เทคนิคเกษตร
“เครื่องบดปุ๋ยหมักและดินปลูก” นวัตกรรม เลิกเผา ลดควัน ลดต้นทุน ใช้ง่าย ตอบโจทย์เกษตรกร “ใบไม้ในชุมชนนั้นเยอะมาก ก็คิดว่าจะทำใบไม้พวกนี้ให้เป็นปุ๋ยหมักอย่างไร เพราะการใช้ปุ๋ยหมักนั้นใช้เวลานาน ผมก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้การทำปุ๋ยหมักนั้นใช้เวลาน้อยที่สุด” คุณสุรเดช ภูมิชัย เกษตรกรและผู้คิดค้นนวัตกรรม “เครื่องบดปุ๋ยหมักและดินปลูก” ในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน โดยนวัตกรรมตัวดังกล่าวคิดค้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการลดการเผาใบลำไยและใบมะม่วงของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม โดยให้เกษตรกรเอาใบไม้ที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งมาแลกปุ๋ยหมักที่มีการบดใบลำไย ใบมะม่วงผสมกับมูลสัตว์ ที่ใช้เป็นส่วนผสมในปุ๋ยหมัก กลับไปใช้ในไร่สวนของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในการซื้อปุ๋ยหมักตามปกติ นับว่าเป็นนวัตกรรมเครื่องเล็กๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบได้ดีและขยายในวงกว้างได้ แนวคิดในการพัฒนา เกษตรกรชาวสวนลำไยและสวนมะม่วงต้องตัดแต่งกิ่งเป็นประจำทุกวัน จึงรวบรวมใบลำไยและใบมะม่วงเพื่อมาผลิตเป็นปุ๋ยหมักและดินพร้อมปลูก โดยการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำพูน
“การจัดการดิน” คือ หัวใจสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ให้อาหารแก่ดิน เพื่อให้ดินไปให้อาหารแก่พืช” แตกต่างจากการเกษตรทั่วไปที่มักเน้นการให้ปุ๋ยเคมีหรืออาหารแก่พืชโดยตรง องค์ประกอบของ การจัดการดิน มีดังนี้: 1. การบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ: ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และการย่อยสลายตามธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และจุลินทรีย์ในดิน 2. การปฏิเสธสารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด: งดใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และฮอร์โมนสังเคราะห์ 3. การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ: ปลูกพืชหมุนเวียนและจัดระบบนิเวศในแปลงให้พึ่งพาอาศัยกันตามธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช 4. ความซื่อสัตย์และเคารพธรรมชาติ: ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้บริโภคในการรักษามาตรฐาน และเคารพวงจรธรรมชาติเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ต้นแบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงที่ จ.ลพบุรี ป้าอร หรือ คุณสุจิตรา ฉ่ำเพชร หญิงเหล็กของวงการผักอินทรีย์จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2551 ป้าอรได้มีโอกาสอบรมเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์รุ่นแรก ของมูลนิธิ MOA และได้ยืนหยัดทำเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจ
ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง อุณหภูมิสูง ดินเสื่อม และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น การทำเกษตรจึงยากกว่าที่เคย โดยเฉพาะปัญหาราคาปุ๋ยและคุณภาพดินที่ถดถอยต่อเนื่อง จนเกษตรกรจำนวนมากต้องลงทุนเพิ่ม แต่ผลผลิตกลับไม่เพิ่มตาม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางรอดสำคัญของภาคเกษตรยุคใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงถ่านธรรมดา แต่คือคาร์บอนจากชีวมวลพืชที่มีโครงสร้างรูพรุนสูง ช่วยฟื้นฟูดินถึงระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ลดการสูญเสียธาตุอาหาร และช่วยให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เติบโตได้มากขึ้น และสิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรสามารถผลิตไบโอชาร์ใช้เองได้จากเศษวัสดุในไร่นา ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ใบอ้อย กิ่งไม้ ซังข้าวโพด หรือเศษพืชจากสวนผลไม้ เพราะพืชทุกชนิดล้วนมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เมื่อนำมาเผาภายใต้สภาวะออกซิเจนจำกัด ก็จะได้ไบโอชาร์ที่สามารถนำกลับไปฟื้นดินในแปลงของตัวเองได้อีกครั้ง คุณประสาน สุขสุทธิ์ อดีตหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว และเจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว ได้ให้มุมมองในเรื่องของไบโอชาร์ไว้ว่า แม้ไบโอชาร์จะไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหาในทั
“เมื่อก่อนทำนาเป็นหนี้ พอมาทำสวนส้มก็ไล่หนี้หมด ส้มนี่แหละคือจุดรวยของเราให้ทุกอย่างเลย ทำเงินสร้างผลกำไร เจ็บป่วยก็ไม่เดือดร้อน ก็มาจากสวนส้มนี่แหละ ทุกวันนี้ มีกินมีใช้ ไม่ขัดสนแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” คำกล่าวของ นายชนิตร์ พูนสินธุ์ เกษตรกรชาวสวนส้มคลอง 12 ตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ทิ้งอาชีพชาวนา มาทำสวนส้ม นายชนิตร์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนผมมีอาชีพทำนา ปี พ.ศ. 2533 พายุโซนร้อน “อีรา” พัดผ่านประเทศไทยทำให้ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมหนักทำให้นาข้าวล่ม จึงเลิกทำนาหันมาทำอาชีพรับจ้าง ต่อมาเกษตรกรสวนส้มบางมดมาซื้อที่ดินย่านคลองรังสิตเพื่อทำสวนส้ม ผมก็เลยทำสวนส้มเขียวหวานตามเขา ครั้งแรกผมลงทุนทำสวนส้ม 5 ไร่ โดยหาซื้อกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานมาจากบางมด ปลูกได้ 3 ปีก็เก็บผลผลิตออกขายได้ ได้ผลกำไรดี สามารถซื้อรถปิกอัพได้คันหนึ่ง จากนั้นก็ขยายพื้นที่ปลูกส้มไปอีก 2 แปลงเนื้อที่รวม 30 กว่าไร่ ต่อมาสวนส้มรังสิตประสบปัญหา “ส้มร่วง” ทำให้ต้นส้มทรุดโทรมและผลส้มร่วงเสียหาย นายชนิตร์เป็นหนึ่งในเจ้าของสวนส้มที่ได้รับความเสียหายจนแทบหมดตัว จึงตัดสินใจย้ายไปทำสวนส้มที่จังหวัดกำแพงเพชร โด
เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก่อให้เกิดน้ำท่วมขังและกระทบต่อแปลงปลูกพืชหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนาข้าว ที่เสี่ยงเผชิญกับโรคไหม้ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวติดตามสถานการณ์และสำรวจสังเกตอาการข้าวในนาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อแปลงปลูกข้าวของตนได้ แนวทางการฟื้นฟูนาข้าวหลังน้ำลด ควรพิจารณาตามระยะการเจริญเติบโตของข้าว ความลึกของน้ำ และระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง เพื่อจัดการดินให้เหมาะกับการปลูกข้าว เนื่องจากในขณะที่น้ำท่วมขังในระดับสูง ดินจะอิ่มด้วยน้ำ ทำให้ดินขาดอากาศ และเกิดปฏิกิริยาทางเคมีบางอย่าง ก่อให้เกิดสารประกอบอินทรีย์ เช่น กรดบูทีริก และไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นพิษต่อต้นข้าว หลังน้ำลดควรรีบระบายออกแล้วปล่อยให้ดินแห้ง ปริมาณอินทรียวัตถุ จุลินทรีย์หน้าดิน ธาตุอาหารจะลดลงจากบริเวณที่ถูกกระแสน้ำพัดพาไป ในที่พื้นที่ลุ่มต่ำจะมีธาตุอาหารพืชสะสมอยู่ในตะกอนเพิ่มขึ้น โดย ระยะแตกกอ น้ำท่วมยอดข้าวเกิน 1-2 สัปดาห์ ข้าวแช่น้ำเน่าตาย กรณีข้าวโผล่พ้นผิวน้ำ หลังน้ำลดจะทำให้ต้นข้าวหักล้ม การปรับปรุงดินควรลดระดับน้ำในแปลงนา
