แปรรูปสินค้าเกษตร
มกอช.สร้าง “DGT Farm” เปิดช่องทางจับคู่ธุรกิจขยายตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานผ่านโลกออนไลน์ เพิ่มโอกาสเกษตรกรพบผู้ประกอบการ ช่วยผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าซื้อง่ายขายคล่อง นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้จัดทำเว็บไซต์ดีจีทีฟาร์มดอทคอม หรือ www.dgtfarm.com เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและขยายทางเลือกในการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยของเกษตรกร และให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าหรือช้อปปิ้งสินค้าเกษตรและอาหารได้โดยตรง โดยระบบดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่การจับคู่หรือแมชชิ่งทางธุรกิจ (Business Matching Online) ซึ่งจะเปิดให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีโอกาสเจรจาธุรกิจ ติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และตรงตามความต้องการด้วย ใน DGTFarm.com จะแบ่งตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตร เป็น 3 ตลาด ได้แก่ 1.ตลาดเกษตรอินทรีย์และตลาดสีเขียว 2.ตลาดสินค้าเกษตรแปลงใหญ่และจีเอพี (GAP) และ3.ตลาดสินค้าคิวอาร์เทรซ (QR Trace) ถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการค้าให้กับเกษตรกรหรือผู้ประ
ไม่มีใครจะประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และยั่งยืน แต่เพียงลำพังคนเดียว มหาเศรษฐีและผู้นำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ ท่าน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่รู้จักแสวงหาโอกาส และสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถ เพื่อมาเสริมสร้างไอเดียใหม่ๆ เพื่อรังสรรค์ธุรกิจและกิจการให้แตกตัวและขยายออกไปอย่างกว้างขวาง “สหพัฒน์ โตแล้วแตกและแตกแล้วโต” (เขียนโดยคุณ สมใจ วิริยะบัณฑิตกุล) เป็นตัวอย่างของหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึง case study ของนายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งกลุ่มสหพัฒน์ โดยใช้กลยุทธในการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารในแต่ละองค์กรมีอิสระในการทำงานและขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งทำให้กรุ๊ปในภาพรวมสามารถเจริญเติบใหญ่จนเป็นองค์กรชั้นนำระดับประเทศในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ประสบความสำเร็จจากกลยุทธการบริหารงานในรูปแบบนี้คือ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน จากการที่ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ ที่ให้รับผิดชอบบริหารองค์กรตั้งแต่อายุน้อย จนเป็นแรงดลใจให้เขากลายเป็นคนที่ชอบที่จะให้โอกาสคนหนุ่มคนสาวเช่นกัน เมื่อได้ก้าวขึ้นมาบริหารกิจ
