แปรรูปสินค้าเกษตร
“เกาะหมาก” จังหวัดตราด 1 ใน 3 เกาะ แหล่งท่องเที่ยวเป็นที่รู้จักกันดี นอกเหนือเกาะช้าง เกาะกูด เป้าหมายของนักท่องเที่ยวไปเกาะหมาก คือรักธรรมชาติ ชอบความเงียบสงบ เพราะที่นี่มีรีสอร์ตไม่มากนักประมาณ 50 แห่ง การเดินทางเข้าถึงสะดวกด้วยเรือสปีดโบ๊ตเพียง 50 นาที ตลอดเส้นทางเห็นภาพท้องทะเลและหมู่เกาะสวยงาม หากเดินทางมาแล้วอย่างไรต้องพักค้างอย่างน้อย 1 คืนเพราะตารางการเดินเรือโดยสารไม่เอื้ออำนวย เกาะหมากบรรยากาศของการท่องเที่ยวนอกจากหาดทราย ทะเลที่สวยงามแล้ว วิถีชาวบ้านคงแบบเดิมๆ เมื่อขึ้นเรือที่อ่าวนิด ท่าเรือสาธารณะถนนเส้นเดียวที่มีแยกไปตามที่พักต่างๆ มีร้านอาหารเป็นระยะๆ เกือบ 10 ร้าน แต่วันนี้เจ้าถิ่น “น้องดวง” จากพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) ที่ลงพื้นที่มาทำงาน อพท. ร่วมกับชุมชนร่วม 5-6 ปี คุ้นชินเกาะหมากพาไปรับประทานอาหารตามสั่งที่ร้าน “ป้าดำ” ที่อยู่ห่างจากท่าเรือเพียง 500-600 เมตร เหลือบมองเมนูรายการอาหารภาษาไทย คู่ภาษาอังกฤษร่วม 20 เมนู สนนราคามาตรฐาน ยุติธรรม 50 บาท ลูกค้าที่มารับประทานมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ เพราะเกาะหมากช่วงไม่มีโควิด-19 นักท่อง
จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นแหล่งผลิตมะม่วงคุณภาพดี ชื่อดังของประเทศ ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกแล้ว มะม่วงส่วนหนึ่งถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะ “ มะม่วงดอง มะม่วงกวน ” ภายใต้แบรนด์ “วรพร” สินค้าดังกล่าวมีรสชาติอร่อย ขายดี มีวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั่วประเทศ และเป็นสินค้าส่งออกขายกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้ชาวบ้านและเกษตรกรได้เป็นร้อยคน นับเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ชาวแปดริ้วจนถึงทุกวันนี้ ธุรกิจหลังบ้าน… โกอินเตอร์ คุณแชมป์ หรือ คุณชัยพร โสธรนบุตร ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด ทายาทธุรกิจมะม่วงแปรรูป แบรนด์ “วรพร” เล่าถึงความเป็นมาของกิจการว่า เมื่อ 60 กว่าปีก่อน อากง “ ไต่ไห้ แซ่โค้ว ” เป็นชาวจีนอพยพได้โล้เรือสำเภามาจากเมืองซัวเถามาขึ้นชายฝั่งประเทศไทยที่ จ.ฉะเชิงเทรา อากงไต่ไห้เห็นว่า ช่วงฤดูร้อน เมืองแปดริ้ว มีผลผลิตมะม่วงจำนวนมาก ขายในราคาถูก จึงได้นำภูมิปัญญาการดองผลไม้ตามตำรับชาวจีนซัวเถามาใช้ดองมะม่วง เพื่อผลิตเป็นสินค้าออกขายหน้าบ้าน โดยนำมะม่ว
MODDII (มดดิ๊) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมไทย สไตล์มินิ ฉีกกฎขนมไทย แปรรูปปรับโฉมขนมไทยซะใหม่ คิดค้นการผลิตขนมไทยโดยอาศัยหลักทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยยืดอายุของขนมไทย ให้เก็บรักษาได้นานขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มดดิ๊ได้คิดค้นและยืดอายุของขนมไทยได้ถึง 18 เดือน โดยปราศจากวัตถุกันเสีย ผ่านมาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) คุณณัฐดนัย รุจิรา หรือ คุณมด บ้านเลขที่ 584/12 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เจ้าของแบรนด์มดดิ๊ และเป็นผู้คิดค้นการยืดอายุขนมไทยให้มีอายุการเก็บรักษาได้นาน จุดเริ่มต้นเกิดจากที่คุณมดเรียนจบมาทางด้านฟู้ดไซน์ มีการสะสมประสบการณ์การทำงานที่โรงงานแปรรูปหลายแห่ง อาทิ โรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โรงงานผลไม้กระป๋อง โรงงานอาหารทะเลแช่แข็ง เป็นต้น เมื่อทำงานจนถึงจุดอิ่มตัวจึงคิดอยากที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดตัวเองให้ดีขึ้น จึงเกิดการรวมกลุ่มผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบุรีที่สนใจมีความคิดเดียวกันและอยากที่จะเห็นขนมไทยเกิดการพัฒนาและแตกต่างไปจากเดิมที่ขายแต่แบบสด อายุการเก็บรักษาได้เป็นเวลาสั้นเพียง 2-3 วัน จึงอยากที่จะพัฒนาขนมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรีให้ตอบโจทย์
ย้อนกลับไปปี 2556 สองเภสัชกรเพื่อนรักศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลได้ร่วมกันสร้างธุรกิจความงามด้วยกัน นำเสนอ ‘ครีมซอง’ ฝาเปิด ปิดแบบ Easy Cap สะดวกต่อการใช้งาน ชูภาพลักษณ์สไตล์ญี่ปุ่น ในแบรนด์ “สมูทโตะ” (SMOOTO) เรียกว่า เป็นการพัฒนาไปอีกขั้นของวงการความงามไทย เพราะพกพาง่าย ใช้งานสะดวก นอกจากนั้นยังสร้างจุดขาย ครีม 1 ซอง เทียบเท่ากับผลมะเขือเทศสดถึง 10 ลูก จัดจำหน่ายผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ระยะเวลาเพียง 3 ปี สร้างผลประกอบการกว่า 100 ล้านบาท ปัจจุบัน สมูทโตะ มีสินค้า 30 รายการ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกๆ ไตรมาส พร้อมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทผลงานที่เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ จากเวทีเซเว่น อินโนเวชั่น อวอร์ดส์ ปี 2016 ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน เบื้องหลังความสำเร็จผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทย คือ ภญ.อัญชลี ชุติไพจิตร และภญ.นิษฐกานต์ ภัทรกานต์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โกล บอล เมดดิคัล (ประเทศไทย) จำกัด ภญ.อัญชลี ย้อนเรื่องราวว่า ก่อตั้งบริษัทปี 2556 เน้นรับจ้างผลิตครีมให้แบรนด์อื่น เพราะไม่มีความรู้ด้านการตลาด ผ่านไปราวครึ่งปี ทำสินค้าออกมาวางจำหน่าย 200 รายการ ปรากฏขายไม่ได้
เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้นำเสนอเรื่องราวกากมอลต์เบียร์สดที่ผลิตโดย “สองหมอฟาร์ม” ธุรกิจที่เน้นผลิตวัตถุดิบลดต้นทุนเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ จนได้รับความสนใจจากพี่น้องเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศอย่างคับคั่ง กากมอลต์เบียร์เป็นวัตถุดิบนำไปใช้ผสมกับอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย หมู ปลา เป็ด ไก่ แพะ แกะ หรือจิ้งหรีด แต่จะต้องมีอัตราการผสมที่ถูกต้องเหมาะสมจึงจะได้ผล การนำกากมอลต์เบียร์มาเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ช่วยทำให้ต้นทุนค่าอาหารของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลดลง เจ้าของฟาร์มมีรายได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีเกษตรกรจำนวนมากหันมาใช้กากมอลต์เบียร์ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์กันอย่างมากมาย แม้ว่ากากเบียร์สดจะตอบโจทย์กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ได้ในเรื่องคุณภาพ ราคาไม่แพง แต่เป็นเพียงระดับหนึ่งเนื่องจากกากเบียร์สดมีข้อจำกัดในบางประการ อาทิ ระยะเวลาการเก็บรักษาที่ต้องรีบเร่งใช้ให้หมดเพราะอาจส่งกลิ่น, ต้องใช้พื้นที่จัดเก็บ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้สองหมอฟาร์มต่อยอดพัฒนากากเบียร์สดมาเป็นแบบแห้งโดยผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย แล้วยังได้รับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เชื่อถือ กากเบียร์อบแห้งส
นับเป็นการเพิ่มมูลค่า “กล้วยไข่” ที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านลำสินธุ์ ตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ “กล้วยไข่กรอบแก้ว” จากกล้วยไข่ในสวน ราคากิโลกรัมละเพียง 3 บาท สร้างสรรค์เป็นสแน็กกล้วยชั้นเยี่ยม รสชาติหลากหลาย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพในยุคปัจจุบัน พอมีโอกาสเข้าไปขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นได้ไม่นาน ลูกค้าต่างชื่นชอบ สร้างรายได้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 300,000 – 400,000 บาท ต่อเดือน ทำให้สมาชิกกว่า 15 ครัวเรือน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่สำคัญชาวสวนกล้วยไข่ยังมีออเดอร์ต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะทางกลุ่มวิสาหกิจรับซื้อพร้อมประกันราคาให้อีกด้วย หากย้อนไปดูที่มาของความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้จะพบว่า เกิดจากความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือเกษตรกร ของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และผู้นำในชุมชนบ้านลำสินธุ์ ตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง นางประทิ่น นาคมิตร วัย 64 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านลำสินธุ์ เล่าว่า ปี พ.ศ. 2540 เข้ามารับช่วงต่อเป็นประธานกลุ่ม ด้วยความตั้งใจหลักคือ นำพากลุ่มให้อยู่รอด และช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นให้ม
กระผม นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสหัสขันธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ออกเดินทางโดยรถกระบะ ไปตามถนนถีนานนท์ เพราะบ้านผมอยู่ช่วงบ้านนาจารย์ ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ผ่านสี่แยกไฟแดงอำเภอสมเด็จ ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกอำเภอสมเด็จว่า “สี่แยก” เลยที่ว่าการอำเภอสมเด็จ และตรงข้ามโรงพยาบาลสมเด็จ เมื่อก่อนเป็นตลาดเล็ก ขึ้นกับอำเภอสหัสขันธ์ แต่สี่แยกตั้งบนถนนถีนานนท์ สายหลัก เรียกว่ากรุงเทพฯ-นครพนม ผ่านเส้นนี้ขึ้นภูพาน ไปจังหวัดสกลนคร จึงเจริญพัฒนารวดเร็วมาก ศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของพื้นที่แห่งนี้ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ตลาดนัดโค-กระบือ สี่แยกสมเด็จปิดตัวลง เงียบเหงามาหลายเดือน เพราะ “โควิด-19” ก่อนเข้าไปในสนาม ต้องตรวจสอบวัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ มีนายสัตวแพทย์คอยดูแล เปิดได้ 2 นัด วัว-ควาย จึงดูน้อยกว่าคนซื้อ ธรรมดาดีมาน ซัพพลาย หรืออุปสงค์อุปทาน สินค้าน้อย คนซื้อมาก ราคาวัว-ควาย จึงสูงเป็นธรรมดา แม่วัว พ่อวัว 4-5 หมื่นบาท แม่ลูก 5 หมื่นบาทขึ้นไป ลูกวัวตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ผมเดินไปรอบๆ สอบถามราคา ผ่าน “นายฮ้อย” หมายถึงคนค้าขาย ที่ตกลงราคากันได้ นั่งติดพื้นดินนับเงินแบงก์พัน
ยามนี้ หมดช่วงฤดูทุเรียนของภาคตะวันออกและภาคอีสานแล้ว ขอพาท่านผู้อ่านไปชมและชิมทุเรียนรสอร่อยกันต่อที่จังหวัดชุมพร หนึ่งในทำเลทองของการปลูกทุเรียนของพื้นที่ภาคใต้ ทุเรียนชุมพรมักจะมีผลผลิตออกเข้าสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ทุเรียนชุมพรมีรสชาติโดดเด่นถูกใจผู้ซื้อคนไทยและต่างชาติ เพราะทุเรียนชุมพรมีเนื้อเหนียวละเอียดแห้ง หอมหวาน รสชาติมันกลมกล่อม สร้างรายได้เข้าจังหวัดชุมพรไม่ต่ำกว่าปีละ 6,000 ล้านบาท แหล่งปลูกทุเรียนชุมพร ทุเรียน เป็นไม้ผลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าไม้ผลชนิดอื่นๆ เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและส่งออก สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนอยู่แล้ว รวมทั้งเกษตรกรรายใหม่หันมาขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนมากขึ้น ประกอบกับ ผลกระทบจากวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ จูงใจให้เกษตรกรบางส่วนตัดสินใจโค่นต้นยาง และหันมาปลูกทุเรียนแทน ส่งผลทำให้พื้นที่การปลูกทุเรียนของจังหวัดชุมพรขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี จังหวัดชุมพรจึงเป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทุกวันนี้จังหวัดชุมพรมีเนื้อที่ปลูกทุเรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดจันทบุรี ในปี 2560 จัง
รายงานของส่วนเศรษฐกิจภาคเหนือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ไทยเป็นผู้ผลิตลำไยมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน และส่งออกลำไยรายใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งในรูปผลสด แช่แข็งและอบแห้ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าช่วง 2 ปีหลังนี้ราคาลำไยผลสดไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนหนึ่งเกิดจากค่าเงินหยวนที่มีความผันผวนสูง ถือเป็นเรื่องปกติของราคาพืชผลทางการเกษตรอยู่แล้ว และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแค่เฉพาะ 2 ปีหลังที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังมีให้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีเกษตรกรหลายกลุ่มพลิกวิกฤตแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งส่งออก สร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล คุณธณภร ปราณธีรภาพ หรือ พี่หลิน อยู่บ้านเลขที่ 242 หมู่ที่ 7 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน รองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง พ่วงด้วยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศ เล่าที่มาของการจัดตั้งกลุ่มว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง จัดตั้งเมื่อปี 2549 โดยการรวมตัวของสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่ทำลำไยอบแห้งเนื้อสีทองในตำบลกว่า 10 คน มีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาราคาลำไยผลสดที่ตกต่ำ ตนเองเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่เข้ามาช่วยพัฒนาต่อยอดด้า
ซีพีออลล์ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในกระเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมและสร้างโอกาสผู้ประกอบการรายย่อยยกระดับขนมไทย ร่วมพัฒนาสินค้าและแพ็คเกจจิ้งให้น่ารับประทาน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ หาซื้อง่าย ทานสะดวก ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน เกษตรกร ด้วยการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบผลักดันผลิตขนมหวานส่งขายเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 60,000 ถ้วยต่อวัน นายบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ที่ปรึกษาคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทยกล่าวว่า บริษัทมีปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” โดยส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) ที่ผลิตสินค้ามีคุณภาพมาตรฐาน และเป็นที่นิยมจากประชาชนมาตลอด โดยบริษัทเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการSME มีโอกาสส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคโดยตรงผ่านร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ และผ่านช่องทางของบริษัท ทเวนตี้โฟร์ช็อปปิ้งจำกัดซึ่งจำหน่ายสินค้าผ่านนิตยสารทเวนตี้โฟร์ แคตตาล็อก ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ และอีคอมเมิร์ช รวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 รายการ และมีการพัฒนา SMEให้เจริญก้าวหน้าเติบโตเป็
