เกษตรอัจฉริยะ
อากาศที่ร้อนขึ้น ฝนที่ตกไม่ตรงฤดู และภัยแล้งที่ยาวนานกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป เพราะวันนี้โลกกำลังใช้ข้อมูลจากอวกาศมาช่วยมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายประเทศนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการเฝ้าระวังภัยแล้งและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริงในแปลงของเกษตรกร หนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดย คุณวรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญของไทย ไม่ได้อาศัยเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกเข้ากับข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า คุณวรนุช เล่าว่า GISTDA อ้างอิงข้อมูลจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่หลายประเทศ รวม
ในยุคที่ภาคการเกษตรกำลังปรับตัวเข้าสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) เทคโนโลยีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ (Fertigation) กลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิตได้อย่างชัดเจน การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) คือ วิธีการให้ปุ๋ยอีกวิธีหนึ่ง เป็นการให้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำในระบบเดียวกัน โดยผสมปุ๋ยที่ละลายน้ำได้หมดลงไปในระบบน้ำ ตั้งแต่การให้น้ำในระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) หรือ ระบบมินิสปริงเกลอร์ (Mini Sprinkler) เมื่อพืชได้รับน้ำก็จะเป็นตัวนำพาธาตุอาหารไปยังรากพืชโดยตรง จึงทำให้ต้นพืชได้รับทั้งน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสามารถใส่สารเคมีป้องกันศัตรูพืชลงไปในระบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน การใหัปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) ดียังไง? คำตอบคือระบบนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการให้น้ำและการให้ปุ๋ยในคราวเดียวกัน ผ่านระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกลอร์ ช่วยให้พืชได้รับน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่แม่นยำ สม่ำเสมอ และสอดคล้องกับช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภา
ทุกปีผักและผลไม้บนพื้นที่สูงของไทยจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียคุณภาพก่อนถึงมือผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงเพราะกระบวนการผลิต แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งในพื้นที่สูงที่มีสภาพภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางคดเคี้ยว ภูเขาสูง และบางช่วงถูกตัดขาดในฤดูฝน ส่งผลให้ผลผลิตเกิดความเสียหายระหว่างทาง สูญเสียความสด และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งรายได้ของเกษตรกร และลดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยมาอย่างยาวนาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวถือเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคการเกษตรไทย และเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากผลผลิตจำนวนมากยังสูญเสียมูลค่าระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะในพื้นที่สูงหรือพื้นที่เข้าถึงยาก ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ บริษัท อีซี่ (2018) จำกัด ดำเนินโครงการ “การใช้เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อการขนส่งผลิตผลเกษตรพื้นที่สูง”ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. โดยมี นายอัศวิน โรมนรัต
ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป “การทำนา” ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร กลับกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ถูกจับตามองมากขึ้น ทั้งในมิติของการใช้น้ำและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ท่ามกลางโจทย์ท้าทายนี้ เทคโนโลยีจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นคำตอบที่ช่วยให้เกษตรกรก้าวทันโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว คือระบบ Alternate Wet & Dry (AWD) หรือการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้ง” ที่ถูกต่อยอดด้วยเทคโนโลยีตรวจวัดอัจฉริยะ โดย ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ นักวิจัยอาวุโส เนคเทค สวทช. อธิบายว่า แนวคิดของการทำนาในลักษณะนี้ ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นการจัดจังหวะน้ำให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าว การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง คือการควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีทั้งช่วงน้ำขัง และช่วงน้ำแห้งสลับกันอย่างเหมาะสม ช่วงเวลาที่ดินแห้งนั้น รากข้าวจะสามารถดูดซับอากาศและธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นข้าวแข็งแรง แตกกอได้ดี และมีความทนทานต่อโรคและแมลงมากขึ้น เมื่อโครงสร้างต้นแข็งแรง การใช้ปุ๋ยและสารเคมีก็ลดลงตามไปด้วย ขณะเ
เกษตรยั่งยืน
ในยุคที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบต้นน้ำอย่างเม็ดพลาสติกทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยจำนวนมากเริ่มหันกลับมามองหา “ขุมทรัพย์จากท้องถิ่น” อย่าง วัสดุธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการยกระดับมูลค่าสินค้าด้วยเรื่องราวของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย 4 วัสดุธรรมชาติ “หัวใจหลัก” ของบรรจุภัณฑ์สีเขียว การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสวยงาม แต่เป็นนวัตกรรมภูมิปัญญาที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จากกระแสการรณรงค์ให้ลด ละ และเลิกใช้กล่องโฟมสำหรับบรรจุอาหาร ส่งผลให้เกิดการพัฒนาและค้นคว้าวิจัย เพื่อนำ “วัสดุธรรมชาติ” มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยสามารถจำแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ 1. กล่องกระดาษใส่อาหารผลิตจากเยื่อไม้หรือเยื่อกระดาษขึ้นรูป โดยส่วนใหญ่มักมีสีขาว เนื่องจากไม่ผ่านการเติมสารเคมีหรือสารฟอกขาวเพิ่มเติม จึงปลอดภัยและ
“จน เครียด กินเหล้า” เป็นช่วงต่ำสุดของชีวิต พ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ สุดยอดคนเกษตรแห่งแดนอีสาน ในอดีต พ่อคำเดื่องปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างปอ มันสำปะหลัง ถั่วลิสง อ้อย ยาสูบ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นหนี้เป็นสินมากขึ้นเท่านั้น เพราะเครียดจากความล้มเหลวทางการเกษตร จึงหันหน้าไปหาเหล้ายาจนชีวิตเกือบพังไม่เป็นท่า โชคดีพ่อคำเดื่องได้สติยั้งคิดว่านี่ไม่ใช่ทางออกของปัญหา หันมาเรียนรู้การพึ่งพาตัวเองโดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิต ยึดหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ออมน้ำ ออมดิน ออมต้นไม้ ให้สภาพแวดล้อมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกพันธุ์ไม้นับหมื่นต้นพลิกฟื้นผืนดินให้อุดมสมบูรณ์ เติบโตอย่างมั่นคงในวิถีเกษตรกรรมธรรมชาติ จนสามารถปลดหนี้สินได้ภายใน 4 ปี ยึดหลักวิถีเกษตรกรรมธรรมชาติ พ่อคำเดื่องค้นพบวิถีทางที่คนและสัตว์อยู่ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี เพราะธรรมชาติได้จัดสรรให้แมลงศัตรูพืชแต่ละ
ทุกครั้งที่โลกเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคืออากาศที่ร้อนจัด ภัยแล้ง หรือไฟป่า แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ข้าว” เหตุผลไม่ใช่เพราะข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง แต่เพราะข้าวคืออาหารหลักของประชากรโลกมากกว่า 3,500 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ข้าว เป็นอาหารหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์ด้านอาหารทั่วโลกต่างจับตาปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” อย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดขึ้นรุนแรงตามที่หลายฝ่ายประเมิน อาจไม่ใช่แค่ทำให้อากาศร้อนขึ้นหรือเกิดภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “ราคาข้าวโลก” และความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจเกิดขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์จากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ความแห้งแล้งและคลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป
ภัยแล้งและอุทกภัย นับเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านบริหารจัดการน้ำชุมชน มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจนประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในหลายจังหวัด นางสาวนิศากร ยิ่งขจร ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการน้ำชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)หรือ สสน. กล่าวว่า สสน.มุ่งบริหารจัดการน้ำชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยเน้นบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า มาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาของชุมชน มีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและแหล่งกักเก็บสำรองน้ำ ดูแลรักษาและบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับภูมิสังคม จนเกิดความมั่นคงน้ำ ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ปรับปรุงประปาภูเขาที่จังหวัดพะเยา พื้นที่ชุมชนตำบลควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่ลาดเชิงเขา ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการ
