Exclusive
เงินเดือนธนาคารไม่พอใช้ ลาออกมาขายบุฟเฟต์ผลไม้ปั่น 59 บาท กระแสดีเกินคาด ยอดขายโตกว่า 100% ธุรกิจส่วนตัว เรียกได้ว่ากำลังเป็นที่นิยมและคนเริ่มหันมาทำกันเยอะ เพราะได้เป็นนายของตัวเอง สามารถกำหนดเวลาทำงานเองได้ สามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และความสนใจส่วนตัวได้ และปัจจัยหลักๆ ที่คนหันมาประกอบธุรกิจส่นตัวกันมากขึ้นคือ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของ คุณโรส เตชชัยจินดา อายุ 43 ปี ลาออกจากการเป็นพนักงานธนาคาร แล้วมาทำธุรกิจส่วนตัว คือเปิดร้านผลไม้ ร่วม 4 ปี ที่ใช้ชื่อว่า Fruit panda ที่ตลาดสดธนบุรี และต่อยอดทำเป็นบุฟเฟต์ผลไม้ เรียกได้ว่ารับผลตอบรับดีเกินคาดแม้เปิดได้เพียง 1 สัปดาห์ ลาออก เพราะ รายได้ไม่พอใช้ เหตุผลที่คุณโรสตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะ มีลูกที่เล็กมากๆ และส่วนสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ รายได้ต่อเดือนที่จำกัด ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จึงคิดว่า ตนเองเป็นคนชอบค้าขาย หากออกมาเป็นแม่ค้า รายได้คงมากกว่าเงินเดือน ช่วงแรกที่ลาออกมา ก็มีน้องที่สนิทแนะนำให้ลองขายผลไม้ แต่เจ้าตัวก็หวั่นใจเล็กน้อย เพราะไม่เคยคลุกคลีกับสายอาชีพนี้ และไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเ
“ผมใช้เวลา ใช้แรงใจ” กว่าจะได้ พรมแต่งบ้านสุดเท่ ธุรกิจสุดคราฟต์ของหนุ่ม 26 สร้างยอดขายหลักแสน หลายครั้งคนเรามักตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เป้าหมายในอนาคตคืออะไร” เช่นเดียวกับ คุณเชน-ราเชนทร์ จันทรชัย หนุ่มวัย 26 ปี เขาตั้งคำถามนี้ขณะทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน “ผมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เลยไปลองทำงานประจำเผื่อว่าจะชอบ แต่ทำไปสักพักเหมือนว่าจะไม่ชอบ เลยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เป้าหมายของเราคืออะไร คิดอยู่เป็นเดือนจนหาคำตอบเจอ ผมอยากมีรถสวยๆ แพงๆ แต่ถ้าทำงานตรงนี้อยู่คงไปไม่ถึงแน่ ทางเดียวที่จะไปถึงคือต้องมีธุรกิจส่วนตัว” คุณเชนเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากนั้นทำงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ก่อนตัดสินใจลาออกหลังทำได้เพียง 3 เดือน เพราะมีเป้าหมายที่สำคัญกว่า คือทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดลาออกแบบปุบปับนี้ เขามองว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไร และมีเงินเก็บติดตัวมา 1 ก้อนประมาณ 30,000 บาท หลังว่างจากงานได้ 2-3 เดือน คุณเชนเริ่มเห็นไอเดียทำพรมจากคลิปของฝรั่ง ทำให้เขาสนใจในสินค้าชนิดนี้ เพราะมันทั้งสวย ทั้งแปลก พอเริ่มศึกษ
ทุกเสียงของลูกค้า คือโอกาสในการเติบโต! เจาะกลยุทธ์ วิธีคิด ‘บ้านหมูหวาน’ จากธุรกิจที่ล้มจนโดนหมายศาล พลิกสู่แบรนด์เนื้อสัตว์แปรรูป รายได้ 7 หลักต่อเดือน “ท่ามกลางธุรกิจเนื้อสัตว์แปรรูปที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง การปรับตัว คือหัวใจของความสำเร็จ บ้านหมูหวาน เติบโตได้ เพราะเราเปิดรับฟังลูกค้า นำทุกเสียงสะท้อนมาพัฒนา และพร้อมเติมสิ่งใหม่อยู่เสมอ นี่คือแนวคิดที่ทำให้เรายืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคง” แนวคิดของ คุณเอก-วงษ์สถิตย์ ดาราผ่อง เจ้าของแบรนด์ ‘บ้านหมูหวาน’ ผู้พลิกธุรกิจที่ล้มจนโดนหมายศาล สู่แบรนด์เนื้อสัตว์แปรรูป สร้างรายได้ทะลุ 