Exclusive
จากนักแสดงมากฝีมือที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน วันนี้เราได้เห็นอีกด้านความสามารถของ “ดุ๊ก-ภาณุเดช วัฒนสุชาติ” ผ่านบทบาท“นักจัดสวน” แพชชันที่เขามีมาตั้งแต่วัยเด็ก จากการฝึกเพาะชำในเรือนกล้วยไม้ของคุณพ่อและลงมือจัดสวนในบ้านของตัวเอง สู่การรับจัดสวนให้เจ้าของบ้านที่หลงใหลในสไตล์เฉพาะตัวของเขาที่มองการจัดสวนเป็น “งานศิลปะ” ตามความเป็นอาร์ตติสต์ แม้เขาจะบอกว่าไม่ใช่นักจัดสวนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผลงานการสร้างสรรค์อันโดดเด่นกลับเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จนชื่อของเขาโลดแล่นอยู่ในวงการจัดสวนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในคอนเทนต์ชุดพิเศษ “โอกาสธุรกิจเกษตร” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ x เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปพูดคุยกับ “คุณดุ๊ก” ถึงศาสตร์แห่งการจัดสวน ที่ไม่เพียงเนรมิตสวนสวยให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับ “ฮีลใจ” และเติมความสุขให้เจ้าของบ้าน แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้และดอกไม้อีกด้วย จากแพชชันในวัยเด็กสู่นักจัดสวนผู้สร้างแรงบันดาลใจ คุณดุ๊กเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางสวนสวย ณ เขาใหญ่ สถานที่ที่เขานิยามไว้ว่าเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ว่า งานจัดสวนเป็นแพชชันของเขามาตั้งแต่วัยเด็ก โดยอาศัยเร
รายได้วิศวกรไม่พอเลี้ยงทั้งครอบครัว ผันตัวเป็นพ่อค้าชาใต้สายครีเอเตอร์ ลูกค้าต่อคิว พีกสุด 316 แก้วต่อวัน จากงานประจำที่มั่นคง ตัดสินใจลาออก มาเดินในทางของการเป็นพ่อค้าที่เริ่มต้นจากศูนย์ เรียนรู้ ลองผิดลองถูก นำคำแนะนำมาปรับให้เกิดประโยชน์ จนต่อยอดกลายเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง คุณคิว-นเรศ ปลอดทุกข์ เจ้าของร้าน สำราญ ชาใต้ ในวัย 25 ปี เดิมทำอาชีพเป็นวิศวกร ในตำแหน่ง System Engineer และเป็นอาชีพแรกหลังเรียนจบ ซึ่งทำมาได้ถึง 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นเสมือนจุดเปลี่ยนของชีวิต “จุดเปลี่ยนของชีวิต จากหนุ่มวิศวกร สู่ พ่อค้า” อาชีพเดียวที่ทำอยู่ ก็เพียงพอ แต่เพียงพอต่อการดำรงชีพคนเดียว ไม่เพียงพอที่จะเอื้อไปให้กับแม่และน้องได้ เขาจึงคิดว่าอยากจะหารายได้เสริม เพราะคุณแม่เริ่มมีอาการป่วย จึงคิดว่า งานประจำนี้ คงไม่เพียงพอต่อค่ารักษาแน่นอน พอมีความคิดนี้ เขาเลยอยากจะทำชาใต้ขาย ในช่วงแรกเป็นช่วงทดลองสูตรก็ยังคงทำงานประจำควบคู่กับการทำชาไปด้วย แต่ยังไม่ทันได้ทำร้านอย่างเต็มตัว คุณแม่ก็เสียชีวิตไปก่อน หลังจากเสร็จงานศพคุณแม่ ทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ และยื่นใบลาออกทันที “งานประจำ มั่นคงด
“เนสไลน์” (NEZLINE) แบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทยกลายเป็นหนึ่งใน Trendsetter ทางเลือกใหม่ของตลาดสแน็ก ด้วยสินค้าเรือธงขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง (OAT CHOCO) ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อาจไม่เคยรู้ว่า OAT CHOCO ยอดนิยมต้นตำรับมาจากแบรนด์เนสไลน์ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าขนมจากต่างประเทศมาจัดจำหน่ายในไทยกว่า 70 SKU “ไฉไล อินเตอร์เทรด” ผู้นำเข้าขนมครบวงจร จากการตัดสินใจลองลงทุนครั้งแรก 20,000 บาทในช่วง COVID-19 สู่รายได้กว่า 300 ล้านบาทต่อปี ทำให้แบรนด์ “เนสไลน์” กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดสแน็ก