เทคนิคเกษตร
กรมวิชาการเกษตร ส่งแพ็กเกจเครื่องจักรกลแก้ปัญหาเผาใบอ้อย โชว์ศักยภาพรถตัดอ้อยสดชนิดตัดเป็นลำ เครื่องสางใบอ้อยและมีดสางใบ เครื่องสับใบอ้อยระหว่างแถวอ้อยตอและเครื่องสับใบและกลบเศษซากอ้อย แก้ปัญหาให้ชาวไร่อ้อยได้ครบวงจร ชี้การเผาทำดินเสื่อม สูญเสียปริมาณและคุณภาพอ้อย เกิดมลพิษทางอากาศ แถมเจอหนอนกอรุมระบาดมากขึ้น นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การเผาใบและเศษซากอ้อยยังคงเป็นปัญหาสำคัญของการผลิตอ้อยและน้ำตาลของไทย ที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตอ้อยทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งการเสื่อมคุณภาพของดิน โดยการเผาใบและเศษซากอ้อยของเกษตรกรมีอยู่ด้วยกัน 3 ลักษณะ คือการเผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว หลังการเก็บเกี่ยว และก่อนการเตรียมดินปลูกอ้อย สาหตุหลักของการเผาใบและเศษซากอ้อยมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวและเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตัดอ้อย ประกอบกับคนงานตัดอ้อยได้ค่าแรงตัดอ้อยมากขึ้น เนื่องจากตัดอ้อยไฟไหม้ได้มากกว่าตัดอ้อยสดที่ต้องเสียเวลาริดใบออก แต่การตัดอ้อยไฟไหม้นอกจากจะทำให้เกิดการสูญเสียน้ำหนัก ผลผลิต และคุณภาพความหวาน
ตำนานเก่าทั้งของไทยและอุษาคเนย์เล่าเรื่องข้าวไว้หลายเรื่อง มีอยู่เรื่องหนึ่ง เล่าคล้ายๆ กัน คือบอกว่า ข้าวนั้นแต่เดิมเมล็ดใหญ่เท่าผลมะละกอ ไม่มีเปลือก ไม่ต้องปลูก ถึงเวลาสุกจะบินมาเข้ายุ้งฉางเอง แถมรสอร่อยมาก จนกินเปล่าๆ ได้ ฯลฯ คุณสมบัติประการหนึ่งของข้าวในอุดมคติโบราณจึงคือมี “รส” เฉพาะของตัวเอง ถึงขนาดกินเปล่าๆ โดยไม่ต้องมีกับข้าวก็ยังได้ คำประณามพจน์นี้ดูเหมือนล้ำเกินไปจากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ช่วง 3040 ปี มานี้ ซึ่งคุ้นชินกับข้าวขัดขาว หุงสุกแล้วจืดสนิท ไม่มีรสชาติใดๆ เหลืออยู่อีก มาในช่วงหลัง จึงเริ่มมีข้าว “หอมมะลิ” และข้าวหอมพันธุ์อื่นๆ แพร่หลายในตลาดให้ซื้อหามาหุงบ้าง แต่ความรู้และการรู้จักกินข้าวของคนไทยก็ดูจะยังไม่เปลี่ยนผ่านไปมากนัก ถ้าเอาแค่กรอบเพดานความคิดแบบโหยหาอดีต มันดูเหมือนคนปัจจุบันสูญเสียโอกาสที่จะ “กินหลากหลาย” ไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวก็เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจในแวดวงนอกหน่วยงานราชการ มีกลุ่มชมรม มูลนิธิ ตลอดจนคณะวิชาในสถาบันการศึกษาจำนวนไม่น้อยทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยให้มีคุณภาพ ตอบสนองทั้
มะลิสุรินทร์ เป็นคำที่ผู้คนเอ่ยถึงอยู่เป็นประจำ อาจจะเป็นคำสั้นๆ แต่มีความหมาย มีคุณค่าต่อการค้นหาเป็นอย่างยิ่ง และมีหลายครั้งที่มะลิสุรินทร์สามารถคว้ารางวัลระดับชาติ ระดับอาเซียน และระดับโลกมาแล้ว พื้นที่ที่มีการเพาะปลูกมากที่สุด คือ บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ ในท้องที่อำเภอท่าตูม รัตนบุรี เชื่อมไปยังอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยแต่ละปีทางการจะใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวจัดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชม อีกอย่างก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ชาวสุรินทร์และจังหวัดร้อยเอ็ดได้ตระหนักและได้เกิดความภาคภูมิใจต่อมรดกทางพันธุกรรมที่สร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน เรื่องราวของข้าวหอมมะลิสุรินทร์มีการเล่าขานสืบทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จากอดีตจนถึงปัจจุบัน จนมีผู้สืบทอดมรดกดังกล่าวมากมาย คุณสุราณี พงศ์ชัยสิริกุล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนแซตอมออร์แกนิคฟาร์มสุรินทร์ หมู่ที่ 1 หมู่บ้านเมืองลีง ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ โทร. 061-165-1848 และ 089-474-0199 เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดในการอนุรักษ์ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ด้วยการนำแนวเกษตรอินทรีย์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรั
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดงาน “วันนักประดิษฐ์” เป็นประจำทุกปี เพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ของการจดทะเบียนและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย” หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย และเป็นครั้งแรกของโลก รวมทั้งทรงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักประดิษฐ์ไทย ในการสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ในปีนี้ วช. ได้จัดงานวันนักประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งที่ 22 ระหว่าง วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์ พัฒนาก้าวไกล นวัตกรรมไทยยั่งยืน” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม สอดคล้องกับแผนการขับเคลื่อนของประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ช
เข้าหนาว ลมแล้งแห่งกาลเวลาพัดมาเยือน ไร่นาเหลืองอร่ามพร้อมรอรับคมเคียว หนุ่มสาวจับคู่ ปรับทุกข์เพิ่มเติมสุขแก่กันและกัน ดอกงิ้วเบ่งบาน และได้เวลาร่วงจากปลายกิ่งบนต้นสูงใหญ่ หนามโต หมุนละลิ่วลงสู่ดิน แบ่งความอร่อย เป็นอาหารการกิน ที่เป็นความจำเป็นที่คนจำต้องรับ ลิ้มรส ทดลอง เป็นอะไรอีกหลายอย่าง สำหรับชาวบ้านที่รู้จักใช้และกินเป็น หมอพื้นบ้านนำมาเป็นส่วนผสมยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นิยายเรื่องนรกสวรรค์ ยังกล่าวถึง การปีนต้นงิ้ว มีอีกาปากเหล็กคอยจิกตี คนผิดศีลข้อ 3 รู้สึกเสียว ต้นงิ้ว เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดใหญ่มาก ลำต้นสูงกว่า 30 เมตร เป็นไม้เนื้ออ่อน เติบโตรวดเร็วช่วงเรือนยอด แตกกิ่งก้านสาขามาก มีหนามแหลมใหญ่ทั่วต้น ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ เป็นไม้ในวงศ์ MALVACEAE วงศ์ย่อย Bombax ceiba L.มีชื่อสามัญ เรียกว่า Cotton Tree ชื่อท้องถิ่นเรียกกันหลายชื่อ ได้แก่ เงี้ยว งิ้วหนาม งิ้วบ้าน งิ้วแดง งิ้วปง งิ้วปงแดง ให้สังเกตชื่อสามัญภาษาอังกฤษ แปลว่า “ต้นฝ้าย หรือ ต้นสำลี” ซึ่งมาจากลักษณะผลผลิตที่ได้จากในฝักงิ้ว ที่มีปุยอยู่ในฝัก สามารถนำมาทำประโยชน์ เช่น ยัดหมอนหนุน หรือนำมาทำใยทอผ้า ฯลฯ ในช่วงหน้าแล
