อื่นๆ
คอมมอนมาร์โมเซท เป็นลิงขนาดเล็ก มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 18 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาล เทา แซมด้วยเหลืองเล็กน้อย ใบหน้าเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีจุดเด่นตรงหูฟูๆ สีขาว และหางที่มีลายเป็นวงสีขาวสลับน้ำตาลเทา ถิ่นอาศัยและอาหาร : ถิ่นกำเนิดของมาร์โมเซทอยู่ที่บราซิล แต่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของอเมริกาใต้ด้วย คอมมอนมาร์โมเซทจะชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบที่มีไม้ยืนต้นขึ้นอุดม ห้อยโหนตามต้นไม้ เพื่อหากินยางไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ และแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร พฤติกรรมและการสืบพันธุ์ : อยู่รวมกันเป็นฝูง ในหนึ่งฝูงจะมีตัวผู้และตัวเมีย 2-3 ตัวเท่านั้นที่สามารถผสมพันธุ์ได้ คอมมอนมาร์โมเซท มีอายุนานถึง 18 ปี และโตเต็มวัยเมื่ออายุ 15 เดือน ตั้งท้องสองครั้งต่อปี ใช้เวลาตั้งท้องนาน 5 เดือน ออกลูกครั้งละ 2 ตัว ตัวเมียทุกตัวในฝูงจะช่วยกันดูแลเด็กอ่อน คอมมอนมาร์โมเซทใช้หน้าตา ท่าทาง และเสียงในการสื่อสารกัน โดยแต่ละโทนเสียงที่ร้องจะมีข้อความแตกต่างกัน มีศัตรูตามธรรมชาติ คือ งูบางชนิด นกฮูก นกเหยี่ยว และสัตว์ในตระกูลแมวป่า
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ชูธงสนองเทรนด์กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มุ่งเตรียม “คน” รองรับการขยายตัวและการแข่งขันของตลาดที่กว้างขึ้นทุกขณะในโลกเศรษฐกิจเสรี ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศไทยและโลกอนาคต ตอกย้ำความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้จากมืออาชีพ พร้อมการเรียนทฤษฎีควบคู่การฝึกปฏิบัติงานจริง คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ บรรยายพิเศษ “แนวทางการสร้างบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจเกษตรและอาหาร” กล่าวเน้นความสำคัญของ “การจัดการ” องค์กรงานจะรุ่งหรือร่วงก็เพราะการจัดการ ทรัพยากรมากมายหากเอามารวมกันในองค์กร ถ้าผ่านการจัดการที่ดีก็จะรุ่งขึ้นมา พีไอเอ็ม จึงสร้างนักจัดการมืออาชีพทางการเกษตรและอาหารที่จะสามารถนำเอาทรัพยากรมากมายมาบูรณาการความรู้ สร้างสรรค์สังคมเกษตรอย่างยั่งยืน ตอบสนองต่อความต้องการได้ ด้านการเสวนามี คุณสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), คุณสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุร
หลายวันก่อน เดินทอดน่องไปตามร้านหนังสือมือสอง พบหนังสือถูกใจ “ธรรมชาตินานาสัตว์ 2” ผลงานน่าเก็บรักษา ของ น.พ.บุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติผู้ล่วงลับ แต่ยังทิ้งความรู้เป็นมรดกทรงค่าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาไว้มากมาย ธรรมชาตินานาสัตว์ เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความสั้นๆ ของหมอบุญส่งที่เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลง “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ในยุคแรก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2497 ซึ่งได้รับความนิยมและมีผู้ติดตามอ่านเป็นจำนวนมาก ได้รับการตีพิมพ์รวมเล่มในปี พ.ศ. 2504 โดยสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ จนปี พ.ศ. 2537 และ 2538 สำนักพิมพ์สารคดีนำมาตีพิมพ์ใหม่เป็นหนังสือชุด 3 เล่ม (แต่ปัจจุบันมีจำหน่ายเพียงตามร้านหนังสือมือสองเท่านั้น ผู้เขียนจึงไม่รอช้ารีบคว้าเป็นเจ้าของ) เวลาผ่านไป หนังสือเล่มนี้ยังคงเสน่ห์ของธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ไว้ได้อย่างดี ถึงแม้ว่าจะไม่มีภาพประกอบ 4 สี สวยงาม หรือเล่าเรื่องราวด้วยภาพถ่ายจากของจริงเหมือนหนังสือยุคใหม่ แต่ตัวอักษรและภาพวาดขาวดำที่ปรากฏนั้น ก็ทำให้คนอยู่ห่างไกลธรรมชาติได้ทำความเข้าใจกับโลกของสัตว์ได้มากขึ้น และคลี่ปมความสงสัยได้อย่างแจ่มแจ้ง หนึ่งในนั้นคือ
