคู่แข่งได้ ชีวิตในเมืองไทย กับงานประจำที่เหมือนจะตอบโจทย์ ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็เริ่มทำงานอีเวนต์ออแกไนเซอร์ ณ บริษัทแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง Co-producer แต่ก็เป็นงานที่ทำได้เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น จึงตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศทันที เหตุผลก็เพราะว่าอะไรหลายๆ อย่างไม่ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ เช่นเรื่องค่าแรง ที่มองว่าค่อนข้างน้อยมาก เงินเดือนที่ได้ไม่ถึง 15,000 บาท ด้วยค่าแรงที่ได้ในตอนนั้น ประจวบกับเนื้องานที่ต้องทำ เพ
“หยกสด ทำขึ้นเพราะอยากให้คนไทยได้เข้าถึงขนมไทย หยิบตัวขนมที่อาจจะหาทานไม่ได้ทั่วๆ ไป นำมาทำให้รสชาติ และรูปร่างหน้าตา มีความร่วมสมัยมากขึ้น” หยกสด เป็นแบรนด์ขนมไทยที่โด่งดังเรื่องความหอม หวาน และรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมของใบเตย โดยบทความนี้เป็นเรื่องราวของ คุณจ๊าก-มหศักย์ สุรกิจบวร ที่ชีวิตพลิกผันจากอดีตวิศวกร สู่เจ้าของแบรนด์ “หยกสด – ขนมไทยใบเตย 100%” ขนมไทยโบราณหาทานยาก จากวันแรกยอดขายเพียง 4,000 บาท สู่ 29 สาขาในปัจจุบัน จากความชอบ สู่ ธุรกิจจริงจัง คุณจ๊าก เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่หันมาสนใจขนมไทย คือตอนที่ทำงานประจำเกี่ยวกับ Software แล้วเครียดจากงาน จึงได้ไปบวช และมีโอกาสได้ทาน ‘ขนมเปียกปูนกะทิสด’ ที่ชาวบ้านได้นำมาถวาย จึงเกิดความสนใจ เพราะรสชาติอร่อย ประกอบกับที่เขานั้นไม่เคยทานมาก่อน หลังจากสึกออกมา คุณจ๊ากได้ไปลองหาซื้อขนมเปียกปูนกะทิสด แต่หาไม่ได้ จึงลองทำด้วยตัวเอง เริ่มแรกก็เสิร์ชข้อมูลต่างๆ จากอินเทอร์เน็ต นำมาพัฒนาปรับปรุงสูตร และลองให้เพื่อนๆ ได้ลองทาน ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีเยี่ยม จึงตัดสินใจเปิดเป็นธุรกิจจริงจัง เริ่มแรกไปเปิดบูธขายที่ Community Mall แห่งหนึ่ง
ลบภาพจำแบบเดิมๆ กับการทำธุรกิจที่ต้องใช้ประสบการณ์หลายปี แต่การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการเปิดร้านอย่างทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็ขายได้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ แทน-นพรุจ อังอติชาติ วัย 24 ปี ดีกรีเด็กอักษรฯ จุฬาฯ ที่เริ่มจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายติ๊กต็อก ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน สู่บทบาทใหม่กับการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟ Ease Up Coffee ซึ่งเคยไปเปิดหน้าร้านในห้าง แต่ต้องปิดตัวลง เพราะห้างกำลังจะรีโนเวตใหม่ เขาจึงตัดสินใจยกเครื่องทำกาแฟ อุปกรณ์ต่างๆ มาเปิดร้านกาแฟหน้าบ้าน ขายเฉพาะในแอป ดีลิเวอรี หลังจากเปิดมาได้เพียง 3 อาทิตย์ ก็ทำยอดขายพุ่งไปกว่า 6 หลักเลยทีเดียว Chapter 1 : เริ่มจากเปิดหน้าร้าน แทนเล่าว่า สมัยก่อนคุณแม่เปิดร้านขนมชื่อว่า “Nom & Noey” โดยร้านนี้เปิดมากว่า 30 ปีแล้ว แต่ทว่าช่วงหลังร้านที่ขายอยู่ในห้างลูกค้าเริ่มลดลง บวกกับตอนนั้นเป็นช่วงที่เรียนจบพอดีและไม่อยากทำงานประจำ จึงขอแบ่งพื้นที่ร้านกับคุณแม่ครึ่งหนึ่ง มาเปิดร้านกาแฟชื่อว่า “Ease Up Coffee” “ตอนนั้นเราเน้นทำเกี่ยวกับงานอินฟลูฯ เป็นหลัก เพราะตั้งใจอยากจะเข้าไปใน