พร้อมตั้งเป้าขยายธุรกิจแตะ 1,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้า เบื้องหลังการเติบโตของบริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ก่อตั้งโดย 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ ได้แก่ คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คุณอับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และ คุณเมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ที่วางเป้าหมายเป็น ผู้นำธุรกิจนำเข้าขนมจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เริ่มจากขาย Gadget และสินค้าไอที สู่ธุรกิจขนมโตร้อยล้าน คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา CEO เล่าว่า ก่อนหน้านี้บริษัททำธุรกิจนำเข้าแ
ในวันที่ชีวิตเหมือนไร้หนทาง หลายคนอาจจะยอมแพ้ แต่สำหรับ คุณดรุณี วัฒน์นครบัญชา หรือ “คุณอ้อย” เจ้าของสวนพสุธารา เธอเลือกที่จะลุกขึ้นสู้และใช้ธรรมชาติเป็นยาเพื่อเยียวยาตัวเอง จากผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์กับโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) เธอพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างอาณาจักรธุรกิจเลมอน ณ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย จุดเริ่มต้นจากความเจ็บป่วย สู่การค้นพบ “พสุธารา” เมื่อ 20 ปีก่อน คุณอ้อยต้องเผชิญหน้ากับโรค SLE ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เธอเลือกที่จะไม่ใช้สเตียรอยด์ แต่หันมาศึกษาศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่เน้นการใช้ชีวิตและอาหารที่ “สด” และ “บริสุทธิ์” จากธรรมชาติ ทำให้เธอได้ค้นพบว่า แม้ในประเทศไทยจะหามะนาวหรือผักสดจากต้นได้ง่าย แต่สิ่งที่หาได้ยากกลับเป็น “เลมอน” ที่ปราศจากการเคลือบแวกซ์และสารเคมี เพราะเลมอนที่นำเข้าจะต้องผ่านการเดินทางหลายวัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจปลูกเลมอนด้วยตัวเอง ในปี พ.ศ. 2558 คุณอ้อยเริ่มต้นปลูกเลมอนเพียง 1-2 ต้นในสวนเล็กๆ ของเธอโดยไม่ได้หวังผลผลิต แต่เพื่อต้องการเลมอนที่สดใหม่และปลอดภัยสำหรั
ในย่านที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อย่าง “ทรงวาด” หรือที่คนยุคก่อนเรียกว่า “ถนนอบเชย” (Cinnamon Road) กลิ่นหอมของสมุนไพรที่คุ้นเคยกำลังถูกตีความใหม่ผ่านเครื่องดื่มที่เราทุกคนรู้จักดีอย่าง “โคล่า” แต่สำหรับ “คุณเพียงพลอย–รุจิยาทร โชคสิริวรรณ อายุ 35 ปี” เจ้าของร้าน oh! vacola หรือ โอ้วา โคล่า เรื่องราวของคราฟต์โคล่าของเธอ ไม่ใช่แค่น้ำอัดลมในอุตสาหกรรมทั่วไป แต่มันคือการเดินทางย้อนกลับไปหาต้นกำเนิดของโคล่าเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วที่มองว่าการดื่มโคล่าเป็นเสมือนการดื่มน้ำสมุนไพร จากแล็บในร้านอะโวคาโด สู่การเฉิดฉายในฐานะ Cola Specialty คุณพลอยคลุกคลีอยู่ในวงการคาเฟ่มานานกว่า 13 ปี โดยเริ่มจากการทำร้าน Oh! Vacoda (โอ้วา คาโด) ซึ่งถือว่าเป็นร้านที่ขาย Avocado Specialty แห่งแรกๆ ในไทย ด้วยความที่เธอเป็นคนชอบทดลองทำให้เธอเปลี่ยนร้านให้กลายเป็น “แล็บ” เพื่อต้มเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งรูทเบียร์ เหล้าบ๊วย และโคล่า จนกระทั่งสูตรโคล่าที่เธอซุ่มพัฒนาและเทสกับลูกค้ามานานถึง 4-5 ปี พอสูตรเริ่มนิ่งและได้รับฟีดแบ็กที่ดี เธอจึงตัดสินใจแยกมันออกมาเป็นร้าน Specialty Cola เต็มตัวที่ย่านทรงวาดเมื่อไม่กี่เดือนที
