เกษตรอัจฉริยะ
โคนมเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมนมของประเทศไทย แต่ปัจจุบันผู้เลี้ยงโคนมกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาด้านสุขภาพของแม่โค เช่น โรคเต้านมอักเสบ ฯลฯ ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนมดิบ ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงและเกิดภาวะขาดทุนสะสม เพื่อให้การผลิตน้ำนมโคจากฟาร์มเกษตรกรไทย สะอาด ปลอดภัย มีคุณภาพสูง ควบคู่กับการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทีมวิจัย AGRI BUBBLE TECH ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การนำของ ผศ.ดร.ทฤษฎี คำหล่อ จากภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ คณะเกษตรศาสตร์ จึงได้พัฒนากระบวนการทำความสะอาดอุปกรณ์รีดน้ำนมโค โดยใช้เทคโนโลยีฟอกอากาศขนาดเล็ก ระดับไมโครและนาโนเมตร เพื่อยกระดับมาตรฐานความสะอาดในฟาร์มโคนม สู่การผลิตน้ำนมดิบคุณภาพสูง ขั้นตอนการล้างทำความสะอาดชุดรีดนม เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยทั่วไปมักล้างทำความสะอาดชุดรีดนมตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ คือ 1. กลั้วล้างน้ำเปล่า (น้ำประปาหรือน้ำบาดาล) 2. แช่โซดาไฟ-น้ำด่าง เพื่อขจัดคราบไขมัน โปรตีน แร่ธาตุในนม 3. ใช้น้ำยาขจัดคราบ/น้ำยาล้างจาน ร่วมกับแปรงขัด 4. น้ำยาฆ่าเชื
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โชว์ต้นแบบการเพาะเลี้ยง “ไข่ผำ” พืชน้ำโปรตีนสูง สู่การผลิต “ผำพรีเมียม” ด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบการจัดการฟาร์มแบบครบวงจร ซึ่งเป็นความร่วมมืองานวิจัยเพื่อขยายผลสู่ชุมชนพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ไข่ผำเป็นพืชน้ำพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทยมีปริมาณโปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูง อย่างไรก็ตามการผลิตไข่ผำแบบดั้งเดิมยังประสบปัญหาความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต การปนเปื้อน และขาดมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและอาหารเฉพาะบุคคล Functional Food โดยความร่วมมืองานวิจัยเพื่อขยายผลสู่ชุมชนนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตผำที่แตกต่างจากผำทั่วไปในท้องตลาด นำไปสู่การแบ่งเกรดและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี สวทช. หัวใจสำคัญในการยกระดับการผลิต ผำพรีเมียมปลอดภัย โตไว ได้โปรตีนสูงภายใน 5-7 วัน ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวท
การเลี้ยงปศุสัตว์ หากมีการบริหารจัดการฟาร์มไม่ถูกลักษณะ อาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษจากกลิ่นเหม็น น้ำทิ้งและน้ำเสียที่เกิดจากมูลสัตว์ ปัสสาวะ และน้ำล้างคอก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัยข้างเคียงทำให้เกิดความขัดแย้งในระดับชุมชนได้ “นวัตกรรม “จุลินทรีย์ พิโก อไลฟ์” หนึ่งในนวัตกรรมทางเลือกที่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษในฟาร์มปศุสัตว์ เนื่องจากสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นใน 1 นาที บำบัดน้ำเสีย ย่อยสลายไขมัน กากตะกอน สารเคมี ทั้งกำจัดเชื้อโรคทั้งในน้ำและในดิน เป็นผลงานที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำสูง” คุณจีรศักดิ์ นาคานารา CEO บริษัท พิโก อไลฟ์ จำกัด (Pico Alive) กล่าว นวัตกรรมจุลินทรีย์ ของ พิโก อไลฟ์ เป็นจุลินทรีย์ชีวภาพเพื่อการเกษตรไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไทยอย่างยั่งยืน การันตีคุณภาพ! ด้วยรางวัลชนะเลิศในงาน Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย 2024 รวมทั้งรางวัลนวัตกรรม “7 Innovation Awards 2024” ด้านสังคม และรางวัลจากเวที AGRITHON By ARDA Season 2 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของเปิดโอกาสในนักวิจัยได้ร่วมแข่งขันนำเสนอนวัตกรรมและเทค
หลายคนคงพอได้ยินเรื่อง คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพรินต์ หรือ Net Zero กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพื่อคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายคนที่อาจยังไม่เข้าใจชัดเจน หรือยังนึกภาพไม่ออกว่า เรื่องเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตประจำวัน ภาคการเกษตร และภาคธุรกิจของเราอย่างไรในอนาคต ทั้งที่ในวันนี้ หลายประเทศและหลายบริษัททั่วโลก เริ่มนำเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนมาเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ของการค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก รวมถึงเกษตรกรไทยในอนาคตด้วย ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “จาก ERP สู่ Net Zero ทางลัดการคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติ” ภายในงาน NAC 2026 (NSTDA Annual Conference 2026) ว่า ปัจจุบันเรื่อง Net Zero ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของภาคธุรกิจและการค้าโลก โดยอธิบายว่า “Net Zero” หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็
