Exclusive
ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์ คุณเคยชอบอะไรบางอย่างมากๆ ไหมครับ มากเสียจนอยากหันไปเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่พอหันไปรอบตัวกลับไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟัง แต่ในกรุงเทพฯ มีร้านหนังสือคอมมิคแห่งหนึ่ง หน้าร้านเต็มไปด้วยโปสเตอร์เหล่าซูเปอร์ฮีโร่สะดุดตา เมื่อเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่พบไม่ใช่แค่เพียงชั้นวางหนังสือ แต่คือเจ้าของร้านที่พร้อมพูดคุยกับลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องราว ตัวละคร และสิ่งที่ชอบ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พาไปพูดคุยกับ คุณเก่ง-สรวิชญ์ พระสุจริตวงศ์ เจ้าของ Prime Comic ถึงจุดเริ่มต้นจากความชื่นชอบในหนังสือคอมมิค สู่การต่อยอดเป็นธุรกิจนำเข้าคอมมิคจากต่างประเทศ พร้อมเรื่องราวของการสร้าง Community ที่เปิดพื้นที่ให้คนรักในสิ่งเดียวกันได้มาพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความชอบร่วมกัน จุดเริ่มต้น จากความชอบสู่เจ้าของ Prime Comic “Prime Comic” หนึ่งในร้านหนังสือคอมมิคไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่นำเข้าหนังสือการ์ตูนจากสหรัฐอเมริกามาจำหน่าย สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 7 แสนบาท และยังเป็นหนึ่งในร้านที่พยายามสร้างพื้นที่ให้คนรักคอมมิคได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนความชอบร่วมกัน ซึ่ง Comic (คอมมิค) คือหนังสื
ภาพจำในอดีตของ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” คือภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตาแสวงทำให้ภรรยาใช้ เป็นอุปกรณ์ยืดเส้นคลายเส้น ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย หาซื้อได้ตามงานวัด งาน OTOP หรืองานกาชาด แต่เมื่อ เจ – ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก หลานเขยเข้ามารับช่วงต่อปรับโฉมธุรกิจในรุ่นสาม ทำให้เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มสีสันและลวดลายให้ทันสมัย จนกลายเป็นไอเทมที่หลายบ้านมีติดไว้ใช้งาน โดยในปี 2568 “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” สร้างรายได้ราว 73 ล้านบาท ก่อนขยับขึ้นมาแตะ 100 กว่าล้านบาทในเวลาเพียง 7 เดือนของปี 2569 ทว่า เส้นทางการเติบโตสู่รายได้หลักร้อยล้านไม่ได้เรียบง่ายและสวยหรู เจให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐี” ถึงที่มาของการเข้ามาสานต่อธุรกิจ อุปสรรคที่ต้องเจอ รวมถึงกลยุทธ์ที่ใช้ปรับจนธุรกิจเติบโตมาถึงวันนี้ เป็นรุ่นสามไม่ง่าย เจอสารพัดอุปสรรค เจเปิดบริษัทรับทำการตลาดให้กับแบรนด์เครื่องสำอาง สกินแคร์ และอาหารเสริมมากมาย โดยไม่มีแนวคิดรับช่วงต่อธุรกิจ เพราะมองว่าเป็นงานหนัก สินค้าชิ้นใหญ่ ค่าโลจิสติกส์สูง ปัญหาเยอะ แต่แฟนเอ่ยปากชวนมาช่วยธุรกิจของที่บ้านอยู่เป
