แปรรูปสินค้าเกษตร
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในเผย จากการจัดงาน “Organic & Natural Expo 2017” ระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไทยสามารถโชว์ศักยภาพการเป็นผู้นำด้านการผลิตและการตลาดสินค้าออร์แกนิคของภูมิภาคอาเซียน มีผู้ร่วมงานกว่า 4.5 หมื่นคน เงินสะพัดกว่า 32 ล้านบาท นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดงาน Organic & Natural Expo 2017 หรือ ONE 2017 จบลงอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นงานที่รวมเอาผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิค ทั้งในระดับสากลและในประเทศ รวมถึงมาตรฐานเกี่ยวกับสินค้าธรรมชาติมาไว้ในงานถึง 248 ราย สามารถแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าออร์แกนิคในภูมิภาคอาเซียน ตามแนวคิดของงานที่ว่า “ASEAN : Home of Organic” เพื่อยกระดับการจัดงานออร์แกนิคของประเทศ ไทยให้เป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าออร์แกนิคระดับนานาชาติ โดยงาน Organic & Natural Expo 2017 มีผู้ร่วมงานกว่า 4.5 หมื่นคน เงินสะพัดกว่า 32 ล้านบาท โดยผล
ในจำนวนผลงานวิจัยของไทยที่มีจำนวนมาก ถูกหยิบไปต่อยอดให้เป็นรูปธรรมจากเจ้าของธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในประเทศไทยมีนักวิจัยจำนวนหนึ่งที่มีผลงานขึ้นหิ้งแล้ว เลือกจะไม่เปิดเผยตัวเอง และทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นผู้ป้อนผลงานขึ้นสู่หิ้ง สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย หนึ่งในนั้นอยู่ในกลุ่ม “เวชสำอาง” ซึ่งนักวิจัยไทยได้นำสมุนไพรไทยมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีคุณภาพเทียบเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่ขายในราคาคนไทย ซื้อไอเดียนักวิจัย พัฒนาเป็นเวชสำอาง หนึ่งในเจ้าของธุรกิจที่ขึ้นมาเป็นเจ้าของผลงานวิจัยด้านเวชสำอาง นั่นก็คือ คุณสุวรรณา มณีโชติช่วง หรือ คุณนา เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางภายใต้ชื่อ “อิส ดิ เฟนเซ่” (Is De’fence) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสมุนไพรไทย ผลิตโดยนักวิจัยชาวไทย ซึ่งคุณสุวรรณาร่วมกับทีมวิจัยชาวไทยผลิตเครื่องสำอางป้อนแบรนด์ชั้นนำ จนนำมาสู่การเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและจัดอยู่ในประเภทเวชสำอาง จนได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) โดยอัตโนมัติ โดยใช้ห้องแล็บของทีมวิจัยที่ได้มาตรฐาน เป็นจุดเริ่มต้นในการเริ่มดำเนินธุรกิจ “ตัวครีม อีส ดิเฟนเซ่
อาชีพการเกษตร มีความเสี่ยงสูงในหลายด้าน ช่วงฤดูการเพาะปลูก ต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติ หากปีไหนฝนฟ้าไม่เป็นใจ เจอฝนแล้ง น้ำท่วม หรือเจอโรคแมลงรบกวน อาจได้ผลผลิตน้อยหรือไม่ได้เลย ทำให้ขาดทุนได้ หากปีไหนฝนฟ้าดี ได้ผลผลิตเยอะ หลังฤดูการเก็บเกี่ยวก็เสี่ยงเจอผลผลิตล้นตลาด ขายไม่ได้ราคา ขาดทุนได้เช่นกัน กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ช่วยพัฒนาอาชีพเกษตรกรไทย กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) สังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในทุกชุมชนทั่วไทย เล็งเห็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็น “หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบบูรณาการไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นั่นคือ “สร้างรายได้” ที่ต้องทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยการสร้างอาชีพจากวิถีท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของ “สัมมาชีพชุมชน” ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนเกิดการพัฒนาอาชีพขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่เป็นทุนเดิม เป็นภูมิปัญญาที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ไปสู่การสร