จากงานอดิเรกของบล็อกเกอร์สาว สู่ธุรกิจหลัก เดือนละ 13 ล้าน! “Penny Linn Designs” ธุรกิจปักเฟรมผ้าใบ จากขายเล็กๆ บนออนไลน์ สู่หน้าร้าน แฟนคลับต่อแถวตั้งแต่ตี 5 ในยุคที่เศรษฐกิจไม่มีความแน่นอน การหารายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำแล้วนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในแต่ละวัน แต่ละเดือน มีค่าใช้จ่ายตามมาอย่างไม่หยุดหย่อน ดังนั้น การหารายได้เสริมจะช่วยทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและมีทางเลือกมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของ คริสต้า เลอเรย์ (Krista LeRay) สาววัย 33 ปี ที่สามารถเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นรายได้หลักที่มั่นคงได้ คริสต้า เลอเรย์ เธอใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงขายผ้าใบปักเข็ม สร้างรายได้ถึง 25,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 875,000 บาท หลังจากเปิดตัว “Penny Linn Designs” เมื่อกันยายนปี 2020 ครั้งแรกดูเหมือนจะไปได้สวย แต่เมื่อมานั่งคิดบัญชีจริงๆ ถึงรู้ว่าผ้าใบเล็ก ประมาณ 4×4 นิ้ว ที่ขายผืนละ 50 ดอลลาร์ ประมาณ 1,675 บาท ต้องใช้เวลาวาดถึง 6 ชั่วโมง ใช้เวลาทำกันอยู่ 4 เดือน กว่าจะเสร็จแต่ละผืน เมื่อหักค่าวัสดุไปกำไรที่ได้ก็ตกแค่ชั่วโมงละ 2 ดอลลาร์ หรือประมาณ 67 บาท “ตอนนั้นคิดเลยว่าแบบนี้ไม่ไหวแ
“ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานไทยๆ ที่หารับประทานได้ทั่วไป แต่จะว่าไป อาจหาเจ้าที่อร่อยจริงๆ ได้ยาก แต่มีอยู่เจ้าหนึ่งที่การันตีความอร่อยและแตกต่าง ด้วยการใช้วัตถุดิบมีคุณภาพ ผ่านกรรมวิธีการทำที่เจ้าของศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมาอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นร้านที่เคยเกิดปรากฏการณ์ลูกค้าต่อคิวซื้อมาแล้ว ร้านที่ว่าคือ “อยู่ ดี มี สุข ข้าวเหนียวมะม่วง” ของ คุณเบสท์–ณัฐธนนท์ สิทธิปัญญพัฒน์ ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการ Haus Ari3 ซอยอารีย์ บริเวณเดียวกับร้านข้าวผัดอเมริกัน Lucky’s Hungry และมีบูธขายที่ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เจ้าตัวเล่าว่า กว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย “ธุรกิจที่บ้านเจอวิกฤตทางการเงิน ผมจึงตัดสินใจเลิกเรียนกลางคัน ทั้งๆ ที่เพิ่งเรียนไปปีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นภาระของที่บ้าน” คุณเบสท์ เกริ่น ก่อนย้อนให้ฟังว่า “ครอบครัวเปิดร้านขายหมูในตลาดคลองเตย เรียกว่ามีฐานะปานกลาง แต่พอปี 2554 ทางบ้านประสบวิกฤตทางการเงิน เพราะพ่อกับแม่ทำการค้าแบบไม่มี Know How เลย ประกอบกับก่อนหน้านั้นมีสถานการณ์ทางการเมืองและน้ำท่วมใหญ่ อีกทั้งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยม
เชฟแมน-สราวุธ เนียนวิฑูรย์ หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาจากเวทีการแข่งขันทำอาหารระดับประเทศอย่าง Iron Chef Thailand หรือ The Next Iron Chef แต่กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ เรื่องราวชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความพยายาม การเรียนรู้ และการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้ง เชฟแมน เป็นลูกชายคนกลางในครอบครัวพี่น้องชายล้วน ปัจจุบันอายุ 45 ปี ธุรกิจครอบครัวเคยเปิดร้านเล็กๆ ขายอาหารเหนือ อยู่ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ก่อนโยกย้ายพากันไปอาศัยภาคอีสาน ทำธุรกิจโรงปลาทูนึ่ง เขาจึงเติบโตและเรียนหนังสือที่ขอนแก่น ก่อนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ในคณะเศรษฐศาสตร์ ที่กรุงเทพฯ หลังสำเร็จการศึกษา เขาอยากมีสกิลด้านภาษาอังกฤษเพิ่ม จึงขอที่บ้านให้ส่งไปเรียนต่อที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เบื้องต้นคิดว่าจะใช้เวลาเพียง 8 เดือน แต่สุดท้ายกลับใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกนานกว่า 7 ปี ที่นั่นเขาทำงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย เริ่มจากการล้างจาน เตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงของทอด เมนูว่างต่างๆ ซึ่งกลายเป็นการเปิดโลกใหม่ ว่า “งานครัว คือ ความมีชีวิตชีวา” จากนั้นเมื่อออสเตรเลีย เปิดรับ Working and Travel Visa รุ่นแรก เขาได้รับโอกาสทำงานและเก็บเงิน พร้อ
ริมถนนพรานนก มีร้านอาหารเล็กๆ ที่ทำกัน 2 คนแม่ลูกอยู่ในครัวหลังบ้าน แต่สามารถคว้ารางวัลระดับ มิชลิน บิบ กูร์มองด์ นั่นคือ LuckySeafood เฮ้ย! ถูกแล้ว ร้านสไตล์บ้านๆ ที่มีเพียง 7 โต๊ะ 30 ที่นั่ง และทุกเมนูจะทำการปรุงจานต่อจาน บรรยากาศร้านอยู่ในพื้นที่บริเวณบ้าน ไม่มีห้องแอร์ ไม่ได้มีพนักงานมากมาย มีเพียง คุณแนน-จรัสลักษณ์ จ่าเมือง และ คุณแม่ลักษมี สุวรรณผดุง ที่ตั้งใจทำร้านนี้ขึ้น เพื่อให้คนที่มาทานได้รับความอร่อยและความใส่ใจเหมือนทานอาหารที่บ้าน จุดเริ่มต้นร้านเล็กๆ 7 โต๊ะ 30 ที่นั่ง คุณแนน เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเองก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานมาหลายอย่างตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเธอก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับมาเติมเต็มความฝันวัยเด็กที่อยากมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง ซึ่ง ณ ตอนนั้นบริเวณถนนเส้นหลักแถวพรานนกที่ได้มีการทำใหม่เสร็จพอดี จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเกิดเป็นร้านลัคกี้ ซีฟู้ด ขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ “พอลาออกจากงานปุ๊บ เราก็ชวนแม่มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ กัน โดยที่ตั้งใจจะทำกันในบ้าน มี 7 โต๊ะ ใช้พื้นที่จอดรถมาเป็นบริเวณที่ให้ลูกค้านั่ง เลยเกิดเป็นร้านนี้ขึ้น” ถึงแม
จากแบรนด์สมูทตี้เพื่อสุขภาพ “Woops Smoothie” ที่เริ่มต้นจากดีลิเวอรีในเพิงหมาแหงน ของ ไอซ์-จักรภัทร มุ่งจิตภิญโญ และ ซันนี่-วีรสรณ์ ลิ้มเจริญ เพียง 1 ปีกว่าธุรกิจของพวกเขาเติบโตไปอีกหนึ่งขั้น ด้วยการต่อยอด “Woops Social Club” คอมมูนิตี้ที่เขาและพาร์ตเนอร์สร้างขึ้นจากความชอบเล่นกีฬา ประกอบกับโปรดักต์สายเฮลตี้ที่แบรนด์ทำขาย ร่วมกับเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรง จึงกลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่น่าติดตาม การสร้างโซเชียลคลับของ Woops Smoothie เริ่มต้นยังไง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับไอซ์และซันนี่ ในบทความนี้ จุดเริ่มต้นของโซเชียลคลับ ซันนี่เล่าให้ฟังว่า พวกเขาทั้งคู่ชอบเล่นกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งแบดมินตัน กอล์ฟ และเทนนิส แต่ด้วยในตอนนั้นยังมองไม่เห็นภาพว่าจะต่อยอดความชอบนี้ไปในแนวทางไหน จึงเริ่มต้นสร้างแบรนด์ในฝั่งสมูทตี้ นั่นคือ Woops Smoothie แต่เมื่อทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นเทรนด์สปอร์ต เทรนด์สุขภาพที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้มีไอเดียสร้างโซเชียลคลับ “ผมเห็นเทรนด์สปอร์ตที่กำลังมาแรง เช่น รันคลับ, Hyrox หรือการที่คนหันมาใช้จ่ายเรื่องสุขภาพมากขึ้น เลย
