แปรรูปสินค้าเกษตร
นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค. ) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด ) เปิดเผยว่า มิลค์บอร์ด ได้ลงโทษเกษตรกรได้รับโควต้านมปี 2560 เทอมที่ 1 จำนวน 5 ราย เนื่องจากพบเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในนมที่ส่งหนักเรียนดื่ม ในจำนวน 5 ราย 1 รายตัดสิทธิ์โควตาทั้งหมด เนื่องจากกระทำผิด 2 ครั้งติดต่อกัน และ อีก 4 รายเพิ่งพบครั้งแรก ตัดสิทธิ์ปริมาณ 25% ของโควตาที่ได้รับจัดสรรจำนวนผู้ถูกลงโทษ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากตลอดปีการศึกษา 1 และ 2 /2559 มีผู้ถูกลงโทษสูงถึง 21 ราย จากผู้ประกอบการทั้งหมด 67 ราย โดย 10 รายเป็นการพบเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค 6 ราย องค์ประกอบน้ำนม ไม่ได้มาตรฐาน และอีก 5 ราย เป็นสาเหตุอื่นๆ อาทิ การลักลอบขายที่ประเทศกัมพูชา สถานที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ควบคุมอุณหภูมิน้ำนมให้ได้มาตรฐาน สำหรับการรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียนในเทอม 1 ปี 2560 มิลค์บอร์ดได้ออกมาตรการควบคุมกำกับดูแลการบริหารจัดการและคุณภาพน้ำนม โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีกาศึกษา 1 /2560 โดยได้ทำการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับโคว
ผลไม้เมืองจันท์ ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ทั้งทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกอง โดย 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองราคาผลไม้พุ่งกระฉูด เนื่องจากความต้องการมหาศาลโดยเฉพาะส่งออกตลาดจีนราว 80-90% วันนี้พ่อค้าจีนบริหารจัดการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่เข้ามาตั้งรับซื้อผลไม้เมืองจันท์ถึงในสวน ทำแพ็กเกจจิ้งบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ ขนส่งไปตามเส้นทาง R3 ผ่านเชียงราย เชียงของ เข้าตลาดจีน ปัจจุบันล้งในจันทบุรีทั้งหมดกว่า 200 ล้ง เป็นล้งไทยเพียง 40-50 ล้ง หรือประมาณ 25% เท่านั้น โดย “ล้งอรษา คมบาง” อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นล้งไทย 1 ใน 5 อันดับต้น ๆ ของจังหวัดจันทบุรีที่ยังยืนหยัดและสามารถพัฒนาผันตัวเองจากผู้รวบรวมให้เถ้าแก่ชาวจีนเป็นล้งส่งออกตลาดจีนได้เอง สานต่อล้งคนไทย “มณฑล ปริวัฒน์” หรือ “ก๊อต” วัย 37 ปี ทายาทรุ่นใหม่ของ “วัลลภ-อรษา ปริวัตร์” เจ้าของ “ล้งอรษา คมบาง” จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ หรือเอแบค คณะบริหารธุรกิจ ระหว่างเรียนได้เข้าสู่วงการบันเทิง เป็นดารา พิธีกร และการทำธุรกิจหุ้นส่วนบริษัทออร์แกไนซ์ จากนั้นจบปริญญาตรีมาปีหนึ่งก็ได้ศึกษาต่อปริญญาโท สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร ค
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวปิยะธิดา วงศ์ใหญ่ อายุ 37 ปี ชาวจ.ราชบุรี แม่ค้าขายวุ้นกะทิ และเป็นเจ้าของไอเดียเก๋มีความคิดแปลกใหม่ คิดทำวุ้นกะทิเป็นแบบพวงมาลัย และแบบเด็กน้อยนอนบนเบาะ ได้นำสินค้าขึ้นมาโพสต์ขายในเฟซบุ๊ก ที่ชื่อว่า บ้านวุ้นมาวินราชบุรี ก็ได้รับความสนใจชิครับ มีแฟนเพจ เข้าไปชมมากมาย อีกทั้งมีลูกค้าสั่งเข้ามาจำนวนมาก นางสาวปิยะธิดา หรือ ลักษณ์ มีอาชีพขายวุ้นกะทิอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือมีวุ้นกะทิรูปเด็กน้อยเบบี้นอนในเบาะตามที่มีลูกค้าสั่งเข้ามา นอกจากนี้ยังมีวุ้นกะทิที่เสร็จแล้วและเตรียมส่งให้ลูกค้าอีกหลากหลายรูปแบบ ก็จะมีเป็นรูปพวงมาลัย และมีคำว่า รักแม่ วุ้นแฟนซี วุ้นในเปลือกส้ม วุ้นลูกองุ่น และวุ้นถ้วย นางสาวปิยะธิดา เปิดเผยว่า เดิมตนประกอบอาชีพทำวุ้นกะทิขายมาเกือบ 4 ปีแล้ว แค่ทำวุ้นกะทิขึ้นโพสต์ขายตามหน้าเฟซบุ๊ก ไปส่งขายตามร้านและไปตั้งร้านขายเองที่ตลาดโค้ยกี๊ ริมแม่น้ำแม่กลองราชบุรี ก็พอทำให้มีรายได้ แต่เมื่อใกล้วันแม่จึงอยากออกรูปร่างของวุ้นกะทิของตนให้เข้ากับวันแม่ จึงได้ทดลองทำวุ้นกะทิในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะวุ้นเด็กน้อยที่นอนในเบาะนั้นก็เริ่มขายด