จากฟรีแลนซ์สายโปรดักชัน ที่ทำเองทุกอย่างตั้งแต่ครีเอทีฟ ถ่ายทำ และตัดต่อ สู่การผันตัวมาเป็นแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ ที่ขายเพียงชามละ 25 บาท วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณซอมพอ-ปาลิตา ชาลีพจน์ เจ้าของร้าน “ความลับของก๋วยเตี๋ยว” ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เทสต์ดี ในเชียงใหม่ ที่หากใครเคยไถฟีดในติ๊กต็อกอาจจะเคยเห็นคลิปเท่ๆ ที่มีควันก๋วยเตี๋ยวลอยอยู่ ประกอบกับเพลงสุดเพราะที่ช่วยเพิ่มดาเมจความเทสต์ดีของคลิป โดยเป็นร้านที่เกิดจากความชอบและมีการพัฒนาสูตรจนถูกปาก ต่อมาได้สร้างคอนเทนต์สุดครีเอทีฟ ด้วยการตั้งกล้องถ่ายและเซตติ้ง ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ เป็นเหมือนคลับดีเจ ที่เมิกซ์เพลงเทสต์ดี ดึงดูดความน่าสนใจและความต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป จนสามารถสร้างยอดขายพุ่งเกิน 400 ถ้วยต่อวัน จากงานโปรดักชันสู่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ แม้ว่าเธอจะเรียนจบนิเทศศาสตร์ สาขาการแสดง แต่งานที่ทำนั้นจะเกี่ยวกับด้านโปรดักชัน ที่เป็น One Man Production ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ครีเอทีฟ ถ่ายทำ ไปจนถึงตัดต่อ “จุดเริ่มต้นจากอยากเปลี่ยนงาน พอทำงานโปรดักชันมาพักใหญ่ ก็รู้สึกว่าเราคงไม่สามารถทำงานนี้ไปได้ตลอ
จากลูกจ้างชั่วคราว นอนใต้ถุนโรงพยาบาล สู่เจ้าของ “ป้าบุญคาเฟ่” 7 สาขา รายได้ 500 ล้านธุรกิจที่เริ่มจากเงินเก็บก้อนเล็ก ๆ และที่ดินของ “ป้าบุญ” ที่ไม่คิดค่าเช่า.ผ่านวิกฤตโควิดโดยไม่ทิ้งลูกน้อง 500 คน จนวันนี้มีพนักงานกว่า 1,300 คน“ทำธุรกิจแบบบ้าน ๆ ใช้ใจบริหาร” เพราะเชื่อว่าให้ใจกับลูกค้าก่อน แล้วธุรกิจจะเติบโตตามมา.ดูคลิปเต็มได้แล้ว | จุดเริ่มเจ็บ
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังเบอร์ 1 ของไทยอย่าง M-150 เดินหน้าฉลองครบรอบ 135 ปี พร้อมเปิดฐานการผลิตหลักที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชูแนวคิด “System Behind the Growth” ตอกย้ำกลยุทธ์เบื้องหลังการเติบโตที่ผสานการผลิต ซัพพลายเชน เทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน ยืนยันเป้าหมายรายได้ปีนี้ยังอยู่ในระดับ Mid-Single Digit หากไม่มีสถานการณ์สงครามรุนแรงเพิ่มเติมในช่วง 4 เดือนที่เหลือ พอร์ตโฟลิโอ 3 กลุ่มหลัก เครื่องดื่มยังเป็นเสาหลักรายได้ 80% ปัจจุบันโอสถสภาแบ่งพอร์ตผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม (M-150, ลิโพ, ซี-วิท, คาลพิส แลคโตะ, เปปทีน, โสมอินซัม, ฉลามขาว, เอ็ม-สปอร์ต, วันเดย์ วิตามิน, แฮงค์สเตอร์) กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (เบบี้มายด์, ทเวลฟ์ พลัส, เอ็กซิท) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอม (โอลตี้, แบนเนอร์, ตรากิเลน) โดยกลุ่มเครื่องดื่มยังคงครองสัดส่วนรายได้ราว 80% ของทั้งบริษัท และสินค้าหลักภายใต้แบรนด์ M-150 ยังคงเป็น Core Product ที่บริษัทให้น้ำหนักการต่อยอดนวัตกรรมใหม่มากที่สุด ด้านสัดส่วนรายได้ในประเทศ