ในสวนหรือพื้นที่เกษตรหลังจากการตัดแต่งกิ่งไม้ เก็บเกี่ยวผลผลิต หรือกำจัดวัชพืช มักมีเศษวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ใบไม้ แกลบ ซังข้าวโพด เปลือกผลไม้ หรือเศษพืชต่างๆ หลายพื้นที่เลือกกำจัดด้วยการเผาทิ้ง ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวัสดุเหล่านั้นแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดควันและมลพิษทางอากาศ อีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ในระดับครัวเรือนและฟาร์ม คือการนำเศษวัสดุเหล่านี้มาผ่านกระบวนการ “ไพโรไลซิส (Pyrolysis)” หรือการให้ความร้อนกับวัสดุชีวมวลในสภาวะที่มีออกซิเจนน้อย เพื่อเปลี่ยนวัสดุอินทรีย์ให้กลายเป็น ถ่านชีวภาพ หรือ Biochar ถ่านชีวภาพไม่ได้เป็นเพียง “ถ่าน” ที่นำมาเผาแล้วใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่เป็นวัสดุคาร์บอนที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในดิน ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในดิน และเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ได้ จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานเกษตรเพื่อช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ที่สำคัญ เกษตรกรสามารถเริ่มต้นจากวัสดุที่มีอยู่ในสวน ไม่จำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบใหม่ และสามารถทำในระดับเล็กเพื่อทดลองกับแปลงของตัวเองก่อนได้ Biochar หรือถ่านชีวภาพ คือวัสดุคาร์บอนที่ได้จา
อาชีพทางการเกษตรเป็นอีกหนึ่งงานที่สร้างรายได้ให้กับหลายๆ คน ที่มุ่งหวังการทำงานอิสระเป็นนายตัวเอง โดยทำกินอยู่บนที่ดินของครอบครัว ไม่ต้องการที่จะเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่หรือพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรม แต่สามารถสร้างรายได้ด้วยการทำเกษตรในแบบที่ตั้งใจและสานต่อจากครอบครัว พร้อมกับพัฒนาการทำเกษตรให้มีคุณภาพ มีความหลากหลายของสินค้าที่ตอบโจทย์ในเรื่องของตลาดนำการผลิต จึงทำให้สินค้าที่ผลิตออกมายังคงเป็นที่ต้องการและจำหน่ายสร้างรายได้ตลอดทั้งปี คุณสุริยา ลีวิจิตร เกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรี ได้ค้นพบคำตอบของชีวิตว่าชื่นชอบการทำอาชีพทางการเกษตร จึงได้มาพัฒนาการทำเกษตรต่อจากคุณพ่อ พร้อมทั้งมีการพัฒนาหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เกษตรที่ทำครบวงจรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนจากการทำการค้าจากรูปแบบเดิมๆ มาทำเป็นการค้าสมัยใหม่มากขึ้น จึงทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำการเกษตรตามความตั้งใจ ลาออกงานประจำ มาทำเกษตรผสมผสาน คุณสุริยา เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นทำงานประจำรับราชการ เมื่อทำไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับงานทางด้านการทำเอกสารมากนัก จึงได้มองหาช
รู้หรือไม่…ข้าวดีดข้าวเด้งหรือข้าววัชพืช คืออุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งไม่ให้ชาวนารวย !! เพราะข้าววัชพืชเหล่านี้แย่งชิงปุ๋ย น้ำ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง แม้เพียง 10% กำไรก็หายหมดแล้ว ทุกวันนี้ ข้าวดีดข้าวเด้งปล้นชาวนาใน 3 มิติ คือ 1. ขโมยผลผลิต แย่งแสง พื้นที่ และขโมยปุ๋ยจากข้าวปลูกโดยตรง ทำให้ชาวนาสูญเสียผลผลิต 16-74% 2. ขโมยต้นทุน ทำให้ชาวนาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการถอนข้าววัชพืช รวมไปถึงภาระค่าน้ำ ค่าสารเคมีที่เพิ่มขึ้นโดยไม่เกิดรายได้ 3. ฝากหนี้อนาคต เพราะข้าวดีดข้าวเด้งเมล็ดร่วงก่อนการเก็บเกี่ยว เติมธนาคารเมล็ดวัชพืชใต้ดิน หรือ Seedbank ลงดิน บังคับให้ต้องจ่ายต้นทุนซ้ำในฤดูถัดไป ที่มาของข้าววัชพืช หลายคนเจอข้าวดีดเต็มนาแล้วถามว่า “มันมาจากไหน? เมื่อก่อนนาเราไม่เคยมี…” ปัญหาข้าวดีด–ข้าวเด้ง” ไม่ได้ระบาดเพราะโชคร้าย แต่มันมี “ทางเข้า” และมี “โรงงานผลิตเมล็ด” อยู่ในนาเราเอง “ข้าวดีด–ข้าวเด้งไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียวทั้งแปลง แต่เริ่มจากการปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยแล้วเราปล่อยให้มันสะสมเมล็ดลงดินทีละฤดู จนกลายเป็น Seedbank” คุณสุภชัย ปิติวุฒิ กรรมการบริหารคูโบต้ากำแพงเพชร (ฮั้วเฮงหลี)
“ไส้เดือน” เปรียบเสมือนเพื่อนในไร่ ที่ทำหน้าที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ต่อระบบนิเวศ สร้างอินทรียสาร และมีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น โดยการเคลื่อนที่ชอนไชในดินทำให้ดินร่วนซุย เกิดช่องว่าง และเพิ่มปริมาณออกซิเจน ทำให้การระบายน้ำและอากาศไปสู่ดินได้ดีขึ้น วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม ไส้เดือน 4 สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในไทย ไปดูว่าแต่ละสายพันธุ์เหมาะสำหรับแบบไหน และข้อดีข้อเสียคืออะไรไปดูกันเลย✨ 🪱สายพันธุ์ แอฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์ (African Night Crawler) หรือ AF ✨เป็นไส้เดือนขนาดใหญ่ ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงปนเทา สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว มีความสามารถในการย่อยสลายขยะในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีจากธรรมชาติ ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย ช่วยเพิ่มและแพร่กระจายจุลินทรีย์ในดิน เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ เหมาะเป็นอาหารสัตว์และเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา 👍🏻ข้อดี กินเก่ง โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง ขยายพันธุ์เร็ว ลูกดก ตัวโต เหมาะในการนำไปใช้ประโยชน์เป็นอาหารโปรตีน เช่น อาหารกบ หรือนก 👎🏻ข้อเสีย หากผู้เลี้ยงฝึกให้กินแต่โปรตีน หรืออาหารดีๆ ไส้เดือนพันธุ์นี้มักไม่กินขยะ ตัวมัก
ในปีนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรหลายจังหวัด ขณะนี้หลายพื้นที่น้ำท่วมลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถเริ่มต้นเพาะปลูกพืชได้อีกครั้ง กรมส่งเสริมการเกษตรมีคำแนะนำสำหรับการปลูกผักหลังจากน้ำลด รวมทั้งวิธีปรับปรุงดินอย่างไรให้ผักที่ปลูกปลอดโรค นอกจากนี้ ชนิดของผักที่จะปลูกหลังจากน้ำลด ควรเป็นผักที่มีอายุสั้น เก็บผลผลิตได้เร็ว และตลาดนิยมบริโภค และพันธุ์พืชที่ใช้ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ควรเป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี การเตรียมดิน ระยะแรกที่ดินยังเปียกอยู่ ไม่ควรให้คน สัตว์เลี้ยง และเครื่องจักร เข้าไปในพื้นที่ จะทำให้โครงสร้างของดินจับตัวกันแน่น ทำให้ยากต่อการปรับปรุงดิน กรณีที่มีน้ำขังควรหาทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ให้ขุดดินและตากดินไว้ 2-3 วัน และควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่าคลุกเคล้าดินเพื่อให้ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพในการปลูกพืชดีขึ้น หรือใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ช่วยปรับปรุงดินด้วย เพื่อป้องกันปัญหาโรครากเน่า วิธีการปลูกผัก หากสภาพพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่หรือสภาพดินยังแฉะมาก ควรใช้วิธีการปลูกด้วยต้นกล้า จะทำให้ผักเจริญเติบ
