แปรรูปสินค้าเกษตร
มกอช. เสริมแกร่งสินค้า “ปลาร้า” ยกเครื่องมาตรฐานการผลิต สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพ มุ่งใช้อ้างอิงการซื้อขาย หนุนส่งออกตลาดโลกยอมรับ ชี้ศักยภาพไทยผลิตได้ถึง 40,000 ตัน/ปี มูลค่าเกือบ 900 ล้านบาท นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่คนไทยนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตปลาร้าขยายตัวเติบโตขึ้นจากระดับครัวเรือนหรือธุรกิจขนาดเล็ก เป็นการผลิตขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยมีปริมาณการผลิตสูงถึง 40,000 ตัน/ปี มีมูลค่าตลาดในประเทศรวมปีละกว่า 800 ล้านบาท ขณะเดียวกันไทยยังมีการส่งออกปลาร้าไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และประเทศที่มีคนเอเชียไปอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มตะวันออกลาง มูลค่าการส่งออกปลาร้าของไทยรวมกว่า 20 ล้านบาท/ปี ซึ่งปริมาณและมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยยังไม่มีเกณฑ์กำหนดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้อ้างอิงการซื้อขายปลาร้า ประกอบกับการรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกอ
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการจับคู่ธุรกิจยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเร่งรัดการส่งออกที่มีผู้นำเข้ายางพารา 106 บริษัท จาก 27 ประเทศ ที่เข้าร่วมเจรจากับผู้ส่งออกไทย 91 ราย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ผลการเจรจาซื้อขายถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด โดยมีปริมาณสั่งซื้อ ประกอบด้วย กลุ่มยางพาราธรรมชาติ(ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น และยางคอมพาวด์)รวม 442,740 ตัน กําหนดส่งมอบภายใน 1 ปี คิดเป็นมูลค่า 24,350.7 ล้านบาท(ซึ่งคํานวนด้วยราคายาง ณ วันที่ 2 สิงหาคม ราคา 55 บาท/กก.)สูงกว่าเป้าตั้งไว้ที่ 300,000 ตัน และมูลค่า 15,000 ล้านบาท และกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง(ล้อยาง และถุงมือยาง) คิดเป็นมูลค่ารวม 61.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2,081.14 ล้านบาท นางอภิรดี กล่าวว่า เมื่อรวมทั้งสองกลุ่มสินค้า จะมีมูลค่าสั่งซื้อภายในงานรวม 26,431.14 ล้านบาท และกำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นการสั่งซื้อจากหลายประเทศ อาทิ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน จอร์แดน อินเดีย บังกลาเทศ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ โปแลนด์ อังกฤษ สเปน อิตาลี ฮังการี รัสเซีย เยอรม
“พสุ” เร่ง 3 งานสำคัญก่อนขึ้นปลัดอุตฯ ดึงต่างชาติช่วย SMEs ลุยระดับท้องถิ่น นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 งานหลักที่เป็นมาตรการสำคัญและยังต้องเร่งเดินหน้าสำหรับภารกิจที่เหลือก่อนเข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 คือ 1.มาตรการยกระดับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 2. มาตรการการผลักดัน SMEs ที่มีศักยภาพตามแต่ละพื้นที่ ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ และ 3. มาตรการเชื่อมโยง SMEs ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลมากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์หลายอย่างทั้งการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทาง กสอ.จึงได้ปรับแนวทางการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2560 ต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 2561 โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายและเป้าหมายสร้างผู้ประกอบการให้เป็น SMEs 4.0 จำนวน 1,000 คน สำหรับ 3 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 1. มาตรการยกระดับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะขยายการให้บริการครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือลงในระดับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้มีความครอบคลุมในระ