เราอาจคุ้นเคยกับ “ใบเตย” วัตถุดิบคู่ครัวไทยที่มักถูกนำมาใช้ปรุงขนมหวานหลากหลายชนิด แต่รู้หรือไม่ว่า ใบเตยสีเขียว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สามารถนำมาต่อยอดได้มากกว่านั้น เมื่อ ปิ่น – จินดาภัทร สินธวัชต์ และ โบว์ – พิมพ์ลดา นามพิชญ์ธนสิน สองสาวผู้หลงรักใบเตย นำวัตถุดิบใกล้ตัวมาพัฒนาเป็นเมนูใหม่ จากวัตถุดิบขนมไทยบ้านๆ สู่คาเฟ่ใบเตยสเปเชียลตี้ “Panland Cafe” หรือออกเสียงแบบไทยๆ ว่า “แป้นแล้น” ขายเมนูใบเตยโมเดิร์น อย่าง Pure Pandan Matcha (มัทฉะใบเตย), Pandan Genmai Latte (นมใบเตยหอมข้าวคั่ว) หรือ Pandan Jasmine (ชามะลิใบเตย) และอีกมากมาย และเป็นได้มากกว่าเครื่องดื่ม คือ น้ำหอม โดยโบว์และปิ่นเล่าที่มาของการพัฒนาใบเตย พร้อมพาไปรู้จัก แป้นแล้น คาเฟ่ให้มากขึ้น จุดเริ่มต้น แป้นแล้น คาเฟ่ ปิ่นเรียนจบนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอทำงานหลากหลายด้าน ทั้ง Legal Consultant ให้บริษัท Law firm, Business Development ให้กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียมากมาย ทั้ง Shopee, LINE และ TikTok และ Marketing & Partnership ให้กับศิลปินทั้งในค่ายเพลงและศิลปินอิสระ ส่วน
ทุกคนจะเสียชีวิตในห้องผู้ป่วยแบบเงียบๆ เหงาๆ เข็นออกไปอย่างเงียบงัน ในขณะที่ญาติของเขาในวันนั้นจำโมเมนต์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ Painpoint แรกที่ “อัครพล เอื้ออารักษ์” ได้สัมผัสในวันสูญเสียคนใกล้ตัว นำมาสู่การก่อตั้งโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครก็ตามที่เคยเดินเข้าไปในโรงพยาบาลในวันที่คนใกล้ตัวกำลังจะจากไป และมันคือภาพที่ “อัครพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเผชิญมาด้วยตัวเอง ในวันที่ต้องสูญเสียคนใกล้ตัวไป เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ค้างคาใจ นั่นคือโรงพยาบาลทั่วไปยังให้ความสำคัญกับการรักษาเป็นหลัก แต่กลับไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการดูแลความรู้สึกของผู้ป่วยในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คนไข้จำนวนไม่น้อยจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครถามว่า พวกเขาอยากใช้วันเวลาสุดท้ายแบบไหน คำถามที่ค้างคาในใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะอัครพลคลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลมาเกือบ 20 ปี ในฐานะผู้บริหารธุรกิจด้านการออกแบบและก่อสร้างสถานพยาบาล เขาเห็นโรงพยาบาลมาตั้งแต่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า เห็นการวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการจั
ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยที่ซบเซาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องความปลอดภัย หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกไปประเทศอื่นแทน แม้แต่โชว์ระดับตำนานของเมืองพัทยาอย่าง “ทิฟฟานี่โชว์” (Tiffany’s Show) ก็ไม่อาจรอดพ้นแรงกระเพื่อมนี้ไปได้ เราได้พูดคุยกับผู้บริหารของทิฟฟานี่โชว์ ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พร้อมมุมมองว่าธุรกิจนี้ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอด ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทิฟฟานี่โชว์เคยพึ่งพา “กรุ๊ปทัวร์” เป็นหลัก