เทคนิคเกษตร
ชื่อพฤกษศาสตร์ Leea rubra ชื่ออื่นๆ กะตังแดง (กรุงเทพฯ) กะตังบาย (ภาคกลาง) คะนางใบ (ตราด) ปกติ ผมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม สูงไม่เกิน 3 เมตร ชาวบ้านพื้นเมืองเรียกผมว่า กะตังใบ แต่เดี๋ยวนี้มีฉายาใหม่รู้จักกันดีในนาม “ต้นสตางค์” เพราะเริ่มนิยมชมชอบ และต้องการนำไปปลูกกันมากโดยเฉพาะผู้ที่ชอบสะสมพรรณไม้มงคล เชื่อกันว่า เมื่อปลูกผมในบ้านแล้วจะนำโชคลาภมาให้เจ้าของบ้าน เป็นสิริมงคล ปลูกตรงประตูบ้าน เงินไหลมาเทมาเหมือนใบกะตังที่เจริญเป็นพุ่ม ใบดกเขียว และยังมีจุดเด่นที่ดอกสีแดงเข้ม ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาวและแน่น ออกดอกตลอดปีโดยเฉพาะหน้าฝน ช่อดอกจะดกมาก ผมมีเรื่องข้องใจอยู่ที่ว่า ชื่อผมนั้นฟังดูเป็นมงคล เหมือนเศรษฐีมีสตางค์ มีบางท้องถิ่นก็เรียกแปลกๆ มากโดยชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ แต่ชอบใจที่แถวๆ จังหวัดตราด เรียกผมว่า “คะนางใบ” มีอยู่ท้องที่หนึ่งไม่ทราบว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร คือจังหวัดนครราชสีมา เรียกผมว่า “ขี้หมาเปียก” ผมจึงงงเอามากๆ แต่นึกภูมิใจที่หลายท้องถิ่นก็เรียกชื่อผมตามลักษณะแปรผันของสีใบ คือถ้าใต้ใบสีแดงอมม่วง เขาก็เรียกกันว่า “ต้นสตางค์แบงค์ห้าร้อย” และสีใต้ใบของผมก็ยังมีทั้งสีที่เ
โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand, foot, and mouth disease) เป็นโรคที่พบการระบาดในเด็กทุกๆ ปี ส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี สาเหตุมาจากเอไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยแต่ละสายพันธุ์จะทำให้เกิดอาการหนักเบาแตกต่างกันไป อาการที่พบคือ เจ็บปาก มีแผลเล็กๆ ในปากหลายจุด ทำให้เด็กกินข้าวไม่ได้ และมีผื่นเป็นจุดแดง หรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และพบตามลำตัว แขน ขา หรือตามก้นก็พบได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ ในรายที่เป็นไม่มากก็จะดีขึ้นเองในประมาณ 1 สัปดาห์ แต่สิ่งที่ควรระวังคือ อาการแทรกซ้อนจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV71) ที่มักก่อเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้คือ ก้านสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัจจุบัน ยังไม่มียาที่รักษาเชื้อไวรัสชนิดนี้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะได้ผลในการป้องกันเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ หลักการรักษาคือ รักษาตามอาการของผู้ป่วย เช่น หากเด็กเพลียจากการรับประทานอาหารไม่ได้ ก็พยายามให้รับประทานอาหารอ่อน หรือหยอดยาชาในปาก เพื่อไม่ให้เจ็บแผล ในกรณีที่อยู่ในโรงพยาบาลก็จะให้น้ำเกลือ แต่หากในกรณีที่รุนแรงมาก เช่น มีอาการทางสมอง ก็จะใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายด้านและพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับสมุนไ
คนโบราณกล่าวไว้ว่า อย่าซื้อควายหน้านา อย่าซื้อผ้า (ห่ม) หน้าหนาว ความหมายของคำกล่าวย่อมบ่งบอกว่า ห้วงเวลาที่ห้ามสิ่งที่จะซื้อต้องมีราคาแพงมากกว่าปกตินั่นเอง ผลผลิตใดๆ ก็ตาม หากมีมาก ราคาย่อมถูกลงเป็นธรรมดา หน่อไม้ก็เช่นกัน ในยามขาดแคลนราคาก็สูง คนทำสวนไผ่ขายหน่อได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 40-60 บาท พอตกหน้าฝน ราคาไม่ถึง 10 บาท ต่อกิโลกรัม จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกไผ่ หันมาแปรรูปหน่อไม้สดแบบไม่ยุ่งยากแบบพอเพียง ดังนี้ วิธีการทำหน่อไม้ซิ่ง รูปแบบการทำหน่อไม้ซิ่ง พัฒนาไปจากการทำหน่อไม้อัดปี๊บนั่นแหละ จะมีส่วนแตกต่างกันบ้างไม่มาก เช่น ไม่ใช้ปี๊บ ไม่มีบัดกรีด้วยตะกั่ว ไม่ใส่น้ำในบรรจุภัณฑ์ จึงทำให้คุณภาพของหน่อไม้ซิ่งปลอดภัยจากสารอันตรายทั้งปวง และที่สำคัญสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปี วัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ หน่อไม้สด จำพวกหน่อไม้เลี้ยงทั้งหลาย เพราะขนาดของหน่อไม่โตนัก หากเป็นพวกไผ่ตง ไผ่กิมซุ่ง หรือประเภทคล้ายกัน อาจต้องผ่าเป็นซีกก่อนบรรจุ บรรจุภัณฑ์คือ ถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 9×14 นิ้ว ยางรัด เชือกฟาง และอุปกรณ์การต้ม เช่น ลังถึง หรือหม้อนึ่ง แล้วแต่จะสะดวก ขั้นตอนการทำ นำหน่อไม้สดที่มีความยาวพอเห
ปัจจุบัน ประเทศไทย มีความตื่นตัวทางด้านพลังงานทดแทนอย่างมาก รัฐบาลมีนโยบายรณรงค์สนับสนุนงานวิจัยเรื่องการใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น รวมทั้งดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกระแสไฟฟ้าเป็นระบบสาธารณูปโภคที่มีความสำคัญ และถือเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชน วช. ผลักดันต้นแบบชุมชนสีเขียว ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า วช. ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม ตามการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของรัฐบาล ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานทดแทน จึงได้ให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยพลังงานทดแทน (โครงการท้าทายไทย) ที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ภายใต้ชื่อ โครงการ “การพัฒนาพลังงานทดแทนและการประยุกต์ใช้ในชุมชนสีเขียว” แก่ ศาสตราจารย์ ดร. ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคณะ ที่มุ่งศึกษาวิจัยและนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีจากงานวิจัยด้านพลังงานไปใช้ในชุมชน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และใช้พลังงานให้เกิดประสิท
ผมติดตามน้องพอลล่ามาได้ 4 ปีแล้วสิ ตั้งแต่ต้นปี 2558 จากสาวน้อยที่หันหลังให้เมืองกรุง เมืองแห่งเสียงสี และความใฝ่ฝันของคนมากมาย ด้วยความรับผิดชอบของคนเป็นลูกกับภารกิจ กลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ที่เริ่มชรา พร้อมภาระพื้นที่ไร่นาและป่า จำนวน 70 ไร่ เวลา 10 ปี ในเมืองกรุงด้วยหลากหลายอาชีพที่ได้ทำ สร้างความกังวลให้เธอไม่น้อย เพราะห่างเหินกลิ่นโคลนกลิ่นฟางมานานแล้ว จะไหวไหมหนอ พอลล่าเอ๋ย? สารพัดโครงการในสมองที่ได้เสพรับผ่านสื่อช่องทางต่างๆ เธอได้ศึกษาและทดลองแบบแสดงเอง เจ็บเอง โน่นก็ดี นี่ก็น่าทำ เขาว่ามะนาวราคาดีก็หันไปปลูกมะนาว และต้องปลูกในวงบ่อด้วยนะ จะได้ตามสมัยนิยม แต่ด้วยความที่ใหม่และขาดความรู้ความเข้าใจ ปัญหาต่างๆ มากมายรุมถาโถม ไม่ว่าจะเป็นโรคแคงเกอร์ หนอนผีเสื้อ ต้องฉีดพ่นยาทั้งป้องกันและกำจัดอย่างมากมาย จนอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจตายก่อนมะนาวก็ได้ ไหนจะผลผลิตไม่ตรงตามความต้องการตลาดอีก สรุปมะนาว 120 วงบ่อ ทำเอากระเป๋าแบนไปไม่น้อยเลย ยังไม่เข็ด ช่วงที่ไผ่กำลังดัง ก็ขอเกาะขบวนไปกับเขาบ้าง ขอเดินหน้าด้วยไผ่ 120 กอ (อีกแล้วสิ ไม่รู้หรือว่าตัวเลข 120 ไม่ถูกโฉลกกะเธอ หือ พอลล่า) คราวนี้ลองวิชา