กุ้งจ่อม นึ่งให้อุ่นร้อน มีหอมแดงซอย พริกขี้หนูสด ขมิ้นขาว จัดแตงกวาหรือผักที่ชอบเป็นเครื่องเคียง ได้ข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าจะได้อิ่มอร่อยกับอาหารเพื่อสุขภาพ กุ้งจ่อมเป็นการนำกุ้งฝอย เกลือหรือน้ำปลาอย่างดีมาใส่ผสมรวมกัน แล้วทำการหมัก/ดอง 2-3 วัน แล้วใส่ข้าวคั่วหมัก 2-3 วัน เมื่อเปิดฝาโอ่งหรือถังหมักออกจะได้กลิ่นหอมหวนชวนกินยิ่งนัก กุ้งจ่อมคุณภาพเป็นหนึ่งอาหารคู่ครัวชาวอีสานหรือผู้คนทั่วไทย คุณภัทรา วารสิทธิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ (นวส.ชำนาญการ) สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย เล่าให้ฟังว่า เมื่อในอดีตพื้นถิ่นแห่งนี้จะมีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ในฤดูฝนที่แหล่งน้ำธรรมชาติจะมีกุ้ง หอย ปูหรือปลา ให้ชาวบ้านจับมาเป็นอาหารคู่ครัวเรือน เมื่อมีปริมาณมากก็นำมาหมัก/ดอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งฝอย แม่บ้านเกษตรกรหรือชาวบ้านจะนิยมนำมาทำเป็นกุ้งจ่อม ด้วยวิธีการนำกุ้งฝอย ผสมเกลือหรือน้ำปลาอย่างดีหมัก/ดอง 2-3 วัน จากนั้นนำข้าวคั่วใส่ตามลงไป หมักต่ออีก 2-3 วันก็จะได้กุ้งจ่อมกลิ่นหอมหวนชวนกิน การพัฒนาคุณภาพกุ้งจ่อม สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ส่งเสริมให้แม่บ้านเกษตรกรหรือประชาชนรว
นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกล่าวว่า ดัชนีอุตสาหกรรมค้าปลีกครึ่งปีแรกของปี 2560 เติบโตเพียง 2.81% เป็นผลมาจากยอดค้าปลีกในไตรมาสสองเริ่มแผ่วตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เติบโตถึง 3.02% สาเหตุหลักจากวัฏจักรของการจับจ่ายปกติจะเริ่มพุ่งสูงไตรมาสสี่ ส่งผลให้ไตรมาสแรกเติบโตด้วย จากนั้นไตรมาสสอง-สามจะค่อยๆ ชะลอตัวลง นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐเริ่มอ่อนตัวลง เนื่องจากเป็นช่วงไตรมาสที่สามของงบประมาณ ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกครึ่งปีแรกย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.81% สถานการณ์ค้าปลีกไตรมาส 2 เห็นการเติบโตเด่นชัดของหมวดสินค้าต่างๆ กระจุกตัวเฉพาะสาขากรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองท่องเที่ยวหลักๆ 2-3 จังหวัด คิดเป็นสัดส่วน 30% ของสาขาทั้งหมด ในทางกลับกันสาขาส่วนใหญ่อีก 70% ในต่างจังหวัด เติบโตที่อ่อนตัวลงอย่างมีนัยยะ ส่งผลให้ดัชนีในไตรมาสสอง ภาพรวมค้าปลีกครึ่งปีหลังอ่อนตัวลงตามไปด้วย สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อประชาชนในต่างจังหวัดอยู่ในช่วงไม่สู้ดีนัก นอกจากเศรษฐกิจจะไม่ฟื้นตัวแต่กลับอ่อนตัวลงไปอีก รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเน้นเป้าหมาย ให้
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นพ. สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์ฯโดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี ได้สุ่มเก็บตัวอย่างอาหารทะเล จำนวน 54 ตัวอย่าง ได้แก่ ปลา หอย กุ้ง ปู หมึก และกั้ง จากแหล่งจำหน่ายอาหารทะเลที่สำคัญ ได้แก่ ตลาดหนองมน และสะพานปลา อ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ตลาดประมงพื้นบ้านหาดสวนสน จังหวัดระยอง นำมาตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารปรอทที่ปนเปื้อน โดยใช้เครื่อง Mercury Analyzer หลักการ Cold Vapor Atomic Absorption Spectrometry (CVAAS) พบว่าอาหารทะเลทั้ง 54 ตัวอย่าง มีปริมาณสารปรอทต่ำกว่ามาตรฐานที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้มีได้ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม (มก./กก.) อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการบริโภค “การเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารของกรมวิทยาศาสตร์ฯสามารถสร้างความมั่นใจในการบริโภคอาหารทะเล ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเลือกซื้ออาหารทะเลที่ปลอดภัย กรณีอาหารทะเลสด ควรสังเกตดูเปลือกและผิวหนัง หากตรวจดูแล้วยังไม่แน่ใจ อาจเทียบส
สหกรณ์การเกษตรใน 8 จังหวัดภาคเหนือเปิดจุดรับซื้อผลผลิตลำไยคุณภาพจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงที่ลำไยจะมีปริมาณผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่า 240,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดหาช่องทางจำหน่ายผลผลิตลำไยของสหกรณ์ ประสานความร่วมมือกับห้างโมเดินเทรด และเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ สั่งซื้อลำไยจากสหกรณ์ภาคเหนือเพื่อนำไปกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ หวังบรรเทาปัญหาลำไยออกมากระจุกตัว ขณะที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดกิจกรรมสั่งซื้อลำไยผ่าน Call Center 1545 และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ จัดส่งลำไยผ่านไปรษณีย์ถึงหน้าบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ลำไยในภาคเหนือว่าผลผลิตเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โดยปริมาณลำไยในปีนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณทั้งสิ้น 377,687 ตัน โดยคาดว่าผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ปริมาณ 240,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เชี
“ดีนาน” แบรนด์กาแฟเชียงใหม่เติบโตไม่หยุด เปิดพื้นที่อำเภอแม่แตงรุกทำไร่กาแฟออร์แกนิก ปั้นแบรนด์ท้องถิ่นบุกตลาดสุขภาพ ลุยเฟสแรกบนพื้นที่ 5 ไร่ คาดผลผลิตลอตแรกออกปลายปี’63 เผยตลาดกาแฟเชียงใหม่ยังขยายตัวต่อเนื่อง นายนิกร แสงดวงดี เจ้าของร้านกาแฟดีนาน แบรนด์กาแฟท้องถิ่นเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วงระยะ 4 ปีที่ทำธุรกิจร้านกาแฟภายใต้แบรนด์ “ดีนาน” กิจการเติบโตขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 20% ปัจจุบันร้านกาแฟดีนานยังคงเป็นซุ้มกาแฟตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสุเทพ เชียงใหม่ โดยมีเมนูกาแฟและชา จำนวน 30 เมนู ซึ่งจุดขายเด่นคือ คุณภาพและราคาไม่แพง ในราคาเริ่มต้นเพียง 25-45 บาทเท่านั้น มียอดขายต่อปีกว่า 2-3 ล้านบาท ทั้งนี้ จากฐานตลาดที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเทรนด์การบริโภคที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จึงวางแผนที่จะต่อยอดธุรกิจด้วยการลงทุนทำไร่กาแฟออร์แกนิก โดยร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นเจ้าของที่ดินราว 220 ไร่ที่หมู่บ้านแม่หลวงใน ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวแบ่งโซนนิ่งปลูกชาเมี่ยง ทำนา ปลูกพืชสมุนไพร และไม้ผล เช่น อะโวกาโด โดยเป็
“Your Voice, We Care” เป็นโครงการสำคัญของเครือเบทาโกรซึ่งประสานความร่วมมือกับสถาบันอิสรา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาด้านแรงงานในระยะยาว โดยนำเสียงสะท้อนและความคิดเห็นจากแรงงาน ต่างด้าว มาเป็นข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และเป็นโครงการนำร่องเพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการด้านแรงงานของเครือเบทาโกรให้ก้าวไปอีกขั้น นอกเหนือจาก “มาตรฐานแรงงาน เบทาโกร” หรือ BLS (BETAGRO Labor Standard) ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายแรงงานไทย และกฎหมายการจัดการด้านแรงงานระหว่างประเทศ ที่กำหนดใช้ทุกบริษัทในเครือและขยายไปสู่ผู้ผลิตในซัพพลายเชน ตลอดจน Your Voice, We Care ยังสอดคล้องวัตถุประสงค์ของสถาบันอิสรา ในการยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานและสิทธิของแรงงานในประเทศไทยผ่านการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการ สถาบันอิสราจะใช้โมเดลการทำงานแบบการเฝ้าสังเกตการณ์แรงงานอย่างครอบคลุม (Inclusive Labour Monitoring) เป็นแนวทางในการขับเคลื่อน โดยใช้เสียงสะท้อนและความคิดเห็นจากแรงงานเป็นหลัก เพื่อความโปร่งใสในกระบวนการบริหารด้านแรงงานตลอดทั้งซัพพลายเชน และเสริมสร้างความเข้
อ.ส.ค. ปิ๊งไอเดียนำเข้าน้ำเชื้อแช่แข็ง-ย้ายฝากตัวอ่อนพันธุ์โคนม Girolando บราซิล ชี้ศักยภาพสายพันธุ์ดี ให้น้ำนมสูง มุ่งต่อยอดพัฒนาประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุ์โคนมไทย เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรยกระดับการผลิต ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า จากการที่ได้ร่วมเดินทางกับคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ไปศึกษาดูงานด้านการเลี้ยงโคนม ระบบการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง และแนวทางปรับปรุงพันธุ์โคนมที่ประเทศบราซิล ทำให้ อ.ส.ค. มีแนวคิดที่จะนำเข้าน้ำเชื้อแช่แข็งและตัวอ่อนหรือเอมบริโอ (Embryo) โคนมสายพันธุ์กีร์โรลันโด (Girolando) จากบราซิล เพื่อพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์โคนมของไทย โดยโคนมพันธุ์ดังกล่าวเป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์กีร์ของอินเดียกับพันธุ์โฮลสไตน์-ฟรีเชียนของยุโรป ถือเป็นพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงพันธุ์หนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศ ที่สำคัญยังให้ลูกสาวที่ให้ผลผลิตน้ำนมดิบสูงถึง 25-35 กิโลกรัม/ตัว/วัน ด้วย ทั้งนี้ หากนำน้ำเชื้อแช่แข็งและตัวอ่อนโคนมพันธุ์ Girolando เข้ามาต่อยอดพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์โคนมของ อ.ส.ค. อนาคตคาดว่า จะได้พ่อพันธุ์โคนมพันธุ์ดีท