เมื่อหลายปีก่อนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับงานไม้ดอกไม้ประดับงานหนึ่งที่จัดขึ้นในตัวเมืองระยอง จัดโดยชมรมไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดระยอง ร่วมกับห้าง Home Pro ซึ่งตอนนั้นจัดเป็นครั้งแรกๆ ไม่ค่อยติดตาขาช็อปมากนัก เพราะเป็นน้องใหม่ที่บังอาจหาญกล้าเข้ามาจัดท่ามกลางเมืองผลไม้ที่มีเดอะแก๊งออฟโฟร์ คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง คุมพื้นที่อยู่เดิม มันจะดูแปลกๆ ไป หากจู่ๆ ที่มีใครบังอาจจัดมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับที่นี่ มีเสียงแว่วลอยลมมาว่า “มันจะไปไม่รอด จอดไม่ต้องแจว เดี๋ยวก็แผ่วไปเอง” ความคิดที่ว่าที่นี่ต้องผลไม้เท่านั้น ได้ถูกประทับไว้ในมายด์เซ็ต (mindset) มาเนิ่นนาน การที่จะเปลี่ยนวิธีคิด/ไม่ติดกรอบต้องมั่นใจ และใช้ตัวช่วยพอสมควร แต่ใครจะคิดว่าแค่จัดงานไม่กี่ครั้งก็ดังไปทั่วเจ็ดย่าน ผู้คนที่ขับขี่รถผ่านจึงแวะเที่ยวงานกันตรึม ในช่วงเวลา 4-5 ปี รูปแบบการจัดงานเปลี่ยนไป โดยทางห้าง Home Pro ได้นำแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) มาปรับใช้ร่วมกับองค์กรในชุมชน เป็นการริเริ่มกิจกรรมดีๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน/สังคม ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบาย “ประชารัฐ” ที่เน้นการร่วมคิด ร่วม
การผลักดันและช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตเข้มแข็ง โดยหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์โอท็อป (OTOP), SMEs ในรูปแบบนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะผลผลิตภาคเกษตรที่ประเทศไทยได้ชื่อว่า “ครัวโลก” และ “เมืองผลไม้” หากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ได้มีการนำผลไม้มาแปรรูปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นอกจากจะช่วยให้ผลผลิตที่ราคาตกต่ำหรือถูกปล่อยทิ้งให้เน่าเสียได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ที่ผ่านมาเกษตรกรบางกลุ่ม บางราย สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) โดนใจผู้บริโภค มีตลาดรองรับทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ เปลี่ยนและยกระดับสถานะเป็นผู้ประกอบการแถวหน้าของจังหวัดหรือระดับประเทศไปจำนวนมาก ซึ่งการเผยแพร่งานวิจัย “การแปรรูปผลไม้เพื่อการส่งออก” ของอาจารย์วรรณดี มหรรณพกุล กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้าน ชุมชนที่จังหวัดตราดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเผยแพร่งานวิจัยที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP จัดโรดโชว์อบรมเชิงปฏิบัติการแล้วทั่วประเทศรวม 5 แห่ง สนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ให้ได้รับรอง ThaiGAP 30 ราย และ Primary ThaiGAP 2 ราย โดยแห่งล่าสุดที่เชียงราย เกิดความร่วมมือกับวิสาหกิจในชุมชนผู้ผลิตผลิตผลทางการเกษตร 3 ราย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงรายที่มุ่งเป็นฮับภาคเหนือตอนบนด้านสินค้าเกษตรเพื่อรุกตลาดต่างประเทศ นางสาวชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช. เปิดเผยว่า “การดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP ของโปรแกรม ITAP สวทช. ที่ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2557-2560) ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทยได้รับร
ชบาบางกอก ได้ฤกษ์รุกตลาดในประเทศ พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ แจ้งเกิดแบรนด์น้ำผลไม้ในกล่องสีน้ำเงิน การันตีรางวัลคุณภาพระดับโลก เจาะตลาดวัยทำงาน ประกาศขึ้นท็อปทรีภายในปี 65 นางสาวนริศรา กุลปิยะวาจา ผู้จัดการทั่วไปบริษัท ชบาบางกอก จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้ แบรนด์ชบา (CHABAA) เปิดเผยว่า แบรนด์ชบาก่อตั้งมากว่า 15 ปี โดยแรกเริ่มมีนโยบายมุ่งขายเฉพาะในต่างประเทศ และได้การยอมรับมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย เราอาจจะเหมือนเป็นน้องใหม่ในตลาด แต่เชื่อว่าด้วยคุณภาพในมาตรฐาน และรสชาติสินค้าที่หลากหลาย จะช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ไม่ยาก รวมถึงในปีนี้ชบายังได้รับรางวัล Superior Taste Award 2017 ในด้านรสชาติดีเลิศ ของสถาบันรับรองด้านรสชาติและคุณภาพอาหารนานาชาติ iTQi (The International Taste & Quality Institute) จากน้ำผลไม้ 3 รส คือน้ำส้มแมนดาริน 100% น้ำส้มโอ 100% และน้ำมะเขือเทศ 100% ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายการันตีความมั่นใจในเรื่องรสชาติ ปัจจุบันเรามีโรงงาน 1 แห่ง คือที่บางปู จังหวัดสมุทรปราการ แต่เนื่องจากกำลังการผลิตที่มีอยู่ค่อนข้างแน่น ไม่พอรองรับความต้องการข
เกษตรกรปลูกดาวเรือง เพื่อพ่อ ตามโครงการ ๙๑๐๑ ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี นางสมคิด ชาญวัฒนศิลป์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ได้จัดตั้งกลุ่ม เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรือง เพื่อพ่อ ขึ้นที่ชุมชนโพชนไก่ หมู่ที่ 1 ตำบลบางระจัน เป็นโครงการ ๙๑๐๑ ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นการสร้างความเข็มแข็งให้เกษตรกรและชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักงาน ทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานไว้ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน โดย นาย สุชาติ พาเจริญ นายอำเภอบางระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร และเครือข่าย เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชน มีส่วนร่วมแบบประชารัฐ เน้นย้ำให้ดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายรายได้ให้ชุมชน นาง สมคิด ชาญวัฒนศิลป์ เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรือง เพื่อพ่อ กล่าวว่า ขณะนี้ต้นดอกดาวเรืองพร้อมลงถุ
ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยในงานสัมมนาพิเศษเรื่องจับทิศ พิชิตราคายางพารา โอกาสและความท้าทายว่า มั่นใจว่าสถานการณ์ราคายางพาราจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากปริมาณซัพพลายในตลาดโลก โดยราคายางพาราที่มีความเหมาะสมควรจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) ซึ่งตัวเลขราคากลางของยางพาราในขณะนี้อยู่ใกล้เป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยางพาราที่ผลิตในประเทศมีประมาณ 4.4 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นการใช้ในประเทศประมาณ 6 แสนตันต่อปี และส่งออกประมาณ 3.8 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 90% “ความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง มีวงเงินเริ่มต้น 1,200 ล้านบาท ตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบให้ กยท.เป็นเจ้าภาพ เพื่อหารือกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ทีเฟ็กซ์) เบื้องต้นคาดว่าจะมีการซื้อยางพาราได้ประมาณ 2 แสนตัน หรือคิดเป็น 5% ของปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ในประเทศ คาดว่าจะกระตุ้นและสร้างแรงซื้อในตลาดได้เพิ่มขึ้น ทำให้ทิศทางราคายางพารามีแนวโน้มดีขึ้น” นายธีธัชกล่าวว่า การซื้อขายยางแผนร
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวสำรวจตลาดการจำหน่ายพวงมาลัยวันแม่ ที่จะขายดีมากในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ โดยบริเวณตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก บรรดาแม่ค้าจำนวนหลายร้าน ต่างเร่งร้อยพวงมาลัยวันแม่ วางจำหน่ายให้ลูกค้า แต่ปีนี้ ดอกมะลิ ขยับราคาแพงขึ้นมาก ราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000-1,200 บาท เมื่อเทียบกับเทศกาลวันแม่ปี 2559 ราคากิโลกรัมละ 500 บาท แถมยังขาดตลาดอีกด้วย ทำให้ร้านขายพวงมาลัยต่าง ๆ ต่างใช้ดอกพุด และดอกรัก ที่มีสีสาวนวลสวยงามเหมือนกัน มาร้อยพวงมาลัยจำหน่ายทดแทน ขายในราคาตั้งแต่พวงละ 20 บาท 50 บาท 100 บาท แม่ค้าขายดอกไม้รายหนึ่งเปิดเผยว่า พวงมาลัยวันแม่จะขายได้ดีมาก ๆ ในวันนี้ และเช้าวันพรุ่งนี้ 12 สิงหาคม แต่ปีนี้มะลิตามสวนต่าง ๆ ออกดอกน้อยมาก และเจอฝนที่ตกชุก ทำให้ขาดตลาด และ ราคาแพงมาก จะใช้ดอกมะลิมาร้อยพวงมาลัยขาย ก็จะราคาแพงเกินไป จึงต้องใช้ดอกพุด ที่ราคากก.ละ 120 บาท และดอกรัก ราคากก.ละ 200 บาท มาร้อยผสมกับดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู้โรย เป็นพวงมาลัยขายทดแทน
