Exclusive
ในยุคที่รายได้ทางเดียวไม่พออีกต่อไป ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจของประเทศ คนรุ่นใหม่จึงมองหาวิธีสร้าง “รายได้เสริม” ที่ไม่ต้องลงแรงทุกวันให้เหนื่อย และยังได้ Passive Income เป็นเสือนอนกินมีเงินเข้าแม้ยามที่คุณหลับ และหนึ่งในเทรนด์ธุรกิจที่กำลังมาแรงในปีนี้คือ “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ” ที่ตอบโจทย์การลงทุนในหลายมิติ ช่วยให้แบรนด์โดดเด่น เป็นที่พบเห็นในวงกว้าง และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์มี “ช่องทางธุรกิจใหม่” มาฝาก จากรายงานแนวโน้มผู้บริโภคพบว่า คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติมากขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งห้างฯ โรงพยาบาล คอนโด และสถานีรถไฟฟ้า ด้วยพฤติกรรมที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว เน้นง่ายทันใจ(ข้อมูลอ้างอิงจาก Full Plan) ซึ่งปัจจุบันมีตู้ขายสินค้าอัตโนมัติในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่ตู้ขายขนมหรือเครื่องดื่ม เช่น ธุรกิจตู้ขายสินค้าอัตโนมัติกลายเป็น “ช่องทาง” สร้างรายได้ให้เติบโตแบบที่ไม่ต้องมีหน้าร้านไม่ต้องจ้างพนักงานเฝ้า และเปิดขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง “INBOX” เป็นหนึ่งในบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Vending Machine
“ส้มตำเปลี่ยนชีวิต” อดีตพ่อค้าตลาดนัด เบนเข็มสู่ความสำเร็จ ไลฟ์สดขายส้มตำ สร้างยอดขาย 3 หมื่นบาทต่อวัน “ลูกค้าเยอะจนท้อ” คำพูดจากพ่อค้าส้มตำที่บอกกับเรา ทันทีที่ได้ยินคำนี้จึงมานั่งคิดว่า ต้องเยอะขนาดไหนกัน ทำไมถึงไม่ดีใจที่ลูกค้าเยอะ แต่เมื่อได้ฟังเขาทั้งคู่อธิบาย เลยทำให้เข้าใจ และรู้ว่า นี่คือร้านส้มตำตัวอย่างอีกร้าน วันนี้จะมาพูดถึงร้านส้มตำที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าดังเลยคือ ร้านราชบุรีส้มตำ ล้านแตก แค่ชื่อร้านก็พอจะเดาได้แล้วว่าขายที่ไหน ร้านตั้งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี เป็นร้านที่เริ่มต้นมาจากสิ่งใกล้ตัวที่ถูกมองข้ามไปของคุณอ้น อินธิราช อายุ 29 ปี และ อาจารย์อิฐ-ศักดิ์สิทธิ์ วงศ์เปีย อายุ 35 ปี โควิดมาเยือน คุณอ้นเคยทำอาชีพเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร ส่วนทางด้านของคุณอิฐก็เป็นอาจารย์ประจำสอนเกี่ยวกับการตลาดอยู่ที่สถาบันแห่งหนึ่ง คุณอ้น เผยว่า ในตอนแรกไม่ได้มีความคิดเลยสักนิดที่จะมาเปิดร้านส้มตำ แต่พอมาเจอกับโควิดที่มาใหม่ๆ ทำให้ต้องหยุดจากอาชีพพนักงานเสิร์ฟอาหาร และว่างงานอยู่ประมาณ 1 เดือน ในช่วงที่ว่างงานตอนนั้น ทำให้เขานั่งคิดกับตัวเองว่า “เราจะทำอะไรดีนะ” ทั้งคู่ก็มานั่งคิด
คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหารไทย ในเครือ “นารา” กรุณาสละเวลามานั่งพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง เมื่อวันก่อน โดยตอนหนึ่งของบทสนทนา ช่วงย้อนไปราว 20 ปี ตอนเริ่มต้นเปิดร้านอาหารนารา ในโรงแรมเอาราวัณ ย่านราชประสงค์ มีกระแส “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ในทำนองเป็นร้านอาหารมีเมนูเด่น เป็น “ก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซ” นั้น คุณยีนถึงกับยิ้มกว้าง ก่อนออกตัวเบาๆ “อย่าเรียกว่า ไฮโซ เลยค่ะ เรียกว่าเป็นการนำก๋วยเตี๋ยวเรือที่หลายคนอยากจะไปทาน แต่ค่อนข้างยากลำบากนิดหนึ่ง ที่ต้องไปข้างคลองนั่งร้อนๆ เราเลยนำขึ้นมาทานในห้าง ให้นั่งสบาย และรสชาติยังเป็นออริจินอล” “จริงๆ นารา เป็นการเจริญเติบโตแบบ ปากต่อปาก เราแทบจะไม่ทำมาร์เก็ตติ้งกันเลย เริ่มต้นอาจจะเป็นจากคน Local คนไทยที่เป็นเพื่อนๆ ญาติๆ เริ่มทานกันก่อน แล้วค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไป ซึ่งทุกคนก็มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ เป็นปากต่อปาก ประกอบกับเราอยู่ใกล้โรงแรม จะมีคนที่พักอยู่ในโรงแรมเอราวัณ เดินผ่านเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าบ้าง ไปเซ็นทรัลเวิลด์บ้าง ก็จะผ่านร้านเรา” คุณยีน บอกมาอย่างนั้น และเมื่อนับจากวันนั้น พัฒนา
จากซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ Mad Unicorn (2025) ที่เพิ่งสตรีมบน Netflix ไปได้เพียง 1 วัน แต่สามารถปลุกกระแสความนิยมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนำแสดงโดย ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ ดาราหนุ่มมากฝีมือ กับบทบาท อดีตเด็กแว้นที่อยากปั้นสตาร์ตอัป ‘ขนส่ง’ ขึ้นมาโค่น ‘เจ้าสัวใหญ่’ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตาร์ตอัปยูนิคอร์นหมื่นล้านตัวแรกของไทย นั่นคือ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) และวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ ‘คมสันต์ แซ่ลี’ ผู้ก่อตั้ง แฟลช เอ็กซ์เพรส ที่ขึ้นเป็นซีอีโอตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ให้มากขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ซีอีโอวัย 30 ปี ให้สัมภาษณ์กับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ว่า เติบโตมาในครอบครัวค้าขาย มีพี่น้อง 3 คน ตัวเขาเป็นลูกชายคนโต บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดเชียงราย แต่ไปเรียนต่อที่จังหวัดลำปาง จนจบปริญญาตรี ในสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จากนั้นย้ายไปทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเล่าต่อว่า เคยทำธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่จังหวัดลำปาง โดยเปิดร้านขายของอยู่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เน้นขายของให้กลุ่มนักศึกษาจีนที่มาเรียนในโครงการแลกเปลี่ยน เพราะเห็นว่านักศึกษาจีนกิ
จากคาแร็กเตอร์สนุก สดใส และจริงใจบนโลกออนไลน์ของ 4 สาวตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่อย่าง ‘ก้อย-นัตตี้-ดรีม’ สู่บทบาทใหม่ในฐานะเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง ร่วมกับ ทราย–ชนิกานต์ วัลลภศิริ หญิงเก่งผู้เป็นกำลังสำคัญที่ร่วมกันก่อตั้ง Bitch With Brain หรือ BWB แบรนด์บิวตี้สัญชาติไทยที่น่าจับตามอง ด้วยแนวคิดที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความงาม แต่ตั้งใจสร้างนิยามใหม่ให้ผู้หญิงกล้าสวยในแบบของตัวเอง พร้อมครีเอตหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจสาวไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นบลัชฉ่ำคุมมันที่มีหลายเฉดสำหรับทุกสีผิว และสกินทินต์สำหรับวันเร่งรีบ ที่ช่วยให้การแต่งหน้าเป็นเรื่องง่าย กลายเป็นสินค้าฮอตฮิตติดตลาดชิ้นแล้วชิ้นเล่า หลังเปิดตัวแบรนด์เป็นครั้งแรกที่ลาซาด้าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา Bitch With Brain เติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น และเป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดนิยมของสาวไทยสอดคล้องกับกระแส T-Beauty ที่กำลังมาแรง แต่พวกเธอมองภาพความสำเร็จของแบรนด์ที่ไกลกว่าการทำ “แบรนด์ของดารา” Bitch With Brain สร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เฉลิมฉลองความเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ โดยเชื่อในความสวยที่หลากหลายและเคารพในทุกความแตกต่าง จุดยืนของพวกเธอสะท้อ