จากพนักงานออฟฟิศที่มองหาช่องทางทำเงิน สู่การเป็นเจ้าของอาณาจักรตู้หยอดเหรียญที่สร้างรายได้แบบ “เสือนอนกิน” นี่คือเรื่องราวของ Quinn Miller หนุ่มวัย 28 ปี ผู้พิสูจน์ว่าความกล้าเสี่ยงอย่างถูกที่ถูกเวลา เปลี่ยนชีวิตได้จริง จุดเริ่มต้นจากออนไลน์สู่ธุรกิจทำเงิน ย้อนกลับไปช่วงปี 2020 ขณะที่โลกเผชิญกับล็อกดาวน์ Quinn ซึ่งตอนนั้นทำงานในสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีโฆษณาด้วยรายได้สูงถึงปีละ 8 ล้านบาท (รวมค่าคอมมิชชัน) เริ่มมองหาลู่ทางใหม่ เขาบังเอิญไปอ่านเจอข้อความบน Twitter เกี่ยวกับการทำเงินจากตู้หยอดเหรียญในอาคารสำนักงาน และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือทันที เขาเริ่มต้นด้วยการควักกระเป๋า 1.7 แสนบาท ซื้อเครื่องจักร 2 เครื่องแรกมาลองผิดลองถูก แม้ช่วงแรกจะยังไม่เปรี้ยงปร้าง แต่เขาเห็นโอกาสเติบโตจึงตัดสินใจ “ลาออก” เพื่อทุ่มเทเต็มตัว ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า “ทำน้อยแต่ได้มาก” ปัจจุบัน Quinn มีตู้หยอดเหรียญกว่า 57 เครื่องทั่วบ้านเกิด สร้างรายได้เฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อเดือน ($30,000) โดยที่เขาใช้เวลาดูแลธุรกิจเพียง 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เท่านั้น! เวลาที่เหลือเขาสามารถนำ
ในยุคที่ใครๆ ก็พูดเรื่องการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ หรือ Longevity แต่รู้หรือไม่ว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้สุขภาพดีนั้น คือ ‘อาหาร’ ที่ทานเข้าไปในทุกๆ วัน ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา Lemon Farm หรือบริษัท สังคมสุขภาพ จำกัด ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกรเข้าด้วยกัน โดยเบื้องหลังแนวคิดนี้คือ คุณเล็ก-สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ กรรมการผู้จัดการ Lemon Farm อดีตพนักงานประจำในบริษัทน้ำมันใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ผันตัวมาทำธุรกิจของตัวเองจนสามารถสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคและสร้างแนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรไทยมีชีวิตที่ดี จุดเริ่มต้น Lemon Farm คุณเล็กเล่าว่า ตอนนั้นสนใจเกี่ยวกับเรื่องสังคมสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งได้ไปลงพื้นที่กับอาจารย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นายแพทย์ประเวศ วะสี, คุณโสภณ สุภาพงษ์, ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ซึ่งทำให้เห็นถึงปัญหาของชาวบ้าน “สมัยก่อนชาวบ้านในชนบทต้องเผชิญความยากจนและสุขภาพไม่ค่อยดี จากการใช้สารเคมีทางการเกษตรเยอะ ส่วนผู้บริโภคก็เริ่มประสบปัญหาสุขภาพ ทำให้คิดว่าน่าจะมีสิ่งที่เชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน” กระทั่งต่อมาในปี 2540 ได้เปิด Lemon Farm สาข
