Exclusive
ย้อนไปราวปลายปี 2566 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ 11 ด้าน โดยหนึ่งในนั้นได้มอบหมายให้ นายชุมพล แจ้งไพร หรือ “เชฟชุมพล” คนดังแห่งวงการอาหารไทย เป็นประธานอนุกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านอาหาร ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำนโยบายและแผน พร้อมทั้งแนวทางและมาตรการในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาหาร ผ่านไปเกือบ 2 ปี การทำหน้าที่ของอนุกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านอาหาร ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติไปถึงไหน ระหว่างทางต้องเจอกับปัญหาอุปสรรคอะไร และอีกไกลแค่ไหนจะถึงเป้าหมาย วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ชวนมาหาคำตอบ “เป้าหมายของการขับเคลื่อน Soft Power อาหารไทย แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่หนึ่ง พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์ สอง พัฒนาธุรกิจ และ สาม พัฒนาการตลาด” เชฟชุมพล เกริ่นอย่างนั้น ก่อนขยายความให้ฟัง การพัฒนาคน คือคนที่ทำอาหารไทย หากจะเป็นมืออาชีพ นอกจากทำอาหารเป็นแล้วต้องบริหารเป็นด้วย ซึ่งประเด็นจะทำอย่างไรให้พวกเ
หยิบขยะมาสร้างรายได้! หนุ่มวัย 15 จุดประกายงานเสริม ซ่อมคอมพ์มือสอง บริจาคไปแล้วกว่า 3,000 เครื่อง ให้คนเข้าถึงการศึกษา มีงานทำ ไดแลน ซาจัค วัย 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จาก Babson College เขาได้เล่าย้อนไปเมื่อตอน 15 ปี เขามีอาชีพเสริมคือการซื้อของมือสองและซ่อมคอมพิวเตอร์ งานเสริมนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรขึ้น ชื่อว่า ‘Computers 4 People’ ซึ่งจะจัดหาคอมพิวเตอร์ที่ทำการซ่อมแซมแล้วให้กับผู้ที่ต้องการใช้ จุดเริ่มต้นงานเสริม เขาเล่าว่า เริ่มด้วยการไปร้านขายของมือสองแถวบรูกลิน นิวยอร์ก กับเพื่อนสมัยมัธยมปลาย ตอนนั้นเป็นแค่งานอดิเรกสนุกๆ “เราจะนั่งรถไฟจากโฮโบเกน แล้วสเกตบอร์ดไปตามร้านขายของมือสองทีละร้าน โดยเราจะไปถึง 3 ร้าน หรือมากกว่านั้นภายในวันเดียว” โดยเมื่อไปถึงร้าน จะทำการค้นหาของมีค่าที่ซ่อนอยู่ในกองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าๆ เมื่อเจอของมีค่า ก็จะทำการต่อรองราคาอย่างหนัก เพื่อให้ได้ของดีมา “บางวันเราซื้อคอมพิวเตอร์เยอะมากจนต้องกองมันไว้บนสเกตบอร์ดแล้วเข็นกลับบ้าน” เมื่อได้คอมพิวเตอร์มาแล้ว ก็จะทำความสะอาด ซ่อมแซม และขายต่อบน Facebook Marketplace หรือ eBay และ
“เราตั้งใจว่าจะเอาทักษะการแสดง กับทักษะภาษาจีนมาสร้างเป็นอาชีพให้ได้” จากเด็กนิเทศฯ ที่รักในการแสดงและมีทักษะความรู้ด้านภาษาจีนเป็นทุนเดิม ทำให้เขานำมาต่อยอดจนกลายเป็นเหล่าซือที่สอนภาษาจีนผ่านคาแร็กเตอร์สนุกสนานและผ่อนคลาย ใช้ความถนัดมาสร้างตัวตนจนทำให้สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน ปันปัน-ชนินทร พิทักษ์วรรัตน์ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ปันปันเหล่าซือ” เจ้าของเพจ Attentionchinese ที่มีผู้ติดตามหลักแสน และเคยเป็นโค้ชฝึกสอนภาษาจีนให้กับศิลปินชื่อดังมากมาย เช่น บิวกิ้น-พีพี, พี่แหม่ม แคทลียา และล่าสุดกับ ‘ไอซ์ซึ’ ในซีรีส์สงครามส่งด่วน ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน จากนักเรียนแลกเปลี่ยน สู่เหล่าซือชื่อดัง ปันปันเหล่าซือเป็นลูกหลานคนจีนเลยได้เรียนภาษาจีนตั้งแต่เด็กๆ และตอนมัธยมมีโอกาสไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีน ในโครงการ AFS อยู่กับ Host Family คนจีน เป็นเวลา 1 ปีการศึกษา “ตอนนั้นปันแทบจะไม่มีเวลาได้ไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนจีนเลย เพราะความที่เป็นเด็ก ม.ปลาย แล้วสถานการณ์บังคับให้ต้องตั้งใจเรียน ทุกคนจะเคร่งกันมากๆ เพราะตารางเรียนเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า จะมีเวลาคุยกับเพื่อนแค
ร้านอาหารริมทาง เปิดขายกันข้างถนน ที่หลายคนใช้ศัพท์เท่ๆ เรียกรวมว่า “สตรีตฟู้ด” ดูเหมือนจะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย นักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างใฝ่ฝันมาลิ้มลองกันสักครั้ง แต่เบื้องหลังความเอร็ดอร่อยอันหลากหลาย ตามทำเลสำคัญในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของไทย ดูยังมีปัญหาในด้านการจัดการ หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น การตั้งร้านรุกล้ำพื้นที่จราจร การจัดการกับเศษขยะไม่เป็นที่เป็นทาง และการทิ้งสิ่งปฏิกูลจากการทำอาหารลงท่อระบายน้ำ “การจัดการไขมันของร้านสตรีตฟู้ด พบว่า พวกเขามีการจัดการขยะ แยกเศษอาหารก็จริง แต่ถ้าให้ดีกว่านั้น ต้องแยกน้ำมันด้วย เพราะว่ามีกฎหมายระบุชัดมีโทษปรับถึง 5 หมื่น ถ้าการเทน้ำเสียเทลงท่อไม่มีการกรองไขมันออกก่อน เลยคิดว่าถ้าทำตัวที่เป็นตัวกรองไขมันออกก่อนแล้วสามารถไปใช้ได้กับรถเข็นของพวกเขา น่าจะดี” คือ คำอธิบายจุดเริ่มแนวคิดการออกแบบ “ตัวโดนเท” อุปกรณ์ดักไขมันสำหรับร้านอาหารริมทาง ซึ่งสถาปนิกหนุ่มอย่าง คุณชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ พยายามใช้วิชาชีพของเขาเข้ามาช่วยแก้ปัญหา นอกจากนั้นแล้วยังเผยให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ทราบด้วยว่า เขากำลังช่วยพัฒนา “ตัวโดนเท” ผลงานออกแบบขอ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ ในโลกของภาพยนตร์ Thunder Express ไม่มีคำว่า “แฟรนไชส์” ปรากฏอยู่ในบท ไม่มีโลโก้ร้าน ไม่มีการเซ็นสัญญาสิทธิการใช้แบรนด์ แต่สิ่งที่ชัดเจนกลับเป็นภาพของคนตัวเล็กที่ต้องวิ่งให้ทันระบบใหญ่ คนที่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่โลจิสติกส์ คนที่ถูกใช้เพื่อส่ง แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองคือ “ส่วนหนึ่งขององค์กร” หรือแค่ “ฟันเฟืองที่เปลี่ยนได้” และนั่นเองที่ทำให้ Thunder Express ไม่ได้สะท้อนโลกแฟรนไชส์ด้วยคำพูด แต่มันสะท้อนด้วย “โครงสร้าง” ที่บอกว่า ในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว การขยายสาขา และการกระจายบริการ คนตัวเล็กในระบบแฟรนไชส์ กำลังเผชิญกับคำถามเดียวกัน Flash Express เคยเป็นผู้สร้างแรงกระเพื่อม ตั้งแต่วันที่ให้ใครก็ได้เปิด “Flash Home” ด้วยเงินเริ่มต้นไม่ถึงหมื่น โมเดลที่เคยถูกมองว่าเปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงระบบขนส่งได้อย่างเสมอภาค กลายเป็นทางลัดให้คนตัวเล็กเข้าร่วมกับแบรนด์ใหญ่ในระบบแฟรนไชส์ ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีภาระมากมาย แค่เปิดจุดส่ง รับรายได้จากยอดพัสดุ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่า โมเดลนั้นอาจจะดีเกินไปบนกระดาษ เพราะในโลกจริง ความไม่แน่นอนของยอดส่ง การขา