เรื่องราวของ “พริกแกงไทย “ ยังมีอีกหลากหลายประเด็น อย่าง น้ำพริกแกงคั่ว นอกจากจะนำไปทำ แกงคั่ว แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ยำพริกแกง หมก นึ่ง ปิ้ง ทอด เป็นน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะก็ยังได้ แล้ว ยังเอาไปทำน้ำยำอีก มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ยำทวาย” หรือ “ยำแดง” เพราะน้ำยำสีแดงเหมือนแกงเผ็ด ยำนี้ สืบเชื้อสายมาจากเมืองทวาย มาพร้อมกับคนทวายสมัยศึกสงคราม เป็นการเอาพริกแกงมาผัดกับกะทิใส่ปลาป่น กุ้งแห้งป่น แล้วปรุงรสให้เปรี้ยวนำด้วยน้ำมะขามเปียก เค็ม หวานตาม ซึ่งต่างจากอาหารอื่นๆ ที่ปรุงรสเค็มนำ ยำทวาย นั้น กินกับผักต้ม เช่น หัวปลี ถั่วงอก กะหล่ำ ถั่วฝักยาว มะเขือยาว ไก่ฉีก โรยด้วยงาคั่ว หัวกะทิ หอมเจียว บางคนตั้งชื่อให้ว่า “ยำคนแก่” เพราะเวลากินผักต้มไม่ต้องใช้ฟัน ผักมันนิ่มแล้ว ทีนี้ พริกแกงคั่ว เอามาเพิ่มเครื่องเทศคั่ว เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า ได้เป็น “พริกแกงแดง” มีความหอมมากขึ้น มักแกงกับหมู ไก่ โรยใบโหระพาให้ความหอมผักสดไปเข้าคู่กับความหอมเครื่องเทศ ถ้าเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่าง เพิ่ม “เปราะหอม” เป็นหัวสมุนไพรตากแห้งกลิ่นแบบยาจีน อยากให้แกงหอมมากขึ้นเพิ่ม ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ซึ่งก็คือ รกหุ้มเมล็ด กับเมล็ดตากแห้งของลูกจันทน
อาชีพที่ 2 ของคุณครู ใช้วันหยุดเปิดร้านกาแฟ บนเวสป้าคู่ใจ เริ่มต้นด้วยงบไม่เกินหมื่น ขายได้พีกสุดวันละ 80 แก้ว เพราะงาน คือ เงิน เพราะเงิน คือปัจจัยส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการดำรงชีพ หลายต่อหลายคน เฟ้นหาอาชีพที่ใช่ งานที่ชอบ งานที่ตอบโจทย์กับชีวิต ความรู้สึก รวมไปถึงความสุขในทุกๆ ครั้งที่ได้ลืมตาตื่น ลุกขึ้นจากเตียงนุ่มๆ แล้วไปทำงานทุกวัน คุณเบ้น-ภาณุเดช บุญญิกา อายุ 31 ปี อาชีพประจำที่ทำอยู่ในตอนนี้คือ “ครูสอนดนตรีสากล” ส่วนอาชีพเสริมในวันหยุด วางมือจากกีตาร์ กลอง เบส แล้วมาจับเครื่องชงกาแฟ เปิดร้านที่ชื่อว่า Slow’s Coffee เริ่มจากชอบซื้ออุปกรณ์ ก่อนต่อยอดเป็นอาชีพเสริม ปกติเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว และอีกอย่างเลยที่ชอบ คือการไปท่องเที่ยวสไตล์แคมป์ เลยมักจะหาซื้ออุปกรณ์ในการทำกาแฟอยู่บ่อยๆ พอซื้อไปเรื่อยๆ เริ่มเยอะขึ้น เลยคิดว่าอยากจะนำอุปกรณ์เหล่านี้มาสร้างอาชีพเสริมให้เราได้ เมื่อประมาณปี 2565 ยังเป็นช่วงโควิด-19 กำลังระบาด ในตอนนั้นอาชีพประจำที่ทำคือการเป็นครู ทางภาครัฐมีนโยบายออกมาว่าให้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ จึงทำให้พอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง เลยตัดสินใจเปิดขายกาแ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘แบรนด์ไทย’ กำลังได้รับความนิยม อย่างในกลุ่มเครื่องสำอาง มีหลากหลายแบรนด์ไทยโดดเด่นขึ้นมาในตลาด หนึ่งในนั้นคือ ‘RAN Cosmetic’ (รัน คอสเมติก) เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ภายใต้ บริษัท ลอง 88 จำกัด ซึ่งเกิดขึ้นจากความชอบส่วนตัวของสองพี่น้อง คุณเป้-ปิยาพร พิสิฐวุฒินันท์ และ ขวัญ-พิจารณา รุมรัตนะ สู่การสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความงามคนไทยในราคาจับต้องได้ โดยใช้เวลาพัฒนาสูตรนานหลายปี กว่าจะออกผลิตภัณฑ์แรก