ที่กระทรวงพาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้พิจารณาแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะออกประกาศให้พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อ ครอบครองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไป ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อให้รับทราบถึงการเชื่อมโยงของสินค้าทั้งระบบของการผลิตอาหารสัตว์ หากไม่ทำตามจะถูกปรับไม่เกิน 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี และหากแจ้งขึ้นทะเบียนล่าช้า ปรับวันละ 2,000 บาท โดยภายในสัปดาห์นี้กระทรวงจะเรียกผู้ผลิตอาหารสัตว์ มาหารือและขอความร่วมมือในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และจุดรับซื้อ รองรับผลผลิตออกตลาดมากช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ที่คาดมีผลผลิตประมาณ 4.5 ล้านตัน ส่วนมันสำปะหลัง มีมติให้ขึ้นทะเบียนพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อหรือมีมันเส้นครอบครอง 15 ตัน หรือแปลงเป็นมันสด 45 ตัน ต้องขึ้นทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่เช่นกัน เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาราคาและผลผลิตทั้งระบบมีการเชื่อมต่อถึงภาคปศุสัตว์ ขณะที่ปาล์มน้ำมัน กำหนดให้มีการประกาศราคารับซื้อ
ชง กกร. 7 ส.ค.นี้ ออกประกาศคุมเข้มพ่อค้าพืชไร่จดทะเบียนแจ้งปริมาณสถานที่จัดเก็บ หลังเกษตรกรร้องเรียนราคาผลผลิตตกต่ำ ด้านสมาคมพ่อค้าพืชไร่รับสนองมาตรการของภาครัฐ ขีดเส้น 3 เดือนหากราคาข้าวโพดไม่ปรับขึ้น รัฐควรทบทวนมาตรการใหม่ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธาน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2560 เพื่อออกประกาศตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 กำหนดให้ผู้ค้า และผู้ประกอบการค้าพืชไร่ เช่น ลานมันลานเทปาล์มน้ำมัน และผู้รับซื้อข้าวโพด ให้แจ้งปริมาณ และสถานที่จัดเก็บเพื่อให้สามารถตรวจสอบติดตามดูแลผู้ที่อยู่ในระบบการซื้อขายตามบัญชีที่เกิดขึ้นได้ “ที่ผ่านมามีเกษตรกรร้องเรียนว่าไม่ได้รับราคาที่เหมาะสมตามที่ภาครัฐกำหนด เช่น คุมราค่าปลายทาง แต่เกษตรกรต้นทางขายได้ราคาต่ำ เกิดคำถามว่า แล้วกลางทางได้เท่าไร น่าจะดูแลกลางทางด้วย เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ดูแลเกษตรกร ต่อไปหากไม่แจ้งก็จะมีความผิดตามกฎหมายราคาสินค้าฯ” นางนันทว
ราคาข้าวสารผันผวนหนัก ต้นสัปดาห์ร่วงอีกรอบเหลือตันละ 11,400 บาท ตลาดตื่นไทยพลาดออร์เดอร์ประมูลข้าวบังกลาเทศให้โอแล่ม 50,000 ตัน ด้านสมาคมผู้ส่งออกฯมั่นใจส่งออก ก.ค.ยังได้ 900,000 ตัน หลังครึ่งปีแรกทะลุ 5.4 ล้านตัน “เอเซีย โกลเด้นไรซ์” ครองเบอร์ 1 แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวเปิดเผยกับ ?ประชาชาติธุรกิจ? ถึงสถานการณ์ราคาข้าวสารได้ปรับลดลงอีกครั้ง โดยล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์นี้ผู้ส่งออกเปิดราคารับซื้อข้าวขาว 5% จากโรงสีเหลือตันละ 11,400-11,600 บาท จากที่เคยปรับลดลงมาระลอกหนึ่งก่อนหน้านี้มาอยู่ที่ตันละ 12,000 บาท จากราคาที่เคยสูงถึงตันละ 14,000-14,500 บาท ผู้ส่งออกข้าวหลายรายได้ให้เหตุผลว่า ผู้ซื้อในต่างประเทศมองผลผลิตข้าวเดือนหน้าของไทยยังมีปริมาณมาก ประกอบกับผลการประมูลข้าวฟิลิปปินส์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏ ไทยชนะประมูลเพียง 25,000 ตัน ขณะที่เวียดนามชนะไปถึง 175,000 ตัน และการประมูลซื้อข้าวนึ่งจากเอกชนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของบังกลาเทศ 50,000 ตัน ทางบริษัทโอแล่ม เทรดเดอร์ข้าวก็เป็นผู้ชนะไปอีก นอกจากนี้รัฐบาลก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ให้กับบังกลาเทศได้ ทั้งหมดน
มกอช. เสริมแกร่งสินค้า “ปลาร้า” ยกเครื่องมาตรฐานการผลิต สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพ มุ่งใช้อ้างอิงการซื้อขาย หนุนส่งออกตลาดโลกยอมรับ ชี้ศักยภาพไทยผลิตได้ถึง 40,000 ตัน/ปี มูลค่าเกือบ 900 ล้านบาท นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่คนไทยนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตปลาร้าขยายตัวเติบโตขึ้นจากระดับครัวเรือนหรือธุรกิจขนาดเล็ก เป็นการผลิตขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยมีปริมาณการผลิตสูงถึง 40,000 ตัน/ปี มีมูลค่าตลาดในประเทศรวมปีละกว่า 800 ล้านบาท ขณะเดียวกันไทยยังมีการส่งออกปลาร้าไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และประเทศที่มีคนเอเชียไปอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มตะวันออกลาง มูลค่าการส่งออกปลาร้าของไทยรวมกว่า 20 ล้านบาท/ปี ซึ่งปริมาณและมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยยังไม่มีเกณฑ์กำหนดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้อ้างอิงการซื้อขายปลาร้า ประกอบกับการรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกอาเ
มกอช. เสริมแกร่งสินค้า “ปลาร้า” ยกเครื่องมาตรฐานการผลิต สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพ มุ่งใช้อ้างอิงการซื้อขาย หนุนส่งออกตลาดโลกยอมรับ ชี้ศักยภาพไทยผลิตได้ถึง 40,000 ตัน/ปี มูลค่าเกือบ 900 ล้านบาท นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่คนไทยนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตปลาร้าขยายตัวเติบโตขึ้นจากระดับครัวเรือนหรือธุรกิจขนาดเล็ก เป็นการผลิตขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยมีปริมาณการผลิตสูงถึง 40,000 ตัน/ปี มีมูลค่าตลาดในประเทศรวมปีละกว่า 800 ล้านบาท ขณะเดียวกันไทยยังมีการส่งออกปลาร้าไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และประเทศที่มีคนเอเชียไปอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มตะวันออกลาง มูลค่าการส่งออกปลาร้าของไทยรวมกว่า 20 ล้านบาท/ปี ซึ่งปริมาณและมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยยังไม่มีเกณฑ์กำหนดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้อ้างอิงการซื้อขายปลาร้า ประกอบกับการรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกอ
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการจับคู่ธุรกิจยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเร่งรัดการส่งออกที่มีผู้นำเข้ายางพารา 106 บริษัท จาก 27 ประเทศ ที่เข้าร่วมเจรจากับผู้ส่งออกไทย 91 ราย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ผลการเจรจาซื้อขายถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด โดยมีปริมาณสั่งซื้อ ประกอบด้วย กลุ่มยางพาราธรรมชาติ(ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น และยางคอมพาวด์)รวม 442,740 ตัน กําหนดส่งมอบภายใน 1 ปี คิดเป็นมูลค่า 24,350.7 ล้านบาท(ซึ่งคํานวนด้วยราคายาง ณ วันที่ 2 สิงหาคม ราคา 55 บาท/กก.)สูงกว่าเป้าตั้งไว้ที่ 300,000 ตัน และมูลค่า 15,000 ล้านบาท และกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง(ล้อยาง และถุงมือยาง) คิดเป็นมูลค่ารวม 61.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2,081.14 ล้านบาท นางอภิรดี กล่าวว่า เมื่อรวมทั้งสองกลุ่มสินค้า จะมีมูลค่าสั่งซื้อภายในงานรวม 26,431.14 ล้านบาท และกำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นการสั่งซื้อจากหลายประเทศ อาทิ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน จอร์แดน อินเดีย บังกลาเทศ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ โปแลนด์ อังกฤษ สเปน อิตาลี ฮังการี รัสเซีย เยอรม
“พสุ” เร่ง 3 งานสำคัญก่อนขึ้นปลัดอุตฯ ดึงต่างชาติช่วย SMEs ลุยระดับท้องถิ่น นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 งานหลักที่เป็นมาตรการสำคัญและยังต้องเร่งเดินหน้าสำหรับภารกิจที่เหลือก่อนเข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 คือ 1.มาตรการยกระดับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 2. มาตรการการผลักดัน SMEs ที่มีศักยภาพตามแต่ละพื้นที่ ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ และ 3. มาตรการเชื่อมโยง SMEs ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลมากขึ้น ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์หลายอย่างทั้งการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทาง กสอ.จึงได้ปรับแนวทางการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2560 ต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 2561 โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายและเป้าหมายสร้างผู้ประกอบการให้เป็น SMEs 4.0 จำนวน 1,000 คน สำหรับ 3 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 1. มาตรการยกระดับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะขยายการให้บริการครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือลงในระดับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้มีความครอบคลุมในระ