จากวุ้นโฮมเมดของแม่ ที่วางขายหน้าร้านขายยาของพ่อ ในย่านบางแค เพื่อหารายได้เสริมให้ครอบครัว หลังเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 แต่ใครจะคิดว่าร้านขนมเล็กๆ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘คุณเก๋ขนมหวาน’ แบรนด์ขนมไทยที่เติบโต จนก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดขนมไทยพร้อมทานอันดับ 1 ใน เซเว่น อีเลฟเว่น ด้วยกำลังการผลิต 120,000 ชิ้นต่อวัน และสร้างยอดขายกว่า 100 ล้านชิ้นต่อปี จากร้านเล็กๆ สู่เชลฟ์ร้านสะดวกซื้อ คุณกัน-มนสวรรณ ศรัณย์เวชกุล CEO บริษัท คุณเก๋ขนมหวาน จำกัด ทายาทรุ่น 2 เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนแม่ของเธอเปิดร้านวุ้นคุณเก๋ ที่ตั้งตามชื่อพี่สาวคนโต โดยเริ่มต้นขายเป็นอาชีพเสริม ทั้งวุ้นเป็ด วุ้นมะพร้าวน้ำหอม วุ้นแฟนซี และอีกมากมาย ที่หน้าร้านขายยา ณ ตอนนั้น ขายออร์เดอร์แรกได้เพียงหลักสิบบาท ไปจนถึง 100 บาท ก่อนขยับขยายไปเปิดหน้าร้านที่ตลาด อ.ต.ก. และ ตลาดบองมาร์เช่ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ถือว่าเป็นร้านขนมเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ เพราะปรับราคาขายตามทำเล เป็นกล่องละ 50 กว่าบาท ก่อนพัฒนาสู่แบรนด์ ‘คุณเก๋ขนมหวาน’ ในปี 2540 กระทั่งคุณกันเรียนจบด้านอุตสาหกรรมการเกษตร จากสถา
เจ้าของฉายา “ใช้ ดอนคิง” ที่เป็นคนไทยคนแรก สามารถขี่จักรยานยนต์คนเดียวรอบโลกมาแล้ว ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนหนึ่ง เมื่อครั้งนั้น ให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า ถ้าจะมองในแง่นิสัยการทำมาหากินแล้ว รู้สึกทึ่งคนจีน อย่างเคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปชนบทในที่ต่างๆ ไม่น่าเชื่อ ทั้งอเมริกากลาง อเมริกาใต้ หรือแม้กระทั่งในยุโรป ตามเมืองเงียบๆ เล็กๆ กลับไปมีร้านค้าคนจีนซ่อนอยู่ แปลว่าคนจีนไปแทบทุกที่ในโลก และมีครั้งหนึ่ง เคยไปรถเสียอยู่ก่อนถึงกรุงลิมา ประเทศเปรู ได้คนจีน ให้การช่วยเหลือ สุดท้ายคุยไปคุยมา ทราบชื่อ “มิสเตอร์ไซ” เป็นเจ้าของโรงแรม เจ้าของร้านอาหารจีน อยู่ในเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในประเทศเปรู แปลว่าคนจีนไปทุกที่เลย อันนี้คือเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ความขยันขันแข็ง และการมองเห็นโอกาสตลอดเวลาของคนจีนนั้น เพาะบ่มนิสัยให้ชนชาติจีนทุกวันนี้ค่อนข้างจะแข็งแรงมั่นคง คุณใช้ เล่าอีกว่า จากการไปเปิดโลกของเขา อีกอย่างหนึ่งที่มองเห็น ที่คนไทยควรภูมิใจจริงๆ คืออาหารไทย เป็นอาหารที่โม้ได้เลยว่าเป็น “นัมเบอร์วัน” ของโลกเหมือนกัน และจริงๆ แล้วเป็น Storm Power ไม่ใช่แค่ Soft หรอก เพียงแต่พวกเรามองมันเป็น Soft มาก
จัดเป็น “เชฟคนดัง” ระดับประเทศ ที่มีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย สำหรับ เชฟอาร์-ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ ซึ่งเคยเป็นแชมป์การแข่งขันทำอาหารมาหลากหลายเวที แต่ที่สร้างชื่อให้รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองเห็นจะเป็นตำแหน่ง The Next Iron Chef Season 2 ที่เขาคว้ามาได้อย่างสมภาคภูมิ วันก่อน เชฟอาร์ สละเวลามาพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง พูดคุยกันหลายต่อหลายประเด็น