แปรรูปสินค้าเกษตร
ผมจำได้ว่า สมัยเมื่อสี่ห้าสิบปีก่อน ส้มเขียวหวานตามตลาดบ้านนอกของภาคกลางเป็นผลไม้ราคาถูกมากๆ บ้านเรากินกันเป็นประจำ โดยเลือกซื้อลูกที่ยิ่งกระดำกระด่าง เป็นฝ้า เพราะจะยิ่งมีรสหวานแหลมอมเปรี้ยวกว่าลูกที่ผลสวยๆ เอามาคั้นน้ำกินก็สดชื่น ผมชอบเอาใส่ในถาดทำน้ำแข็ง ได้ก้อนส้มเย็นจัดเป็นน้ำแข็งอมเล่นชุ่มคอ คลายร้อนได้ดีมาก พอโตขึ้นมา ส้มเขียวหวานกลายเป็นแพงอย่างน่าตกใจ แถมผลการสุ่มตรวจส้มในท้องตลาด จากเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่าง ThaiPAN ก็พบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 แล้วว่า ส้ม ครองอันดับหนึ่งมาตลอด พบการตกค้างของสารเคมีพิษในระดับสูงแทบทุกตัวอย่างที่เก็บ แถมใครเคยไปแถวสวนส้มในบางอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ย่อมจะสัมผัสรับรู้ถึงกลิ่นผิดปกติในอากาศได้ชัดเจน ความกังวลนี้ยิ่งมีอยู่มากในกลุ่มองค์กรรณรงค์อาหารปลอดภัย ดังเช่นโครงการกินเปลี่ยนโลก Food4change ที่ได้พยายามเสาะหา “ส้มอินทรีย์” (organic) ปลอดสารเคมีตกค้างในสวนเมืองไทย และในที่สุดก็ได้รวบรวมข้อมูล (เท่าที่พบในเวลานี้) ว่ามีส้มอย่างน้อย 5 สวน ที่เจ้าของพยายามหันมาปลูกและดูแลด้วยกระบวนการเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ คือ สวนส้มอุดมพันธุ์ อำเ
“บุหงาปูดะ” หรือ “ขนมดอกลำเจียก” เป็นขนมพื้นเมืองชื่อดังของจังหวัดสตูล แต่คนไทยทั่วไปรู้จักขนมนี้ในชื่อว่า “บุหงาบูดะ” ซึ่งเพี้ยนมาจาก คำว่า “บุหงาปูดะ” หรือ “โกยปูดะ” ที่แปลว่า “ขนมดอกเตย” ซึ่งในที่นี้หมายถึง ดอกเตยปาหนัน หรือบางคนอาจรู้จักในชื่อ ต้นลำเจียก หรือ เตยทะเล ที่ขึ้นอยู่ตามชายทะเลทั่วไป ผลมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ดอกมีสีขาว มีลักษณะคล้ายคลึงกับขนมบุหงาบูดะ บุหงาบูดะ เป็นขนมพื้นบ้านที่ทำสืบทอดกันมานานกว่าร้อยปีแล้ว ในอดีตขนมชนิดนี้ถือเป็นขนมหวานสำหรับชนชั้นสูง ทำกันมาตั้งแต่สมัยพระยาสมันตรัฐ โดยคนในสายสกุลกรมเมือง ที่เข้าไปรับใช้อยู่ในวังเก่าเจ้าเมืองสะโตย หรือจังหวัดสตูลในปัจจุบัน ขนมบุหงาบูดะได้รับอิทธิพลเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย แต่ปัจจุบันไม่พบขนมชนิดนี้ในประเทศมาเลเซียแล้ว แต่หาซื้อได้ในบางอำเภอของจังหวัดสตูล ที่มีเขตแดนติดกับประเทศมาเลเซีย หาซื้อได้ง่ายในพื้นที่อำเภอละงูและในอำเภออื่นๆ สมัยอดีต ขนมบุหงาปูดะ มีเฉพาะสีขาว นิยมใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและใช้เป็นบททดสอบหญิงสาวที่จะคัดเลือกเป็นคู่ครอง เนื่องจากขนมบุหงาปูดะเป็นขนมที่ทำยาก คนที่ทำขนมชนิดนี้ได้จะต้องเป็นคนสุขุม เยือก
วงสัมมนาธุรกิจปาล์มชี้ชัด ภาครัฐ นักธุรกิจ และผู้บริโภค เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนน้ำมันปาล์มยั่งยืน ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ด้วยการเรียกร้องบริษัทสินค้าโปรดของพวกเขา และช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงตลาดโลกผ่านการรับรองมาตรฐานสากลของ RSPO เวทีการสัมมนาเชิงธุรกิจเรื่อง เส้นทางสู่การยกระดับตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย ที่โรงแรมนิโก้ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรเจรจาระหว่างประเทศ ว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ภายใต้โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย (Sustainable and Climate-Friendly Palm Oil Production and Procurement: SCPOPP) มีการอภิปรายใน หัวข้อ “ถึงเวลา…ยกระดับ น้ำมันปาล์มไทยสู่วิถียั่งยืน” โดยมีผู้แทนภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และเกษตรกรรายย่อย ราว 70 ราย เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ผ่านแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วมกัน” (Shared Responsibility) เพื่อตอกย้ำความสำคัญของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภคในประเทศที่ล้วนมีส่วนร่วมในการผลักดันและส่งเสริม
ไม่ง่ายนักสำหรับเด็กจบปริญญาตรีด้านภาษาญี่ปุ่น เอแบค ที่หันมาสนใจและเอาดีทางธุรกิจเกษตร จนประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและน่าจับตาในวันนี้ แต่ก็ไม่ยากสำหรับ “อังศุมา ศิริคุม หรือ เหมียว” ลูกหลานเกษตรกร เจ้าของอาณาจักรสวนส้มเขียวหวานนับร้อยไร่ใน จ.กำแพงเพชร ที่มีแนวคิดต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้คุณภาพเพื่อคนรักสุขภาพ เธอใช้เวลากว่า 6 ปีร่วมกับน้องชายในการปลุกปั้นธุรกิจน้ำผลไม้เล็ก ๆ ของครอบครัวเติบโตอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง โดยมีคุณพ่อเชี่ยวชาญและคุณแม่ลดาวัลย์ ศิริคุม คอยให้คำปรึกษาอยู่เบื้องหลัง ถึงแม้วันนี้พ่อกับแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลไร่ส้มที่ จ.กำแพงเพชร ปล่อยให้สองพี่น้องดำเนินธุรกิจตามลำพัง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ ลูกหลานเกษตรกรสวนส้มโดยแท้ อังศุมา ถือเป็นทายาทรุ่น 3 นับจากรุ่นก๋ง เจ้าของอาณาจักรสวนส้มบางมดชื่อดังย่านฝั่งธน ก่อนอพยพย้ายหาแหล่งปลูกใหม่ใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เช่นเดียวกันเกษตรกรสวนส้มรายอื่น ๆ เนื่องจากเจอปัญหาโรคระบาด เมื่อกว่า 30ปีก่อน จนเหลือเพียงตำนานส้มเขียวหวานบางมดอร่อยที่สุดในโลก เมื่อแก้ปัญหาโรคระบาดไม่ได
บรรยากาศย่ำค่ำแสงจากหลอดนีออนภายในร้านขนมหวานเล็กๆ ตั้งอยู่กลางใจเมืองระนองยังคงเปล่งแสงเด่นชัด ขับบรรยากาศเมืองเก่าอันเงียบสงบให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาล้วนแล้วแต่มาอิงแอบผ่อนคลายอารมณ์ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนกับน้ำเต้าหู้รสกลมกล่อม ผสานกับขนมหวานพื้นเมืองหลากชนิดอันเป็นเอกลักษณ์ของคนฝั่งทะเลอันดามัน ถูกจัดวางเคียงคู่รอให้ผู้สนใจได้ลิ้มลองรสชาติแห่งกาลเวลาที่ยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน คุณอัจฉรา ทรัพย์อาภากรกุล หรือ คุณลูกปลา ทายาทร้านขนมหวาน “น้ำเต้าหู้ ซอย 2” เล่าว่า ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาจุลชีววิทยา เมื่อปี พ.ศ. 2555 แล้วได้ตัดสินใจกลับมาสานต่อธุรกิจร้านขนมหวานของครอบครัว เนื่องจากในช่วงวัยเยาว์ได้ช่วยมารดาขายขนมหวานมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จึงเปรียบเสมือนเป็นภาพจำที่ผูกพันและคอยย้ำเตือนให้กลับมารับช่วงต่อธุรกิจนี้อยู่ตลอด ร้านน้ำเต้าหู้ซอย 2 มีจุดเริ่มต้นจากอากง (คุณพงษ์ศักดิ์ ทรัพย์อาภากรกุล) เดิมทีเป็นชาวจังหวัดราชบุรี ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ได้ย้ายถิ่นพำนักม