7 หลักต่อเดือน จากวิศวกรโรงงาน สู่เจ้าของกิจการ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 หลังจากทำงานประจำมานานกว่า 10 ปี คุณเอก เริ่มรู้สึกอิ่มตัวในอาชีพ เขานำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาแม่ เจ้าของร้านเจ๊หริง ร้านขายส่งที่มีชื่อเสียงด้านของฝากและหมูแปรรูป จนได้พบจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต “แม่แนะนำให้ลองขายหมูฝอยและหมูสวรรค์ดู จากการรับมาขาย พอเห็นกระแสตอบรับดี เลยตัดสินใจพัฒนาสูตรและผลิตเอง เริ่มต้นจากหมูฝอยและหมูสวรรค์ 2 เมนูยอดนิยมนี่แหละ ถึงจะไม่มีพื้นฐานด้านอาหารหรือการค้าขายมาก่อน แต
กูรูด้านอาหาร อย่าง อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” มีเรื่องราวน่าสนใจสำหรับ “วงการยำ” มาให้เรียนรู้กัน ดังนี้ … “หนูทำยำไม่เคยอร่อยสักที เดี๋ยวเปรี้ยวไป เดี๋ยวหวานไป อาจารย์มีสูตรไหมคะ ขอหนูหน่อย” คำถามทำนองนี้ผมเจอมาหลายคน หลายครั้ง ทุกครั้งผมเลยให้คาถาสูตรสำเร็จไปท่องให้ขึ้นใจว่า “1-1-ครึ่ง” 1 คือ น้ำปลา 1 ส่วน อีก 1 คือ น้ำมะนาว 1 ส่วน และครึ่ง คือ น้ำตาล ถ้าผสมน้ำยำเริ่มต้นจากสูตรนี้ การปรับเพิ่มเติมอะไรอีกนิดหน่อย ทำให้ลงตัวง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตวงน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ก็ตวงน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนน้ำตาลทรายเหลือ 1 ช้อนโต๊ะ หรือยกตัวอย่างเป็นถ้วย น้ำปลา 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ถ้วย น้ำตาลครึ่งถ้วย ใช้เป็นชั่งน้ำหนักก็ได้ครับ เช่น น้ำปลา 50 กรัม น้ำมะนาว 50 กรัม น้ำตาลทราย 25 กรัม อาจจะต้องมีการยับยั้งชั่งใจกันเล็กน้อย เช่น ลดน้ำปลาลงนิดหน่อยก่อน เพราะน้ำปลาบางยี่ห้อโคตรเค็ม บางหน้ามะนาวเปรี้ยวมากก็ใส่น้อยลงนิดหนึ่งก่อน แต่ถ้าผสมแล้วเปรี้ยวไปหน่อย เค็มไปนิด ก็เติมส่วนผสมให้พอดีได้ตามใจ น้ำยำ แบบนี้ภาษาการครัวเรียกน้ำยำขาว เป็นยำพื้นฐานของยำไทยๆ เอาไปทำยำหมูยอ
ท่ามกลางความวุ่นวายของการทำงานประจำในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ในปี 2015 Katherine O’Brien ได้จุดประกายไอเดียธุรกิจเล็กๆ จากความต้องการง่ายๆ ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เธอสังเกตเห็นโอกาสจากผู้คนที่สัญจรไปมา และจินตนาการถึงรถไอศกรีมที่จะดับกระหายคลายร้อน ด้วยงบประมาณที่จำกัด Katherine จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่จินตนาการ แต่ได้มองหาทางเลือกที่เข้าถึงได้มากกว่า และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Cream Cruiser ธุรกิจขายขนมหวานแช่แข็งทำมือด้วยจักรยาน ที่นำพาเธอไปสู่เส้นทางของผู้ประกอบการอย่างเต็มตัว เรื่องราวของ Katherine ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เธอต้องทำงานประจำควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น และเผชิญกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด แต่ด้วยการปรับตัวและการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในที่สุด เธอก็สามารถสร้างรายได้จาก “อาชีพเสริม” จนเติบโตแซงหน้างานประจำ และยังต่อยอดสู่ Bike Business University หลักสูตรออนไลน์ที่แบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบเดียวกัน เรื่องราวของ Katherine O’Brien เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก
เริ่มทำอาชีพเสริมตั้งแต่อายุ 13 จนมาเป็น “ครอฟเฟิลเด็กน้อย” จากโต๊ะเล็กๆ 1 ตัว สร้างรายได้พีกสุด 4 หมื่นบาท/เดือน หลายคนอาจจะเคยขายของระหว่างเรียนเป็นการหารายได้เสริม ดังเช่น “น้องเครป-ทิวาชัย โสดาทิพย์” อายุ 20 ปี ที่มีแพชชันในการขายของ โดยเธอนั้นขายของมาตั้งแต่อยู่มัธยมต้น จนตอนนี้ได้เปิดร้านขนมหวานเป็นของตัวเองชื่อร้านว่า “ครอฟเฟิลเด็กน้อย” แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เธอก็ไม่ยอมแพ้ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จากโต๊ะเล็กๆ 1 ตัวในวันนั้น ที่ขายได้เพียง 300 บาท จนปัจจุบันสามารถสร้างรายได้พีกสุด 40,000 บาทต่อเดือน จุดเริ่มต้น “ครอฟเฟิลเด็กน้อย” น้องเครป เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยขายของออนไลน์มาหลายอย่าง ตั้งแต่วิตซี ครีม แต่ก็พบว่าการขายสินค้าประเภทนี้ต้องใช้เวลานานกว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาขายอาหารแทน เธอเริ่มต้นด้วยการขาย “ขนมเปี๊ยะลาวา” และ “ก๋วยจั๊บเศรษฐี” ที่เป็นสินค้าไวรัลในตอนนั้น ซึ่งทำยอดขายถล่มทลายตั้งแต่เปิดขายได้ไม่ถึงเดือน และมีลูกค้าสั่งขนมเปี๊ยะลาวากว่า 200 กล่องภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดขายขนมลดลง เธอจึงมองหาสินค้าใหม่และตัดสินใจขายครอ
พูดถึงความครีเอตของผู้ประกอบการไทย เวลานี้ต้องยกให้ ‘วุ้นหอยแครง’ ที่กำลังเป็นไวรัลบนโซเชียล เพราะเหมือนของจริง จนแทบแยกไม่ออก ซึ่งความครีเอตนี้ มากจากร้าน ‘น้ำใจ วุ้นกะทิ’ ของ คุณโบ วิราวรรณ และ คุณเนตร-ธนพัชร์ มนตราประสิทธิ์ คู่สามีภรรยา ที่ยึดเป็นอาชีพหลักมานานถึง 7 ปี โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ คุณเนตร เล่าให้ฟังว่า คุณโบชื่นชอบการทำอาหารและขนมเป็นชีวิตจิตใจ ก่อนหน้านี้เคยขายน้ำสมุนไพร ออกบูธตามงานต่างๆ ระยะหนึ่ง ด้วยมีคู่แข่งทางตลาดจำนวนมาก จึงหันมาทำวุ้นถ้วยโบราณใส่ไส้ขาย เพราะเคยโชว์ฝีมือการทำวุ้นให้ตนทานมาก่อน หลังทำวุ้นถ้วยโบราณขายได้ไม่นาน คุณโบ เริ่มสร้างสรรค์ความแปลกใหม่นำเอาขนมหวานอย่างวุ้นกะทิมาประยุกต์ในรูปแบบของอาหารคาวชนิดต่างๆ ผสมผสานกันหลากหลายวัตถุดิบ จนใครต่อใครต้องบอกว่าเหมือนจริงและน่าทานมากๆ ถึงปัจจุบัน มีวุ้นมากมายวางจำหน่าย วุ้นกะทิกุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา วุ้นกะทิราดหน้าทะเลรวม วุ้นกะทิส้มตำถาด วุ้นกะทิพวงมาลัย วุ้นกะทิหมูกระทะ วุ้นกะทิพะโล้ วุ้นกะทิข้าวหมกไก่ วุ้นกะทิน้ำพริก และอีกมากมาย ที่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าเมนูทั้งหมดนี้คือวุ้นกะทิ ซึ่งการเลือกเมนูที่จะ
กลับมาแล้ว! “ซีเจ มอร์ เรนโบว์แลนด์ ภารกิจล่าเหรียญสายรุ้ง” อัปความคุ้มค่า พร้อมความสะดวกสบายที่ง่ายกว่าให้ลูกค้าสมาชิกสบายการ์ด สะสมและแลกเหรียญสายรุ้งเป็นของพรีเมียมสุดคุ้มผ่านไลน์ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ชวนลูกค้าออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งสีสันไปกับ แคมเปญ “ซีเจ มอร์ เรนโบว์แลนด์ ภารกิจล่าเหรียญสายรุ้ง” ที่ไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่ยังมาพร้อมความคุ้มค่าแบบจัดเต็มตลอดแคมเปญให้ลูกค้าสมาชิกสบายการ์ดทุกคน ได้ช้อปสะสมเหรียญสายรุ้ง เพื่อแลกเป็นของพรีเมียมสุดพิเศษ ที่คัดมาให้แบบ จึ้ง! จนอยากสะสมให้ครบทุกแบบ อาทิ กระเป๋าผ้าสุดคิวท์ ร่มเปลี่ยนสีได้ หรือพัดลมมือถือ ไปจนถึงรางวัลใหญ่สำหรับนักล่าเหรียญตัวยง