เซฟเมืองจีนลูกหลานชาวตรังไอเดียเก๋ นำทุเรียนบ้านที่ปลูกไว้กินในบ้าน นำมาต่อยอด ผลิตเป็นซาลาเปาทุเรียน แป้งนุ่ม รสชาติละมุน ทำเฉพาะหน้าทุเรียนปีละครั้ง เปิดสั่งทางสื่อโซเซียล ราคาลูกละ 25 บาท เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง ร้านอังเปา เลขที่ 47 ม.1 ถนนตรัง-ปะเหลียน ต.ย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง หลัทราบข่าวว่าทางร้านมีการทำซาลาเปาทุเรียนแห่งแรกและแห่งเดียวของจังหวัดตรัง ด้วยการนำทุเรียนที่ปลูกไว้ในบริเวณนานกว่า 70 ปี นำทุเรียนบ้านมาต่อยอดทำเป็นซาลาเปาขาย โดยสร้างสรรค์ปั้นแป้งซาลาเปาให้มีหน้าตาคล้ายทุเรียนจริงๆ ส่วนรสชาติซาลาเปาทุเรียนบ้านมีแป้งซาลาเปาที่นุ่ม ซึ่งหลังจากที่ร้านได้เปิดให้จองสินค้าทางโซเชียล มาประมาณเดือนเศษ ในราคาลูกละ 25 บาท พบว่าเป็นที่สนใจของนักชิมทั้งจังหวัดตรังและต่างจังหวัด โดยที่เฉพาะพ่อค้า แม่ค้ารายย่อยในจังหวัดตรังสั่งไปขายต่อที่หน้าร้านครั้งละหลายร้อยลูก นางวริษฐา ตันติพิสิษฐ์กุล อายุ 33 ปี และนายนันทศักดิ์ ตันติพิสิฐกุล อายุ 33 ปี สามีภรรยาเจ้าของร้านอังเปา ตรัง กล่าวว่า ทางร้านอังเปาตรังจะมีซาลาเปาลาวาและเป็นหมันโถวขายเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ใน
นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค. ) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด ) เปิดเผยว่า มิลค์บอร์ด ได้ลงโทษเกษตรกรได้รับโควต้านมปี 2560 เทอมที่ 1 จำนวน 5 ราย เนื่องจากพบเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในนมที่ส่งหนักเรียนดื่ม ในจำนวน 5 ราย 1 รายตัดสิทธิ์โควตาทั้งหมด เนื่องจากกระทำผิด 2 ครั้งติดต่อกัน และ อีก 4 รายเพิ่งพบครั้งแรก ตัดสิทธิ์ปริมาณ 25% ของโควตาที่ได้รับจัดสรรจำนวนผู้ถูกลงโทษ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากตลอดปีการศึกษา 1 และ 2 /2559 มีผู้ถูกลงโทษสูงถึง 21 ราย จากผู้ประกอบการทั้งหมด 67 ราย โดย 10 รายเป็นการพบเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค 6 ราย องค์ประกอบน้ำนม ไม่ได้มาตรฐาน และอีก 5 ราย เป็นสาเหตุอื่นๆ อาทิ การลักลอบขายที่ประเทศกัมพูชา สถานที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ควบคุมอุณหภูมิน้ำนมให้ได้มาตรฐาน สำหรับการรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียนในเทอม 1 ปี 2560 มิลค์บอร์ดได้ออกมาตรการควบคุมกำกับดูแลการบริหารจัดการและคุณภาพน้ำนม โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีกาศึกษา 1 /2560 โดยได้ทำการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับโคว
ผลไม้เมืองจันท์ ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ทั้งทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกอง โดย 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองราคาผลไม้พุ่งกระฉูด เนื่องจากความต้องการมหาศาลโดยเฉพาะส่งออกตลาดจีนราว 80-90% วันนี้พ่อค้าจีนบริหารจัดการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่เข้ามาตั้งรับซื้อผลไม้เมืองจันท์ถึงในสวน ทำแพ็กเกจจิ้งบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ ขนส่งไปตามเส้นทาง R3 ผ่านเชียงราย เชียงของ เข้าตลาดจีน ปัจจุบันล้งในจันทบุรีทั้งหมดกว่า 200 ล้ง เป็นล้งไทยเพียง 40-50 ล้ง หรือประมาณ 25% เท่านั้น โดย “ล้งอรษา คมบาง” อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นล้งไทย 1 ใน 5 อันดับต้น ๆ ของจังหวัดจันทบุรีที่ยังยืนหยัดและสามารถพัฒนาผันตัวเองจากผู้รวบรวมให้เถ้าแก่ชาวจีนเป็นล้งส่งออกตลาดจีนได้เอง สานต่อล้งคนไทย “มณฑล ปริวัฒน์” หรือ “ก๊อต” วัย 37 ปี ทายาทรุ่นใหม่ของ “วัลลภ-อรษา ปริวัตร์” เจ้าของ “ล้งอรษา คมบาง” จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ หรือเอแบค คณะบริหารธุรกิจ ระหว่างเรียนได้เข้าสู่วงการบันเทิง เป็นดารา พิธีกร และการทำธุรกิจหุ้นส่วนบริษัทออร์แกไนซ์ จากนั้นจบปริญญาตรีมาปีหนึ่งก็ได้ศึกษาต่อปริญญาโท สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร ค