และยึดหลักการเดียวเสมอมา คือ ใช้ได้จริง เห็นผลจริง กับทุกสภาพผิว คุณขวัญและคุณเป้ เป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงาม และรักการแต่งหน้าด้วยกันทั้งคู่ จึงได้ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ RAN Cosmetic ขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อน หรือประมาณปี 2559 ด้วยเป้าหมายพัฒนาเครื่องสำอางคุณภาพสูงในราคาที่คนไทยเข้าถึงได้ แบรนด์นี้เติบโตจากกลุ่มช่างแต่งหน้ามืออาชีพในไทย ที่ทดลองใช้และรีวิวต่อแบบปากต่อปาก จนกลายเป็นกระแสนิยมในวงการความงาม ไม่เพียงในไทย แต่ยังขยายอิทธิพลไปยังต่างประเทศ ทั้ง อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Influencer และ Make-up Artist ที่ยกให้เป็นแบรนด์ที่ห้ามพลาด โด
เคยเจ๊ง แต่โลกไม่แตก ตั้งหลักใหม่ จนได้ “แฟรนไชส์ไก่ทอด 120 สาขา” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ เป็นหนุ่มวิศวะจุฬาฯ เคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานใหญ่แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเคยถูกส่งไปศึกษาต่อที่ไต้หวันและญี่ปุ่น ถึง 2 ปี ต่อมาแต่งงานมีครอบครัว เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางไปทำงานประจำ เลยหันมาทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น แต่ผลลัพธ์ ไม่ดีอย่างที่หวัง “ด้วยความที่ว่าเราเปลี่ยนสายงาน ออกมาทำในสิ่งที่ไม่มีข้อมูล ไม่ได้ศึกษามาก่อน ไม่มีประสบการณ์ ตอนนั้นธุรกิจเลยไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่” คุณณัฐวุฒิ เนื่องสิกขาเพียร เจ้าของกิจการ แฟรนไชส์โทริมารุ คาราอาเกะ เล่าเสียงเศร้าเล็กน้อย ก่อนเผยประสบการณ์ “ตอนล้ม” ให้ฟัง ด้วยแววตาหม่น “ตอนนั้นเฟลสุดๆ เงินไม่เข้าเลย แล้วก็ใช้เงินทุนลดไปเรื่อยๆ ผมอยู่ในสภาพเหมือนคิดไม่ตก ไปคิดวนอยู่แค่จุดเดียว แบบทำไมร้านขายไม่ดี พรุ่งนี้จะไม่มีเงิน เดี๋ยวจบเดือนแล้วจะติดลบเท่านั้น เท่านี้ ตอนนั้นคิดวนอย่างนั้นอยู่ในอ่าง เหมือนโลกจะแตก” แต่เมื่อตัดสินใจเดินหน้าลาออกจากงานประจำมาเป็นผู้ประกอบการเต็มตัวแล้ว เขาจึงไม่ยอมแพ้ เพราะได้กำลังใจของครอบครัว เพื่อน และคนรอ
จาก 1 โต๊ะ สู่ 18 โต๊ะ “อาม่งหม่าล่า” ทำอย่างไรให้ยอดขายโต 35% ในช่วงที่ตลาดหม่าล่าซบเซา? จากความหลงใหลในรสชาติหม่าล่าต้นตำรับ สู่ร้านอาหารที่ครองใจคนไทย “อาม่งหม่าล่า” ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางของ คุณทอฝัน บัวคอม อายุ 35 ปี เจ้าของร้าน อาม่งหม่าล่า หญิงสาวที่บินลัดฟ้าสู่ประเทศจีน เพื่อตามหารสชาติที่ใช่ และนำมันกลับมาสร้างสรรค์เป็นหม่าล่าสไตล์โฮมเมดที่ทุกคนต้องหลงรัก ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตในจีน ทำให้เธอได้เรียนรู้เคล็ดลับการกินหม่าล่าแบบต้นตำรับ และนำมาปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย จนเกิดเป็น ‘อาม่งหม่าล่า’ ร้านอาหารที่เสิร์ฟความอร่อยแบบไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นน้ำซุปที่เข้มข้น วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี หรือบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ อาม่งหม่าล่า กลายเป็นร้านหม่าล่าในดวงใจของใครหลายๆ คน บทความนี้จะพาคุณไปสัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ ไปจนถึงเคล็ดลับความอร่อยที่คุณอาจไม่เคยรู้ จนถึงขั้นที่จะอยากมาลองด้วยตัวเอง สักครั้ง ออกจากงานประจำ ทำอาม่งหม่าล่า ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานประจำ ทำมาหลายอาชี