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า มีธุรกิจร้านกาแฟหลากหลายยี่ห้อผุดขึ้นมากันอย่างมากมาย เรียกได้ว่าทั่วประเทศเลยทีเดียว นอกจากนี้ แต่ละร้านยังเสริมสร้างบรรยากาศเป็นส่วนประกอบแห่งการดื่มด่ำกาแฟให้น่าเอร็ดอร่อย น่าดูน่าชม เช่น สร้างกระท่อมกลางทุ่งนา สร้างสะพานเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ตั้งโต๊ะดื่มกาแฟกลางลำห้วย ลำธาร สร้างสถานที่ให้สวยงามเพื่อการถ่ายภาพประกอบ สถานที่ถ่ายภาพที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดไม่ได้คือวัตถุดิบที่มาจากกาแฟ ผลผลิตกาแฟมาจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ ดังเช่นที่บ้านสันเจริญ ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูง อากาศหนาวเย็น สภาพป่าไม้ยังคงรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกต้นกาแฟภายใต้ร่มไม้ใหญ่ จึงมีผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ และปริมาณผลผลิตกาแฟมากกว่า 900 ตัน ต่อปี พื้นที่ปลูกมากกว่า 3,000 ไร่ เกษตรกรได้รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตแปรรูปกาแฟ มีสมาชิก 300 ราย แต่ในกระบวนการผลิตกาแฟนั้นมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บเมล็ดกาแฟที่แก่จัดที่เรียกว่าผลเชอรี่ การสี การนำไปหมัก การขัดเมือก การตากเมล็ดให้แห้ง การสีกะลากาแฟ การนำไปคั่วตาม
Phyllanthus Oxyphyllus Mig วงศ์ EUPHORBIACEAE ยายคิดว่าใครได้ยินชื่อยายแล้วคงจะไม่ชอบใจ แต่ที่ทุกคนสนใจเพราะอยากรู้ว่าพฤติกรรมของยายเหมือนชื่อหรือไม่ ฟังดูเหมือนยายใจร้าย ทั้งๆ ที่ “กลุ่มพืชสมุนไพรโตนงาช้าง” เขาเรียกยายว่า “ต้นยายจูงหลาน” เพราะข้างๆ รอบโคนต้นของยาย มีต้นเล็กๆ ขึ้นเต็มไปหมดเลย ยายเป็นคนร่างเล็ก ใบเรียงสลับ แผ่กิ่งก้านโปร่ง แม้ดูเป็นพุ่มแต่ก็สูงไม่เกิน 3 เมตร จุ๊…จุ๊…อย่าคิดว่ายายแก่แล้วไม่สวยนะ เพราะเวลายายออกดอกจะเป็นกระจุกตามซอกใบ ดูสวยงาม แต่ที่เท่กว่านั้นคือ ถ้าติดผลก็จะเป็นรูปทรงแคปซูล มีเมล็ดตั้ง 4 ถึง 5 เมล็ด เชียวแหละ ในธรรมชาติทั่วไปจะพบยายได้ตามป่าดิบ หรือในประเทศมาเลเซีย และแถบเกาะสุมาตรา แต่ถ้าอยากจะเด็ดดม ชมยาย นั้น ต้องไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าควนออกบ้านน้ำตก” เพราะยายมีกลุ่มรวมพลที่นั่น สำหรับที่ยายบอกว่าหลานๆ รักยาย เพราะเขาใช้ใบอ่อนต้มน้ำอาบให้เด็กทารกป้องกันการติดเชื้อได้ ส่วนพวกผู้ใหญ่ก็ใช้เป็นสมุนไพร ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ สำหรับหลานรุ่นหนุ่มๆ ที่ชอบซุกซน ก็ใช้แก้โรคหนองในได้นะ อ้อ! อย่าลืม พากันมาเด็ดยอดอ่อนของยายไป