ปัจจุบัน หากใครมาพะเยา หลายคนเรียกหา กล้วยหอมทองยัดเยียด เพราะเคยกินแล้วติดใจในรสชาติที่อร่อยกลมกล่อม ไม่อมน้ำมัน ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองยัดเยียด หลายคนที่ได้ยินชื่อก็ข้องใจว่า ชื่อนี้มาได้อย่างไร ติดตามกันต่อไปแล้วท่านจะถึงบางอ้อ คุณอชิรา ปัญญาฟู หรือ พี่ปอนด์ ประธานกลุ่ม เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2544 แม่บ้านเกษตรกรบ้านปางป้อมเหนือ จำนวน 9 คน ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเพื่อทำกิจกรรมลดปัญหาการว่างงาน และเห็นว่า กล้วยไข่พระตะบอง ที่เป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมืองของพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้ปลูกไว้หรือขึ้นเองตามธรรมชาติในที่ของตนเองอยู่แล้ว แต่เป็นกล้วยที่ไม่นิยมกินสุก จึงได้แค่นำไปเป็นอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่มีค่าอะไร จึงได้มีความคิดร่วมกันว่า จะนำกล้วยไข่พระตะบองดิบสด มาเป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็น “กล้วยทอดกรอบ” เริ่มแรก ได้ปรึกษาวิธีการผลิตกับทางญาติที่อยู่อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ซึ่งทำอยู่ก่อนแล้ว แต่รสชาติที่ได้ยังไม่คงที่ ต่อมาได้มีส่วนราชการได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือพัฒนากลุ่มและตัวสินค้า จึงคิดทดลองดัดแปลงสูตรการผลิต จนลงตัวเป็นสู
คุณสุพจน์ บัวหลวงงาม อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 5 ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี อดีต CEO บริษัทเอกชนชื่อดัง ผันตัวเองเป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพดหลากสายพันธุ์พร้อมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำข้าวโพด จนสามารถสร้างรายได้สูงสุดถึงหลักหลายแสนบาทต่อเดือน แต่คุณสุพจน์ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เพียงเท่านี้ ล่าสุดได้มีการร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (Food Science and Technology) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิจัยซุปข้าวโพดขึ้นมา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มคนสูงอายุ และกลุ่มผู้ป่วย เนื่องด้วยส่วนผสมทั้งหมดของซุปข้าวโพดทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง ใช้ความหวานจากข้าวโพดแทนน้ำตาล ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถรับประทานได้ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและอนาคตทางการตลาดสดใสอย่างแน่นอน คุณสุพจน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการผันตัวมาเป็นเกษตรกรว่า สาเหตุที่ตนเองลาออกจากงานประจำ เนื่องจากอยากกลับมาดูแลคุณพ่อที่ป่วย จึงใช้โอกาสที่ได้กลับมาอยู่บ้าน ขอแบ่งที่ดินของคุณแม่ประมาณ 50 ไร่ เปลี่ยนจากการปลูกอ
การนำหมากเม่า หรือ มะเม่า มาแปรรูปเป็นไวน์ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนา เพิ่มมูลค่าของไม้ผลท้องถิ่นได้อย่างดีมาก ทำให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเกิดความรักหวงแหน พร้อมกับช่วยอนุรักษ์ไม้ชนิดนี้ ซึ่งนับเป็นพื้นบ้านสำคัญที่ทรงคุณค่าให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่พบว่ามีพื้นที่ต้นหมากเม่ามากกว่าแห่งอื่นคือที่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร เหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ไม้ท้องถิ่นชนิดนี้ พร้อมไปกับการสร้างคุณค่าและมูลค่าจนประสบผลสำเร็จ ด้วยการผลิตเป็นไวน์ส่งไปประกวดต่างประเทศได้รับรางวัลกลับมาสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงต่อยอดด้วยการผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขนม และเครื่องสำอาง ไม่เพียงเท่านั้นกากเม่ายังนำไปผสมเพื่อใช้เป็นอาหารให้สัตว์กิน คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของการนำหมากเม่ามาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิดจนโด่งดังมาจากจุดเริ่มต้นภายในรั้วของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จากคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่ คณะทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น รายงานพิเศษจัง
ปลาร้า หรือปลาแดก เป็นอาหารท้องถิ่นที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอีสาน โดยแต่ละท้องถิ่นจะมีการทำปลาร้าเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ปัจจุบันปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย และที่ยิ่งก้าวหน้าไปกว่านั้นคือ ในตอนนี้เริ่มมีการต่อยอดพัฒนาน้ำปลาร้าให้ต่างไปจากเดิม และถือการเพิ่มช่องทางให้กับผู้บริโภคได้มีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ด้วยการต่อยอดพัฒนา จากน้ำปลาร้าปรุงสุก ต่อยอดมาเป็นปลาร้าครีมเข้มข้น และมาถึงผลงานชิ้นโบแดงคือการทำเป็นปลาร้าอัดก้อนขึ้นมาจากฝีมือคนไทยทั้งนั้น คุณประมณฑ์ เยี่ยมบุญญะ หรือ คุณตาล อยู่ที่ 233 หมู่ที่ 4 ตำบลนายม อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ หนึ่งในหุ้นส่วนปลาร้า แบรนด์สุนทรี หญิงสาวมากความสามารถดีกรีเรียนจบปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นำความรู้ที่เรียนมาต่อยอดพัฒนาธุรกิจน้ำปลาร้าจากภูมิปัญญาไทย สู่ระดับความเป็นสากลมากขึ้น คุณตาล เล่าถึงจุดเริ่มต้นกำเนิดแบรนด์ปลาร้าสุนทรีว่า หลังจากที่ตนเองเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ก็มีโอกาสได้เข้าทำงานที่บริษัทเอกชนชื่อดั
ดร.นวัตกร อุมาศิลป์ พร้อมด้วยอาจารย์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) บูรณาการกับรายวิชาภูมิปัญญาไทยเพื่อการออกแบบแฟชั่น และรายวิชาแนวคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมสร้างจิตสำนึกอย่างมีคุณค่าเพื่อสร้างมูลค่าของที่มีอยู่ ด้วยการย้อมผ้าด้วยใบหูกวางและใบสัก ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายภายใน มทร.ศรีวิชัย และยังเก็บเศษไม้แห้งที่ร่วงหล่นตามพื้นมาเป็นฟืนแทนการใช้แก๊ส สำหรับกรรมวิธีในการย้อมผ้านั้น เริ่มต้นด้วยการตั้งน้ำให้เดือด นำใบหูกวางสดและใบสักสด มาฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ลงต้มเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือสังเกตสีของน้ำ จากนั้นนำน้ำสีมากรอง แล้วต้มต่อพอร้อนมีควันไม่ถึงกับเดือด ใส่เกลือแกง นำผ้าที่มัดเตรียมไว้ลงย้อมในน้ำสีนานประมาณ 1 ชั่วโมง หมั่นพลิกผ้าให้ถูกน้ำย้อมสม่ำเสมอกันทุกๆ 10 นาที นำผ้าที่ได้ลงไปย้อมกับสารช่วยติดสีและล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากก็จะได้ผ้ามัดย้อมสีสวยจากใบหูกวางและใบสักสีจากธรรมชาติ สามารถนำไปตัดเย็บได้รูปแบบที่ต้องการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย คือแฟชั่นหนึ่งเดียวในภาคใต้ ครบครันเรื่อ