ขนมต้มแดง เป็นขนมไทยโบราณที่สมัยก่อนนิยมใช้ในงานมงคลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้มีขายตามท้องตลาดทั่วไป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนทุกคนมาพูดคุยกับ คุณเต้ย-กัปศิวัฒน์ ประเสริฐธนกรณ์ อดีตหนุ่ม Food Science ที่ลาออกจากงาน ผันตัวมาเป็นเจ้าของร้าน ฉ่ำ ขนมต้มแดงโบราณโคตรมะพร้าวอ่อน ที่เป็นกระแสไวรัลในตอนนี้ และมีลูกค้าต่อแถวเยอะที่สุดในงานเกษตรแฟร์ที่ผ่านมา โดยเป็นการนำขนมไทยโบราณหาทานยาก มาทำให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จุดเด่น คือ แป้งที่มีความนุ่ม ไส้เยอะ เครื่องแน่น และที่สำคัญคือใช้มะพร้าวอ่อนมาทานคู่กัน ซึ่งเขาใช้เวลาพัฒนาสูตรนานกว่า 3 เดือน กระทั่งปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายพีกสุด 5,000 กล่องต่อวัน จุดเริ่มต้น ก่อนมาเปิดร้านขนมต้มแดงโบราณ คุณเต้ยเรียนจบทางด้าน Food Science และได้ไปทำงานโรงงานมากว่า 10 ปี แต่เมื่อทำไปสักพักก็รู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ บวกกับรู้สึกเหนื่อยในสายวิชาชีพนี้ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงาน ผันตัวมาทำอาชีพพ่อค้า เริ่มจากขายของตามห้าง ตามงานแฟร์ งานกาชาดต่างๆ “สินค้าที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ากระแส อย่าง กุ้งแช่น้ำปลา โกโก้ ขนมปังนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป อะไรที่เ
“…‘ถ้าคุณขี้เกียจอย่ามาอเมริกาเลยอยู่เมืองไทยไปเถอะ ป้าจะขอตายที่อเมริกา’…” อาท-สุภกิจ จ้าของเพจ ร้านเด็ด อเมริกา นักข่าวหนุ่มผู้ซึ่งปักหลักชีวิตในต่างแดนตั้งแต่อายุ 19 กับมีความหลงใหลในเรื่องอาหารมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะผันตัวสร้างงานอดิเรกมาเป็นนักเล่าเรื่องร้านอาหารในอเมริกาตอนที่โควิดเล่นงาน อาท เล่าให้ฟังว่า คนไทยในอเมริกามองว่าชีวิตที่เลือกนั้นเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ไปในมุมมองที่มีความสุข ความสะดวกสบาย สวัสดิการต่างๆ ให้กับคนในประเทศทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติไหนอย่างเท่าเทียม บวกกับตัวคอนเทนต์ที่ทำก็ต้องการนำเสนอวิถีชีวิต และเหล่าธุรกิจตัวเล็กๆ ใน LA เด็กน้อยวงการสื่อ “ผมเป็นคนอ้วนมาก่อน” เขาเปิดประโยคนี้จนทำให้เราสงสัยว่าเพราะอะไรถึงพูดแบบนั้น ซึ่งคนที่สนทนาตรงหน้าคือชายผิวขาว ตาเล็ก สมาร์ท ไม่ได้อ้วนหรือผอมจนเกินไป ก่อนที่เขาจะเล่าต่อ “ตอนเด็กๆ ที่บ้านจะชอบทำอาหารกันมาก โดยเฉพาะแม่ ผมก็ได้รู้วิธีการทำอาหารมาจากแม่ทุกอย่าง ซึ่งลูกทุกคนก็ทำอาหารเป็นหมด ส่วนผมนอกจากชอบทำก็ชอบกินด้วยเหมือนกัน” นับตั้งแต่อายุ 19 ใน Thai Town LA เขาอยู่กับสังคมคนไทยมาตั้งแต่ตอนนั้น เห็นทุกชั่วขณะเวลาของที