ไล่เรียงมาตั้งแต่ประวัติส่วนตัว ครอบครัว การศึกษา แต่มีตอนหนึ่งของบทสนทนา ที่น่าสนใจมาก จึงขอตัดตอนนำมาเสนอเป็นเรื่องราว “ออเดิร์ฟ” ก่อน “หลังเรียนจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยดุสิตธานี ทำงานโรงแรมที่ไทย 6 เดือน ก่อนบินไปทำงานที่อเมริกา ทำอยู่ 4 ปี รู้สึกเหงา คิดถึงบ้านเลยขอกลับ ก่อนเอาทุนทรัพย์ที่ทำงานเก็บมา 4 ปี จากที่อเมริกา มาเปิดร้านอาหารที่บ้านเกิด” เชฟอาร์ เล่าความหลังเมื่อครั้งเขาอายุได้ 24 ปีกว่า ก่อนเล่าต่อ ร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจแรกของเขา เป็นสไตล์อาหารตะวันตก พวก สเต๊ก สลัด และพาสต้า เปิดหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ทางขึ้นดอยสุเทพ “ร้านแรกของผม เป็นตึกแถว 3 ชั้น มีทั้งหมด 80 ที่นั่ง ด้วยเด็กอายุ 24 นะ คิดว่าทำได้ เพราะทำโร
“เราอยากสร้างเมนูที่มีชื่อประเทศห้อยท้าย ให้กลับมาอยู่ในใจคนไทยอีกครั้ง” คือหัวใจสำคัญของการเปิดร้าน ‘เทพผัดไทย’ ธุรกิจน้องใหม่ในเครือ Aroi Mark ผู้ปลุกปั้นร้านกะเพรา ‘เผ็ดมาร์ค’ จนกลายเป็นร้านชื่อดัง ที่ใครหลายคนอยากลิ้มรสชาติดูสักครั้ง และคราวนี้ ‘เทพ-พงศ์เทพ อนุรัตน์’ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือ Aroi Mark ได้ร่วมกับร้าน ‘คั่วกลิ้ง ผักสด’ ปั้นเมนูผัดไทยด้วยความตั้งใจพัฒนาสูตรมานานเกือบ 1 ปี ตั้งแต่การตระเวนชิม การคัดสรรวัตถุดิบ ตลอดจนการสร้างแบรนดิ้ง ที่ใช้โทนสีแดง สีน้ำเงินของธงชาติไทย พร้อมเทวดาถือผัดไทย โดดเด่นอยู่หน้าร้าน ทำให้รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือ ‘เทพผัดไทย’ จุดเริ่มต้นของร้านเทพผัดไทย กว่าจะเป็นเทพผัดไทย ร้านในซอยสุขุมวิท 28 คุณเทพ เล่าให้ฟังตั้งแต่การเลือกเมนู ว่าทำไมต้องเป็น ‘ผัดไทย’ “เราอยากทำร้านเมนูเดียวให้มันอร่อย และผัดไทยเป็นอาหารที่คนต่างชาติรู้จักทุกคน รู้จักเยอะที่สุด แต่ถามว่า มาเมืองไทย ต้องกินร้านไหน ในใจเราก็ยังรู้สึกว่า มันยังไปได้อีก ยังไม่ได้เป็นแบบที่เราชอบ เลยขอทำร้านเล็กๆ ในแบบที่เราชอบ รสชาติที่เราชอบให้คนได้กิน เราคือ Aroi Mark บริษัทที่ตั้งใจท
น้ำตาลโตนด ที่มักจะส่งกลิ่นหอมหวนรัญจวนใจ เป็นวัตถุดิบหลักของคาเฟ่ขนมไทยโฮมเมด อย่าง “คำนึงคำตาล” ที่เปิดขายอยู่ที่ “มหาชัย” แต่อย่าเพิ่งแปลกใจกันไปก่อนว่า อยู่ที่มหาชัย แต่ทำไมถึงใช้น้ำตาลโตนดจาก “เพชรบุรี” และยึดถือเป็นวัตถุดิบหลัก จนมาวันนี้ ผู้เขียนได้กระจ่างกับข้อสงสัยนี้ เมื่อได้พูดคุยกับ คุณพิม-พฤกษา พฤษศิริสมบัติ อายุ 35 ปี เจ้าของร้านคำนึงคำตาล ถึงที่มาและเรื่องราวของการทำร้านนี้ขึ้น โดยคุณพิม เล่าให้เราฟังว่า แต่ก่อน ที่บ้านเปิดร้านขายอาหาร เมื่อโตมาก็เปิดร้านอาหารกับพี่ๆ น้องๆ ชื่อร้านว่า Three girls and a boy นั่นสะท้อนให้เห็นว่า เธอคลุกคลีอยู่กับวงการร้านอาหารมาโดยตลอด จึงทำให้เกิดการซึมซับกับสายอาชีพนี้ ร้านอาหารที่เปิด จะเป็นเมนูอาหารคาวเสียมากกว่า แต่จะไม่มีของหวาน โดยส่วนตัว ทางครอบครัวมักจะไปกินอาหารหรือขนมจากที่ต่างๆ จากมหาชัยไปเพชรบุรี สามารถเดินทางวันเดียว เพื่อไปกินลอดช่องได้ โดยที่ไม่รู้สึกว่าไกล ได้ลองกินลอดช่องที่ใช้น้ำตาลโตนดเป็นวัตถุดิบหลัก เพราะที่นั่นเขาขึ้นชื่อในเรื่องของน้ำตาลโตนดอยู่แล้ว เมื่อได้ลองกินไป เลยรู้สึกติดใจ ทำไมของอร่อยๆ แบบนี้ ถึงยังไม่เป็นท