เกษตรยั่งยืน
ปัจจุบัน ชาวสวนกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกได้รวมตัวกันจัดตั้ง “ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่อยากเปลี่ยนแปลง ปลูกผลไม้ร่วมกับธรรมชาติ เพื่อให้ได้ผลไม้คุณภาพดี มีรสชาติอร่อยและปลอดภัย จุดต่างที่ทำให้กลุ่มฯนี้ไม่เหมือนใคร เพราะทุกคนช่วยกัน ใครมีวัตถุดิบ ใครมีตลาด ใครมีโรงงาน ทุกสวนต่างช่วยกันเปิดตลาด ทั้งในประเทศและส่งออก ไม่แย่งกันขาย ร่วมแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งกลับเข้ากลุ่ม เพื่อยกระดับสวนสมาชิก โดยไม่ทิ้งใครไว้กลางทาง แม้ยังไม่เป็นเกษตรอินทรีย์ก็มีที่ยืน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี ปลูกผลไม้ด้วยความรู้ ความรัก และความรับผิดชอบ สนใจเรียนรู้การตลาด การแปรรูป และการขนส่งด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุด แต่เพื่อศักดิ์ศรี ความมั่นคง และอนาคตของเกษตรกรไทยทุกคน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี คือระบบเกษตรที่ไม่แข่งกันแต่ “แบ่งกันโต”เพราะเชื่อว่า การแบ่งปัน ไม่ใช่การเสียเปรียบ แต่เป็นการอยู่รอดไปด้วยกัน สร้างเศรษฐกิจพอดี ที่เติบโตไปด้วยกัน คือรากฐานของความยั่งยืน แกนนำ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี จุดเริ่มต้นของ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี เกิดจากการรวมตัวของแกนนำ 4 ราย ประกอบด้วย 1. คุณสุธีร์
ในวันที่ผู้คนทั่วโลกเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับอาหารที่กินมากขึ้นว่า “มาจากไหน” “ปลอดภัยหรือไม่” และ “ใครคือคนอยู่เบื้องหลัง” น้ำผึ้งไทยกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล็กที่สะท้อนความจริงของโลกใบใหญ่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะสิ่งที่อยู่ในขวดสีทองนั้น อาจไม่ได้เป็นเพียงความหวาน แต่คือเรื่องราวของผืนป่า ฤดูกาล พันธุ์ไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่พยายามอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล หลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่น้อยยังจดจำ “น้ำผึ้ง” ว่าเป็นของเหลวหวานๆ ที่มีรสชาติคล้ายกันทั้งหมด แต่สำหรับ คุณเบนซ์-วีรวิชญ์ อินทร์ประยงค์ เจ้าของบำรุงสุขฟาร์มและนักสะสมน้ำผึ้งไทย ใช้เวลากว่า 10 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าน้ำผึ้งแต่ละหยดมีตัวตนเฉพาะเหมือนไวน์ชั้นดี และรสชาติที่แตกต่างกันนั้น กำลังบอกเล่าทั้งสุขภาพของป่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในทรัพยากรท้องถิ่นไทย “น้ำผึ้งไทย” ซับซ้อนกว่าที่คิด! จากข้อสงสัยสู่การแกะรอยรสชาติ คุณเบนซ์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางในโลกน้ำผึ้ง โดยยอมรับว่าในช่วงแรกแทบไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จนได้เข้าไปทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่สนใจความยั่งยืนด้า
องค์การบริหารส่วนตำบลพลับพลาไชย ( อบต.พลับพลาไชย ) อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการจัดการน้ำแล้ง น้ำท่วม โดยได้รับแรงบันดาลใจมาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างบูรณาการ เริ่มจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ภัยแล้ง น้ำท่วมก็ตามมา บ้านหนองการ้องหมู่ที่ 11 ตำบลพลับพลาไชย มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าต้นน้ำและแหล่งอาหารในการประกอบอาชีพของชาวบ้านหนองการ้องและชาวตำบลพลับพลาไชย แต่ที่ผ่านมาป่าต้นน้ำแห่งนี้ มีสภาพเสื่อมโทรมจากการบุกรุกป่า เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ทำให้ปริมาณต้นไม้ในป่าน้อยลง ส่งผลให้แหล่งอาหารจากป่าต้นน้ำลดลงแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนทิ้งช่วง ในช่วงที่ฝนตกหนักก็เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน จนเกิดความเสียหาย อบต.พลับพลาไชย จึงต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ใช้ภา
“ผึ้ง” เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายของพืชพรรณสูง ทำให้มีสายพันธุ์ผึ้งท้องถิ่นถึง 5 ชนิดจาก 8 ชนิดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน และชันโรงอีกกว่า 34 สายพันธุ์ ด้วยปัจจัยความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ทำให้น้ำผึ้งไทยมีคาแร็กเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับทักษะการทำเกษตรแม่นยำของคนไทย ยิ่งส่งเสริมให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง ทว่าปัจจุบันน้ำผึ้งไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานการส่งออก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และประธานภูมิภาคเอเชีย สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งนานาชาติ (International Federation of Beekeepers’ Association: Apimondia) สมาคมผึ้งโลกมีอายุกว่า 129 ปี กล่าวว่า แม้ตลาดน้ำผึ้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กลับคุ้นเคยและนิยมน้ำผึ้งพันธุ์ฝรั่งมากกว่า สาเหตุสำคัญมาจากมาตรฐานน้ำผึ้งสากล ซึ