คุณโรสนี ดอเลาะ เหรัญญิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวปลอดสารพิษ ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า กลุ่มมีพื้นที่ปลูกข้าวพื้นเมืองของบุดี 300 กว่าไร่ 11 สายพันธุ์ แต่มี 2 สายพันธุ์ที่ผู้บริโภคตอบรับดีคือ พันธุ์หอมมือลอและพันธุ์เลือดปลาไหล โดยหอมมือลอ หุงแล้วมีกลิ่นหอม คล้ายข้าวหอมมะลิแต่กลิ่นจะอ่อนกว่า ส่วนเลือดปลาไหลคล้ายข้าวสังข์หยด แต่เมล็ดอวบและสั้นกว่า คุณโรสนี กล่าวว่า ในพื้นที่ปลูก 300 กว่าไร่นั้น ส่วนใหญ่เป็นการปลูกเพื่อกินในครัวเรือน จึงต้องขยายพื้นที่การปลูกไปยังหมู่บ้านอื่น โดยตั้งเป้าขยายให้ได้ 1,000 กว่าไร่ ในเวลา 3 ปี เพราะตอนนี้ผลผลิตไม่พอกับความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้กำลังทำเรื่องขอเครื่องหมาย GAP คาดว่าน่าจะได้เครื่องหมายนี้ปีหน้า และยังทำเรื่องไปยังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อให้ช่วยวิเคราะห์สารอาหารต่างๆ ซึ่งจากการที่ญาติผู้ป่วยนำข้าวหอมมือลอไปบดให้ผู้ป่วยกินทางสายยางปรากฏว่าอาการฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนข้าวเลือดปลาไหลนั้นมีวิตามินบีและแคลเซียมเยอะ อีกทั้งมีสารสีแดงช่วยชะลอความแก่ “ปีนี้ทางกลุ่มได้นำข้าวขายผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ลูกค้าสามารถสั่งซ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำนวัตกรรมงานวิจัยมาใช้พัฒนายกระดับการผลิตหน่อกะลา ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านของเกาะเกร็ด ตั้งแต่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยียืดอายุวัตถุดิบ การใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งทางการเกษตร และการจัดจำหน่าย เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจชุมชน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อกะลาในชุมชนเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หน่อกะลา หน่อกะลา เป็นพืชท้องถิ่นของเกาะเกร็ด ซึ่งเป็นชุมชนชาวมอญ เดิมสันนิษฐานว่า คนมอญที่อพยพมาจากพม่า ได้นำต้นหน่อกะลาติดตัวมาด้วย คนไทยเชื้อสายมอญส่วนใหญ่นิยมนำหน่อกะลามารับประทานในรูปแบบผักสด ต้มกะทิจิ้มน้ำพริก เนื่องจากหน่อกะลาเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยขับลม จากการสำรวจเชิงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ พบว่า หน่อกะลา เป็นพืชที่ขึ้นง่ายตามบริเวณริมน้ำ มีราคาต่อกิโลกรัมที่สูง ถือเป็นพืชอนุรักษ์ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพร
ความเป็นมาของเกาะนาง, ยมโดย หรือ เกาะนางโดย ตามที่เคยรู้จักมักคุ้นกันนั้น มีเรื่องราวเป็นตำนาน เล่าขานกันมานาน โดยเฉพาะในแถบปากพนัง กล่าวกันว่า นางโดยถูกลอยแพมาจากผืนทะเลที่ห้อมล้อมพื้นที่ผืนดิน อันเป็น ตำบลบ่อน้อย อำเภอปากพนัง ในปัจจุบัน ซึ่งนางโดยลอยมาติดอยู่บริเวณผืนดินแห่งนี้ นางโดยเป็นลูกของตาม่องล่ายกับแม่รำพึง ตาม่องล่ายเป็นคนจีนมีเชื้อสายจีน เดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เหมือนกับคนจีนอีกหลายกลุ่ม ต่างอพยพโยกย้ายถิ่น สมัยนั้น ซึ่งถือว่ากรุงสยามเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์เหมาะมาตั้งรกราก เข้ามาทำมาหากิน คนจีนโพ้นทะเลได้เดินทางกันมาด้วยเรือสำเภา หรือเรือใบ ตาม่องล่ายก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ได้มาแต่งงาน อยู่กินกับแม่รำพึง หญิงสาวชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผืนทะเล เรียกกันว่า “อ่าวแม่รำพึง” ต่อมา ตาม่องล่ายยึดอาชีพเป็นพ่อค้าของป่า ซื้อดีหมี ดีหมูป่า หนังสัตว์ต่างๆ เดินทางไปขายทั่วราชอาณาจักรสยาม ต่อมา นางรำพึง ได้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อนางหรือนางโดย ครอบครัวตาม่องล่ายก็ยังดำเนินอาชีพค้าขายเรื่อยมา วันหนึ่งตาม่องล่ายมีความจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังประเทศจีนอีกครั้ง ก่อนท
“กลุ่มหวายบ้านส่วย” ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านส่วน ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มหวายบ้านส่วย เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันผลิตอุปกรณ์จากหวายเพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิก จนทำให้เกิดรายได้ เดือนละ 3,000-4,000 บาท มีการสร้างกิจกรรมเพื่อสร้างความสุขและความสามัคคีให้กับชุมชนที่หลากหลาย เช่น การลด ละ เลิก ยาเสพติดกับของมึนเมา มีการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้กับชุมชนอย่างแพร่หลาย คุณสมควร งูพิมาย ประธานกลุ่มหวายบ้านส่วย เป็นกลุ่มที่รวมตัวใหม่ คือเมื่อเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา จึงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 30 ราย หรือ 30 ครัวเรือน เนื่องจากกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันทั้งครอบครัว ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หลาน จุดเริ่มต้นของการรวมตัวกลุ่ม วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อหารายได้เสริมกับสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น ประกอบกับชุมชนบ้านส่วย เป็นชุมชนที่มีความชำนาญในการจักสานหวายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เท่ากับเป็นการรื้อฟื้นฝีไม้ลายมือออกมาให้สังคมภายนอกได้ชื่นชมได้รู้จักมากยิ่งขึ้น ประการสำคัญอย่างยิ่งคือ เป็
เราชาวบ้านสมัยเก่าก่อนมีภูมิปัญญาหาน้อยไม่ ด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้ ทำให้เรามีหลอดดูดน้ำมาก่อนที่จะมีหลอดพลาสติก และหลอดสแตนเลสที่ขายๆ กันอยู่ในปัจจุบัน เคยได้ยินเพลงของ สายัณห์ สัญญา ชื่อ หนาวลมที่เรณู หรือไม่หนอ ท่อนหนึ่งเพลงบอกว่า “ดูดอุร้อยไห ไม่คลายหนาวได้หรอกหนา” คำว่า ดูดอุร้อยไห นั่นแล การดูดเราชาวไทยต้องใช้หลอด หลอดที่ใช้ดูดอุนั้นเป็นหลอดไม้ไผ่ซาง ซางเป็นไผ่ชนิดหนึ่งขึ้นตามธรรมชาติ คุณสมบัติพิเศษของซางคือ ลำเล็ก ปล้องมีขนาดยาว ทำให้บรรพชนคนไทยเราตัดเอามาทำเป็นหลอดดูดอุ อย่าว่าแต่ 100 ไห หรือ 1,000 ไหเลย ไม่ว่าจะเป็นกี่ล้านไห เราชาวบ้านก็สามารถหาหลอดมาดูดอุได้ ผู้เขียนเคยเห็นภาพดูดอุสามัคคี นั่นคือ ใช้หลอดซางตามจำนวนคน อาจจะเป็นสามสี่คนก็ได้ แยงหลอดเข้าไปในไหอุไหเดียวกัน แล้วก็ดูดพร้อมๆ กัน ฤทธิ์ของอุแม้จะมีรสหวานนุ่ม แต่ความมึนเมาก็แรงไม่เบาเหมือนกัน คนที่ผิวหน้าสีขาว พอเอาปากออกจากหลอดอุ หน้าแดงทันทีทันใด เราชาวบ้านยังมีหลอดจากธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง นั่นคือ หลอดดูดน้ำที่ทำจากไผ่ เราชาวบ้านเรียกไผ่ชนิดนี้ว่าไผ่หลอด ปัจจุบันมีขายพันธุ์และปลูกกันมากพองาม บางถิ่นปลูกไว้มาก เพื่อทำเ