จากอดีตพยาบาลที่เบนเข็มหันมาขายของออนไลน์ แต่เส้นทางที่ผ่านมานั้นกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวังจากครอบครัวที่อยากให้ทำงานข้าราชการ หรือวิกฤตที่ทำให้สินค้าขายไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเลือกที่จะไม่แข่งกับใคร ในคอลัมน์ #MadeinThailand เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณอาย-ณัฐธิดา สิงห์โท เจ้าของ Sureeporn Cosmetics (สุรีย์พร คอสเมติกส์) เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่มี “แป้งพัฟและคุชชัน” เป็นสินค้าขายดี สร้างยอดขาย 1-2 แสนชิ้น ด้วยกลยุทธ์การทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ สร้างจุดยืนที่ชัดเจนคือ “ลูกค้าและสินค้า” จุดเริ่มต้น คุณอาย เล่าว่า เธอเกิดและโตที่จังหวัดอุดรธานี โดยเลือกเรียนสาธารณสุข ซึ่งคล้ายกับงานพยาบาลที่พ่ออยากให้ทำ ซึ่งระหว่างที่เรียนก็มีการขายของไปด้วย กระทั่งได้มาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ก็ยังขายของอยู่บวกกับสร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ชื่อว่า “มินิอาย ตันจัง” แต่ด้วยความที่คอนเทนต์ของเธอเป็นกระแส ทำให้พบกับอุปสรรคที่คาดไม่ถึง เพราะหัวหน้าบังเอิญไปเจอกับคลิปที่เป็นไวรัล เธอจึงโดนเรียกเข้าไปพบและให้เลื
นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 มีหญิงสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งนำพาความฝันที่อยากจะเป็นเชฟไปเข้าร่วมแข่งขันในรายการ MasterChef Thailand ซีซั่น 3 แม้ในรายการเธอจะไม่ใช่ผู้ชนะ แต่ด้วยความสามารถในการทำอาหารที่ได้รับคำชมจากคณะกรรมการบ่อยครั้ง บวกกับความสดใสน่ารักส่วนตัว เธอจึงกลายเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่ผู้ชมชื่นชอบและเอาใจช่วย “เชฟเตย” ชีวิตที่พบกับการเปลี่ยนแปลง “การเปลี่ยนแปลงในชีวิตแบ่งเป็นหลายเฟสเลยค่ะ” เชฟเตย-พชรคุน กัลยาณมิตร เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังจากออกรายการเมื่อ 7 ปีก่อน “ปีแรก เปลี่ยนแปลงเรื่องความแปลกใหม่ ได้เห็นในสิ่งเราไม่เคยเห็น มีคนรู้จักเราเต็มไปหมดจนไม่กล้าออกจากบ้าน กลัวสายตาคนอื่น แต่ก่อนไปไหนก็ไม่มีใครสนใจ ก็กลายเป็นว่ามีคนเข้ามาทัก ทั้งๆ ไม่ได้บอกใคร แต่คนรอบข้างกลับรู้ว่าเราไปไหนมา เพราะมีคนถ่ายรูปเราไป หรือแม้แต่การแต่งตัวก็ต้องปรับปรุง ต้องแต่งหน้ามากขึ้น เพราะอาจมีบางคนอยากถ่ายรูปกับเรา เราก็อยากให้เขามีรูปสวยๆ เก็บไว้ เพราะนั่นอาจเป็นโอกาสเดียวของเขาที่ได้เจอเรา แรกๆ ที่มีคนวิจารณ์เราในแง่ลบ โดยที่ไม่ได้รู้จักเรา ก็รับไม่ค่อยได้เหมือนกัน ในรายการอ