ย่านลิเภา หรือ หญ้าลิเภา ที่เคยรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ และไม่เคยเห็นประโยชน์ของมันเลย นอกจากมองเห็นมันเป็นแค่วัชพืชที่ขึ้นรกเรื้อตามสวนยางและสวนผลไม้ ที่ต้องฟันทิ้ง ตอนที่เป็นเด็กๆ ก็เคยเอามาทำเป็นเชือกผูกไม้จ่อวาด ก็คือว่า ตัดไม้ไผ่ลำเล็กๆ เรียวๆ มา แล้วใช้ก้านมะพร้าวที่ชุบยางไม้มาผูกติดกับปลายยอดของลำไม้ไผ่แล้วผูกด้วยย่านลิเภา ผู้ใหญ่ก็มามัดผูกทำไม้กวาดแข็งแรงและทนทานดีนักแล ประโยชน์ของย่านลิเภาเท่าที่เคยรู้ตอนสมัยเด็กๆ ก็มีเท่านี้ เพิ่งได้รู้ถึงคุณประโยชน์ของย่านลิเภาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เองว่า ย่านลิเภาที่เคยเอามาเล่นในสมัยเด็กๆ นั้น บัดนี้ได้สร้างรายได้ให้กับผู้คนได้มากมาย ด้วยทำเป็นเครื่องจักสาน ที่ดูดีสวยงามและมีคุณค่า ทั้งยังเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วย ย่านลิเภา เขาว่ากันว่า เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ในแต่ละท้องถิ่น บ้างเรียกตีนมังกร ตีนตะขาบ กระฉอด กระฉอก ตะเภาขึ้นหน ลิเภาใหญ่ กูดก้อง กูดเครือ กูดงอดแงด กูดแพะ กูดย่อง ก็เรียกต่างๆ กันไป แต่ชื่อที่บางท้องถิ่นเรียก ทำให้ตะขิดตะขวงในความรู้สึกนี่สิ แต่ก็นะ ภาษาใครภาษามัน ท้องถิ่นใครก็ภาษาของท้องถิ่นนั้น ซึ
เมื่อไม่นานมานี้ พบเห็นข่าวพืชยักษ์ เป็นพืชจำพวกพืชผัก ที่บ้านเรานิยมรับประทาน ทั้งนำมาทำขนมหวาน อาหารคาว และเป็นยาป้องกันรักษาอาการเจ็บป่วย ผิดปกติ ได้มากมายหลายอย่าง ที่สำคัญเป็นของที่คนไทยทั่วทุกภูมิภาครู้จัก และรักที่จะนำมาเป็นประโยชน์ มีขนาดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ลูกเล็กๆ จนถึงผลยักษ์ ประมาณว่า ใช้คนตัวโต 2 คนอุ้ม หรือใส่คานหามกันเลยก็มี ผิวเรียบเกลี้ยงเกลาก็มี ผิวผลหยาบขรุขระ เป็นตะปุ่มปมน่าเกลียด ชนิดที่เคยเรียกขานเปรียบเปรยว่า นอกขรุขระในตะติงโหน่งก็มี เราๆ ท่านๆ คงรู้จัก “ฟักทอง” กันเป็นส่วนมากแล้ว “ฟักทอง” เป็นพรรณไม้ที่จัดอยู่ในประเภทพืชผัก นิยมนำมาประกอบอาหาร ฟักทอง ชื่อสามัญว่า PUMPKIN พืชในวงศ์เดียวกับมะระ แตง CUCURBITACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Cucurbita moschata Duchesne มีปลูกกันอยู่ 2 ตระกูล คือ ฟักทองตระกูลสคว็อซ (Squash) คือ ฟักทองไทย และฟักทองญี่ปุ่น ปลูกกันมาก เพื่อส่งตลาดผักในและต่างประเทศ ขนาดผลพอเหมาะ เนื้อแน่น เหมาะนำมาทำอาหารที่ต้องการเป็นชิ้น เป็นคำของผัก สะดวกในการขนส่งและการตลาด อีกตระกูลคือ ฟักทองอเมริกัน (Pumpkin) เป็นฟักทองที่มีผลขนาดใหญ่ เนื้อยุ่ย เหมาะสำหรับน
สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่านครับ เปิดหัวมาดัวยประโยคหวานๆ แบบนี้คงแปลกใจไม่น้อย ไม่มีอะไรมากครับ เพียงแค่ได้ไปออกกำลัง สูดอากาศที่สดชื่น และได้ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ (น่าจะ) ดีขึ้น เพราะรอบนี้ผมและทีมงานเพื่อนๆ จิตอาสา ไปร่วมกิจกรรมสร้างฝาย (ชะลอน้ำ) ขยายโป่งเทียม ที่ภูพอก ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อพูดถึง ฝายชะลอน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวเนื่องกับการปลูกป่าดังพระราชดำรัส “การปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมือง ไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้น้ำค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย” ในส่วนของฝายพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ว่า “ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูก และหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่าย ปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารเล็กๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดิน
