เกษตรอัจฉริยะ
“มะคาเดเมีย” หรือ “แมคคาเดเมีย” อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิดรวมถึงไขมันไม่อิ่มตัวและสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่มีคุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระ ลดภาวะการอักเสบ ลดปัจจัยเสี่ยงโรคเรื้อรัง (NCDs) ต่างๆ ช่วยลดระดับไขมันชนิดไม่ดี (IDL) ต้านเชื้อแบคทีเรีย และป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ประกอบกับเมล็ดแมคคาเดเมียมีรสชาติมัน หอม จึงเป็นที่นิยมบริโภคและตลาดมีความต้องการสูง สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปลูกแมคคาเดเมีย 4 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์เชียงใหม่ 344, พันธุ์เชียงใหม่ 508, พันธุ์เชียงใหม่ 660, พันธุ์เชียงใหม่ 741 ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะให้ผลผลิตที่สูง และต้านทานโรคได้ดี สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ ได้ส่งเสริมการปลูกแมคคาเดเมียและการแปรรูปเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่การแปรรูปแมคคาเดเมียนั้นจะต้องใช้เครื่องจักรที่มีราคาสูง ซึ่งกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตแมคคาเดเมียส่วนใหญ่ไม่สามารถลงทุนได้ จึงนิยมขายผลผลิตแมคคาเดเมียดิบให้กับโรงงานทั้งหมด ที่ผ่านมา มีเกษตรกรพยายามแปรรูปผลแมคคาเดเมียเอง โดยใช้ใบมีดกะเทาะ
หมดปัญหา ‘ทุเรียนไม่สุก–สุกเกิน’ ด้วยเทคโนโลยี CT-Scan นวัตกรรมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนการคัดแยกคุณภาพทุเรียนไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตลาดผลไม้ไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านคุณภาพจากทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกต่อปีนับแสนล้านบาท หนึ่งในปัญหาเรื้อรัง คือ “ความไม่แน่นอนของเนื้อใน” ที่ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะผ่า ปัญหานั้นกำลังถูกแก้ไขด้วยเทคโนโลยีล่าสุดจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ผ่านโครงการสนับสนุนทุนวิจัยที่สร้าง “นวัตกรรมจับต้องได้” อย่างแท้จริง นางสาวศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) กล่าวว่า ในยุคที่เกษตรไทยเผชิญทั้งปัญหาแรงงานขาดแคลน ต้นทุนสูงและการแข่งขันที่เน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” การเปลี่ยนผ่านสู่ เกษตรสมัยใหม่ จึงไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป ARDA ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนวิจัยภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AgriTech เช่น เกษตรแม่นยำ และ เกษตรอัจฉริยะ เพื่อยกระดับศักย
มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก มันสำปะหลังเป็นพืชอาหารที่มีปริมาณแป้งสูง (Carbohydrate-rich crops) เป็นวัตถุดิบสำคัญใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมเอทานอล อุตสาหกรรมอาหาร และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตแอลกอฮอล์ กรดมะนาว เครื่องนุ่งห่ม ยา กระดาษ และเคมีภัณฑ์ ฯลฯ ทำให้แนวโน้มความต้องการมันสำปะหลังในตลาดโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยผลิตได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 23-24 ล้านตัน เกษตรกรไทยจะเริ่มปลูกมันสำปะหลังตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป และเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลัง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากสุดตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปีซึ่งการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบันยังคงใช้แรงงานในการเก็บเกี่ยวเป็นหลัก โดยการตัดส่วนลำต้นออกแล้วขุดด้วยจอบหรือใช้คานงัด หรือใช้ผาลขุดติดท้ายแทรกเตอร์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็จะสับหัวมันออกจากเหง้าซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ได้มีการออกแบบเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบถอนเหง้ามันสำปะหลังขึ้นจากพ
เนื่องจาก “ข้าวฮางงอก” เป็นภูมิปัญญาชาวอีสานมาแต่ดั้งเดิม โดยเป็นข้าวที่เพาะงอกจากข้าวเปลือก มีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และมีกลิ่นหอมจากเปลือกมาเคลือบที่เมล็ดข้าวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ข้าวฮางมีสารอาหารมากและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและสมดุล ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันเชื้อโรคหรือโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคได้ดี เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน ไขข้ออักเสบ โรคไต โรคเกี่ยวกับประสาทและสมอง ความจำเสื่อม การแก่เกินวัย โรคมะเร็งชนิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง หรือได้รับสารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี สารเร่ง การเจริญเติบโต สารกันบูด สารสังเคราะห์ และอากาศที่เป็นพิษ กรรมวิธีการทำข้าวฮางงอก เริ่มจากการนำเอาข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นการงอกของข้าวเปลือก ทำให้เกิดการทำงานของสารเอนไซม์และสารอาหารต่างๆ เมื่อข้าวเปลือกเริ่มงอกจะผลิตสารอาหารชนิดหนึ่งขึ้นมา คือ สาร GABA (กาบา) ที่มีส่วนช่วยในเรื่องความจำ และเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วจึงนำข้าวเปลือกที่งอกแล้วไปนึ่ง เพื่อหยุดกระบวกการงอก ทำให้สารอาหารที่เพิ่
มูดี โซลีแมน จากสหรัฐอเมริกา แนะนำ “สติ๊กเฟรช” สติ๊กเกอร์อัจฉริยะที่ยืดอายุผลไม้ให้สดใหม่ได้นานขึ้น ผลิตขึ้นจากส่วนประกอบธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อติดสติ๊กเฟรชบนผลไม้ สารประกอบในสติ๊กเกอร์จะสร้างชั้นปกป้องรอบๆ ผลไม้ ช่วยให้โครงสร้างส่วนประกอบของเซลล์ผลไม้คงความสดและเก็บรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ เพียงเท่านี้ผลไม้ก็จะคงความสดใหม่ได้ยาวนานเพิ่มอีก 2 สัปดาห์ แถมผลไม้ที่ติดสติ๊กเฟรชยังมีรสชาติหวานและชุ่มฉ่ำขึ้นอีกด้วย สติ๊กเฟรชใช้ได้กับผลไม้แทบจะทุกชนิด แต่ชนิดที่ได้ผลดีที่สุด ได้แก่ อะโวคาโด แอปเปิ้ล ส้ม และมะม่วง ส่วนชนิดที่ได้ผลน่าพอใจ ได้แก่ ลูกแพร์ แก้วมังกร กีวี มะนาว แอปริคอต มะละกอ มะเฟือง ทับทิม และมังคุด ด้าน ดร.ฟีบี ถิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพืชไร่ จากมหาวิทยา ลัยปุจรามาเลเซีย ศึกษาผลการใช้สติ๊กเฟรชกับมะม่วง โดยตรวจสอบลึกลงในระดับโครงสร้างเซลล์ของมะม่วง พบว่าช่วยลดการเกิดโรคและเชื้อโรคในโครงสร้างเซลล์มะม่วงได้ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ยืดอายุความสดของผลไม้นั่นเอง
เกษตรกรนักประดิษฐ์จังหวัดลำปาง ที่มีทักษะช่างหลากหลายด้านนำความรู้มาแก้ไขปัญหาทางการเกษตรจนสร้างนวัตกรรมที่ช่วยลดต้นทุนและแรงงานจากพลังงานสะอาด คุณกฤษณะ สิทธิหาญ หรือ ช่างเอก เจ้าของไร่ช่างเอก วิถีอินทรีย์ จังหวัดลำปาง เป็นเกษตรกรนักประดิษฐ์ที่มากความสามารถ ด้วยทักษะสารพัดช่าง ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟฟ้า ประปา ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัว นำความรู้มาต่อยอดแก้ไขปัญหาทางการเกษตร จนกลายเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งาน ที่ช่วยลดต้นทุน ลดแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งปัจจุบันช่างเอกเน้นการทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง โดยใช้พลังงานสะอาดเป็นหลัก จุดเริ่มต้นของการทำเกษตรอินทรีย์ คุณกฤษณะเคยทำงานเป็นช่างที่กรุงเทพฯ มาก่อน ตั้งแต่อายุ 14 ปี มองว่าทักษะด้านช่างจะช่วยให้เอาตัวรอดได้ในอนาคต ด้วยความชอบส่วนตัว จึงไปอบรมและเรียนรู้ตามคอร์สต่างๆ พร้อมกับเป็นลูกมือ เรียนรู้จากประสบการณ์และครูพักลักจำ ทำให้เขามีความรู้เรื่องช่างติดตัวมาตั้งแต่เด็ก จนในปี 2553 เขาตัดสินใจลาออกจากงาน กลับมาดูแลพ่อแม่ที่อายุมากขึ้น รวมถึงที่บ้านทำสวนสับปะรดอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นที่บ้านเปิดร้านขายปุ๋
ในแต่ละวันมักมีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการบริโภคและจำหน่าย อาหารจำนวนมากหากรวบรวมเก็บใส่ถุงไว้ รอรถขยะของเทศบาลมารับ อาจเสียเวลารอนานหลายวัน จนเกิดกลิ่นเหม็นเป็นที่รำคาญใจและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงออกแบบเครื่องผลิตดินจากเศษอาหารด้วยการเร่งปฏิกิริยาจุลินทรีย์ เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางเลือกที่คนไทยสามารถกำจัดขยะเศษอาหารในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณขยะสู่สิ่งแวดล้อม นวัตกรรมนี้ นำเศษอาหารไปทำดิน โดยอาศัยการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ ช่วยย่นระยะเวลาที่ใช้ในการทำดินหมักให้สั้นลง และใช้ได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่า ที่สำคัญได้ดินคุณภาพดีนำไปใช้ปรับปรุงดิน หรือใช้ปลูกต้นไม้อีกทางหนึ่งด้วย ขั้นตอนการทำงาน 1. นำสารตั้งต้นในการย่อยใส่ลงไปในถังเครื่องผลิตดิน เช่น แกลบดิบ หัวเชื้อจุลินทรีย์ และน้ำตาล 2. หลังจากใส่สารตั้งต้นแล้วทิ้งไว้ 1 วัน จึงนำเศษอาหารและวัสดุอินทรีย์ที่เหลือในครัวเรือนใส่ลงไปในเครื่องผลิตดินจากเศษอาหารและวัสดุอินทรีย์ กดปุ่มเพื่อเริ่มกระบวนการทำงานตามระบบ 3. ตรวจสอบว่าลักษณะทางกายภาพของเศษอาหารและวัสดุอินทรีย์มีการเปลี่ยนแป