เหมือนธุรกิจท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดปัญหากับเอเย่นต์ทัวร์ขึ้นมา ธุรกิจจะรับมืออย่างไร ในเมื่อชะตากรรมทั้งหมดผูกติดอยู่กับคนกลาง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทิฟฟานี่โชว์เริ่มมองไปที่โมเดลการท่องเที่ยวต่างประเทศ และพบว่าคุณค่าที่แท้จริงของโชว์คือความไม่เหมือนใครในโลก และการผลิตโชว์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ทั้งหมด หันไปจับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Traveler
จากร้านขายปืนที่เปิดมานาน 30 – 40 ปี สู่ร้านขนมปัง “Mommy’s Magic BKK” เมื่อไม่สามารถนำเข้าปืนได้ รุ่นลูกจึงปรับพื้นที่เดิมให้กลายเป็นร้านเบเกอรี่ที่สร้างกิมมิก “คนขายปืนมาขายขนมปัง” ขณะเดียวกันก็ให้พนักงานร้านปืนได้ฝึกทำขนมและมีงานทำต่อ วินนี่ – วิลาสินี กรรณิกา วัย 30 ปี เล่าที่มาของการเปลี่ยนร้านปืนเป็นร้านขนมปัง พร้อมพาไปรู้จัก “ซาวร์โดว์ซีอิ๊ว” เมนูคอลแลปกับโรงซีอิ๊ว จังหวัดยะลา จุดเริ่มร้านปืนสู่ร้านปัง Mommy’s Magic BKK คือร้านขนมปังในร้านขายปืน ตั้งอยู่บนถนนอุณากรรณ ย่านวังบูรพา ชื่อว่า “ปืนสุชาติและเพื่อน” ธุรกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ยาวนาน 30 – 40 ปี จนเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถนำเข้าปืนได้ รุ่นลูกจึงหันมาเปิดโรงเรียนสอนทำขนมปังแถวโลตัสพระราม 4 สอนเบเกอรี่หลากหลาย ทั้ง เค้ก ชิโอะปัง ซาวร์โดว์ เป็นต้น พร้อมเปลี่ยนร้านปืนเป็นร้านขนมปังได้ปีกว่า โดย 3 คนพี่น้องช่วยกันดูแล คือ วันวิสา ตั้งมนสิการกุล ดูแลการเงินและบัญชี, วารินทร บุณยะชัย พัฒนาสูตร และวินนี่ ดูภาพรวมและการตลาดทั้งหมด วินนี่แชร์ให้ฟังว่า “โลเคชันร้านปืนดีมาก ใกล้รถไฟใ
“เราเชื่อว่าการจดรายรับรายจ่ายควรเข้าถึงได้ทุกคน” นี่คือหมุดหมายสำคัญของ คุณกรีน-วริศ กสิตานนท์ Co-Founder & CEO ของ “ป้านวล” แชตบอตบันทึกรายรับ-รายจ่ายบน Line ที่กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนด้านการจัดการเงินของคนไทย ปัจจุบันมียอดผู้ใช้ทะลุ 5 แสนคน จุดเริ่มต้นจากปัญหาจริง คุณกรีนเล่าย้อนกลับไปในวันที่เขายังโลดแล่นอยู่ในวงการ Tech และสินทรัพย์ดิจิทัล ที่แม้ว่ารายได้จะเติบโตอย่างรวดเร็วจนทะลุหลักแสนบาท แต่กลับมีจุดสะกิดใจสำคัญที่ทำให้ต้องหยุดคิด “เราเงินเดือนหลักแสน แต่กลับรู้สึกว่ายังไม่ได้สะสมหรือยังไม่ได้จริงจังกับการบริหารเงินเลย ทั้งๆ ที่ก็ทำงานอยู่ในฝั่งลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล” วิธีแก้ปัญหาที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุดคือ “ต้องรู้ก่อนว่าใช้อะไรไปบ้าง” เขาพยายามดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบริหารการเงินสารพัดที่มีในตลาด แต่กลับใช้ได้ไม่เคยเกินสัปดาห์ เพราะรู้สึกยังไม่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ในเมื่อแอปในตลาดไม่ตอบโจทย์ คุณกรีนจึงตัดสินใจลองเขียนแชตบอตขึ้นมาเอง โดยนำ AI มาเชื่อมต่อกับ LINE OA แพลตฟอร์มที่ทุกคนใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน “ชีวิตเรายุ่ง แล้วการใช้แอปมันไม่ได้ตอบโจทย์พฤติกรรม หรือว่า