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวปิยะธิดา วงศ์ใหญ่ อายุ 37 ปี ชาวจ.ราชบุรี แม่ค้าขายวุ้นกะทิ และเป็นเจ้าของไอเดียเก๋มีความคิดแปลกใหม่ คิดทำวุ้นกะทิเป็นแบบพวงมาลัย และแบบเด็กน้อยนอนบนเบาะ ได้นำสินค้าขึ้นมาโพสต์ขายในเฟซบุ๊ก ที่ชื่อว่า บ้านวุ้นมาวินราชบุรี ก็ได้รับความสนใจชิครับ มีแฟนเพจ เข้าไปชมมากมาย อีกทั้งมีลูกค้าสั่งเข้ามาจำนวนมาก นางสาวปิยะธิดา หรือ ลักษณ์ มีอาชีพขายวุ้นกะทิอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือมีวุ้นกะทิรูปเด็กน้อยเบบี้นอนในเบาะตามที่มีลูกค้าสั่งเข้ามา นอกจากนี้ยังมีวุ้นกะทิที่เสร็จแล้วและเตรียมส่งให้ลูกค้าอีกหลากหลายรูปแบบ ก็จะมีเป็นรูปพวงมาลัย และมีคำว่า รักแม่ วุ้นแฟนซี วุ้นในเปลือกส้ม วุ้นลูกองุ่น และวุ้นถ้วย นางสาวปิยะธิดา เปิดเผยว่า เดิมตนประกอบอาชีพทำวุ้นกะทิขายมาเกือบ 4 ปีแล้ว แค่ทำวุ้นกะทิขึ้นโพสต์ขายตามหน้าเฟซบุ๊ก ไปส่งขายตามร้านและไปตั้งร้านขายเองที่ตลาดโค้ยกี๊ ริมแม่น้ำแม่กลองราชบุรี ก็พอทำให้มีรายได้ แต่เมื่อใกล้วันแม่จึงอยากออกรูปร่างของวุ้นกะทิของตนให้เข้ากับวันแม่ จึงได้ทดลองทำวุ้นกะทิในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะวุ้นเด็กน้อยที่นอนในเบาะนั้นก็เริ่มขายด
เมื่อหลายปีก่อนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับงานไม้ดอกไม้ประดับงานหนึ่งที่จัดขึ้นในตัวเมืองระยอง จัดโดยชมรมไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดระยอง ร่วมกับห้าง Home Pro ซึ่งตอนนั้นจัดเป็นครั้งแรกๆ ไม่ค่อยติดตาขาช็อปมากนัก เพราะเป็นน้องใหม่ที่บังอาจหาญกล้าเข้ามาจัดท่ามกลางเมืองผลไม้ที่มีเดอะแก๊งออฟโฟร์ คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง คุมพื้นที่อยู่เดิม มันจะดูแปลกๆ ไป หากจู่ๆ ที่มีใครบังอาจจัดมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับที่นี่ มีเสียงแว่วลอยลมมาว่า “มันจะไปไม่รอด จอดไม่ต้องแจว เดี๋ยวก็แผ่วไปเอง” ความคิดที่ว่าที่นี่ต้องผลไม้เท่านั้น ได้ถูกประทับไว้ในมายด์เซ็ต (mindset) มาเนิ่นนาน การที่จะเปลี่ยนวิธีคิด/ไม่ติดกรอบต้องมั่นใจ และใช้ตัวช่วยพอสมควร แต่ใครจะคิดว่าแค่จัดงานไม่กี่ครั้งก็ดังไปทั่วเจ็ดย่าน ผู้คนที่ขับขี่รถผ่านจึงแวะเที่ยวงานกันตรึม ในช่วงเวลา 4-5 ปี รูปแบบการจัดงานเปลี่ยนไป โดยทางห้าง Home Pro ได้นำแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) มาปรับใช้ร่วมกับองค์กรในชุมชน เป็นการริเริ่มกิจกรรมดีๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน/สังคม ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบาย “ประชารัฐ” ที่เน้นการร่วมคิด ร่วม
การผลักดันและช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตเข้มแข็ง โดยหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์โอท็อป (OTOP), SMEs ในรูปแบบนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะผลผลิตภาคเกษตรที่ประเทศไทยได้ชื่อว่า “ครัวโลก” และ “เมืองผลไม้” หากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ได้มีการนำผลไม้มาแปรรูปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นอกจากจะช่วยให้ผลผลิตที่ราคาตกต่ำหรือถูกปล่อยทิ้งให้เน่าเสียได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ที่ผ่านมาเกษตรกรบางกลุ่ม บางราย สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) โดนใจผู้บริโภค มีตลาดรองรับทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ เปลี่ยนและยกระดับสถานะเป็นผู้ประกอบการแถวหน้าของจังหวัดหรือระดับประเทศไปจำนวนมาก ซึ่งการเผยแพร่งานวิจัย “การแปรรูปผลไม้เพื่อการส่งออก” ของอาจารย์วรรณดี มหรรณพกุล กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้าน ชุมชนที่จังหวัดตราดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเผยแพร่งานวิจัยที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP จัดโรดโชว์อบรมเชิงปฏิบัติการแล้วทั่วประเทศรวม 5 แห่ง สนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ให้ได้รับรอง ThaiGAP 30 ราย และ Primary ThaiGAP 2 ราย โดยแห่งล่าสุดที่เชียงราย เกิดความร่วมมือกับวิสาหกิจในชุมชนผู้ผลิตผลิตผลทางการเกษตร 3 ราย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงรายที่มุ่งเป็นฮับภาคเหนือตอนบนด้านสินค้าเกษตรเพื่อรุกตลาดต่างประเทศ นางสาวชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช. เปิดเผยว่า “การดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP ของโปรแกรม ITAP สวทช. ที่ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2557-2560) ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทยได้รับร
ชบาบางกอก ได้ฤกษ์รุกตลาดในประเทศ พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ แจ้งเกิดแบรนด์น้ำผลไม้ในกล่องสีน้ำเงิน การันตีรางวัลคุณภาพระดับโลก เจาะตลาดวัยทำงาน ประกาศขึ้นท็อปทรีภายในปี 65 นางสาวนริศรา กุลปิยะวาจา ผู้จัดการทั่วไปบริษัท ชบาบางกอก จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้ แบรนด์ชบา (CHABAA) เปิดเผยว่า แบรนด์ชบาก่อตั้งมากว่า 15 ปี โดยแรกเริ่มมีนโยบายมุ่งขายเฉพาะในต่างประเทศ และได้การยอมรับมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย เราอาจจะเหมือนเป็นน้องใหม่ในตลาด แต่เชื่อว่าด้วยคุณภาพในมาตรฐาน และรสชาติสินค้าที่หลากหลาย จะช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ไม่ยาก รวมถึงในปีนี้ชบายังได้รับรางวัล Superior Taste Award 2017 ในด้านรสชาติดีเลิศ ของสถาบันรับรองด้านรสชาติและคุณภาพอาหารนานาชาติ iTQi (The International Taste & Quality Institute) จากน้ำผลไม้ 3 รส คือน้ำส้มแมนดาริน 100% น้ำส้มโอ 100% และน้ำมะเขือเทศ 100% ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายการันตีความมั่นใจในเรื่องรสชาติ ปัจจุบันเรามีโรงงาน 1 แห่ง คือที่บางปู จังหวัดสมุทรปราการ แต่เนื่องจากกำลังการผลิตที่มีอยู่ค่อนข้างแน่น ไม่พอรองรับความต้องการข