ได้แก่ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องหนีบผม จาก Dyson และตู้เย็น Samsung Bespoke นอกจากนี้ ยังอัปเกรดการสะสมและแลกของพรีเมียมให้ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม ผ่าน LINE Official Account @CJMORE ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน – 30 มิถุนายน 2568 นี้ ที่ซีเจ มอร์ ทุกสาขา คุณผูกขวัญ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด เผยเบื้องหลังแนวคิดสุดสร้างสรรค์ของแคมเปญนี้ว่า “ซีเจ มอร์ เรนโบว์แลนด์ ภารกิ
“ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” เจ้าของวลี “แม่ก็คือแม่” ที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ความสามารถรอบด้านทั้งการแสดง พิธีกร เดินแบบ จนได้รับฉายาเจ้าแม่พรมแดงแห่งเมืองคานส์ เรียกได้ว่า โดดเด่นจนกลายเป็นขวัญใจสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ เรื่องราวชีวิตและประสบการณ์การทำงานที่ยาวนานเป็นเรื่องที่น่าจดจำ วันนี้ ชมพู่ ให้โอกาสพูดคุยย้อนวัยเยาว์ถึงจุดเริ่มต้นก่อนจะเป็นแม่ชมที่ทุกคนรู้จัก ดาราสาวคนดัง เล่าให้ฟัง เข้าสู่วงการบันเทิงในช่วงวัยมัธยมปลาย เริ่มจากการถ่ายโฆษณาเล็กๆ ก่อนได้รับโอกาสเป็นนักแสดงแบบเต็มตัว เซ็นสัญญากับค่ายดาราวิดีโอ ช่อง 7 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ในตอนนั้นมี คุณกบ สุวนันท์ เป็นไอดอลสาวสวยที่เธอชอบและติดตาม ทำให้ตัดสินใจเลือกศึกษาต่อที่เดียวกันในมหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาลัยศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ซึ่งนับว่าเป็นรุ่นแรกอีกด้วย “ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่กำลังเริ่มต้นในอาชีพการเป็นนักแสดง โฟกัสในตอนนั้นอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตนักศึกษาได้เต็มที่มากนัก เพราะต้องทำงานด้วยเรียนไปด้วย จึงเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เวลาเข้าเรียน เวลาอ่านหนังสือน้อยกว่า
จากแอร์โฮสเตสสาวที่ลาออกมาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ด้วยเงินสนับสนุนจากทางบ้าน หวังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเจ้าของธุรกิจ แต่ไม่นานร้านก็ต้องปิดตัว เพราะไม่ทำกำไร เธอไม่ยอมแพ้ ลองทำเบเกอรี่ฝากขาย แต่ก็ล้มเหลวอีกครั้งในเวลาเพียง 1 เดือน จนวันหนึ่ง การเดินทางไปเที่ยวฮ่องกงทำให้เธอได้ลองชิม ‘พายหมูแดง’ นำมาสู่การคิดค้นสูตรพายที่ถูกปากคนไทย นี่คือเรื่องราวของ คุณอร–กนกกัญจน์ มธุรพร เจ้าของ April’s Bakery ที่สร้างยอดขายทะลุ 630 ล้านบาท! คุณอร มีพื้นเพเป็นชาวนครสวรรค์ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ด้านบริหารธุรกิจ และเคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสายการบินต่างชาติอยู่ 2 ปีเศษ ก่อนตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยขอทุนทางบ้านมาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ในคอมมูนิตี้แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่เปิดได้ไม่ถึงปีก็ต้องปิดตัว เพราะไม่ทำกำไร จากนั้นได้หันไปทำเบเกอรี่สไตล์อิตาเลียนฝากขายตามห้างสรรพสินค้า แต่ก็ ‘เจ๊ง’ ในเวลาเดือนเศษ เพราะไม่เคยศึกษาตลาด หรือพฤติกรรมของลูกค้ามาก่อน แต่คุณอรยังเหลือไว้ 1 สาขา พร้อมกับเปลี่ยนมาขายเค้ก คุกกี้ และมัฟฟินแทน แต่ยอดขายก็ยังไม่กระเตื้อง ขณะเดียวกันก็ยังคิดไม่ออก ว่าจะทำอะไรมาขา