จังหวัดเพชรบูรณ์ เรียกได้ว่าเป็นจังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง ที่อาณาเขตพื้นที่ไม่ได้น้อยไปกว่าจังหวัดใกล้เคียง ความสวยงามและความเจริญของเมืองควบคู่กันไป แต่สิ่งที่พบในครั้งนี้ แตกต่างไปจากทุกครั้ง เมื่อเข้าไปในโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ ตำบลบ้านโตก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพื้นที่บริเวณโรงเรียนทั้งหมด 200 ไร่ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับเรียนและสอน แต่เป็นอาคารเรือนพักให้กับนักเรียน เพราะนักเรียนที่นี่ต้องอยู่ประจำ กลับบ้านเฉพาะช่วงปิดเทอมเท่านั้น ความแตกต่างที่เอ่ยถึงก่อนหน้า คือ ความแตกต่างในตัวของนักเรียน เพราะนักเรียนที่นี่ เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องหรือพิการทางการได้ยิน เช่น หูหนวก เป็นใบ้ นอกจากนี้ ยังรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา หรือ เด็กออทิสติก สมาธิสั้น เป็นต้น ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการเรียนการสอนที่แน่นอนว่าต้องไม่เหมือนสถานศึกษาแห่งอื่น อาจารย์วนิดา จิตรอาษา รองผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ข้อมูลว่า สถานศึกษาแห่งนี้ มีพื้นที่มากถึง 200 ไร่ แบ่งพื้นที่เป็นอาคารเรียน ศูนย์การเรียนรู้
การดูแลเรื่องอาหารการกินของน้องหมาอย่างละเอียดละออ คงเป็นเรื่องที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับคนรักสุนัข ก่อนจะซื้อต้องผ่านขั้นตอนการเลือก พินิจพิเคราะห์จากยี่ห้อที่ได้รับความนิยมหรืออยู่ในกระแส หรือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าอาหารเม็ดที่ให้น้องหมาเป็นอาหารเม็ดที่ได้คุณภาพ มีสารอาหารหลายชนิดเป็นส่วนผสม มีกลิ่นชวนให้ลิ้มลอง บางรายแทบจะชิมให้รู้รสก่อนถึงน้องหมาอันเป็นที่รักเลยก็มี แต่ถ้าในวันที่อาหารเม็ดหมดขึ้นมา และตกอยู่ในภาวะคับขัน เช่น พาหนะที่ใช้สำหรับเดินทางไปซื้อไม่มี เงินในกระเป๋าก็หดหาย หมดปัญญาหาทางออก การทำอาหารสุนัขเก็บไว้รับประทานก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง แนวคิด “อาหารสุนัขทางเลือก ทำเองได้” เป็นแนวคิดที่ขายได้และประสบความสำเร็จของกลุ่มนิสิตคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย น.ส.ชนัฐกานต์ ศิริโชติ น.ส.รัฐมน สุภาวรธรรม และนายทัชชกร เห็นสว่าง เริ่มต้นจากดร.ศิรพรรณ สุคนธสิงห์ และ ดร.ทิพยรัตน์ ชาหอมชื่น ที่คล้องแขนมารวมสมองสร้างไอเดียสำหรับคนรักน้องหมาขึ้น และส่งให้นิสิตสานต่อจนเป็นรูปร่าง นำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ดร.ศิรพรรณ บอกว่า e-Dogs เป็นอาหารสุนัขทางเลือก ที
โรงเรียนบ้านโคกป่ากุง เป็นโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินงานตามโครงการเป็นเวลา 23 ปี ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมโรงเรียนบ้านโคกป่ากุงและราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 3 ครั้ง นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ โดยเสด็จฯ ทรงเยี่ยมครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกป่ากุง (ภาคี 4 ฝ่าย) ได้มองเห็นความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงได้จัดประชุม เห็นควรจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้น เพื่อรับรองรับงานตามโครงการตามพระราชดำริ และเพื่อสืบทอดสานต่อความรู้ด้านการเกษตร โดยได้ดำเนินการจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 หลังจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมโรงเรียนบ้านโคกป่ากุงเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2546 ทำให้เกิดการจุดประกายความคิดให้กลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียนบ้านโคกป
อุปนิสัยในการกินของคนเราเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก การกินในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา เราหันมากินตามชาติตะวันตกโดยเห็นว่าเป็นของโก้หรู เพราะเห็นว่าเขาเป็นชาติที่พัฒนาแล้ว โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น เช่น รายได้ วัฒนธรรมประเพณี สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ดินฟ้าอากาศของเรา ทั้งที่เมื่อเวลาผ่านการบริโภคแบบชาวตะวันตกก็ส่งผลถึงโรคภัยที่เกิดจากวัฒนธรรมการกิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เริ่มตระหนักในเรื่องนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเมื่อผ่านชีวิตมา 30-40 ปีแล้วเปลี่ยนแปลงค่อนข้างยาก นอกจากประสบโรคภัยที่เกิดกับตัวซึ่งก็เกือบสายเกินไปแล้ว เหมือนสุภาษิตของนักเล่นบอนไซที่ว่า “ไม้แก่ดัดยาก” ดังนั้น จึงทำให้ต้องมุ่งเน้นไปที่เด็กๆ ที่เราสามารถสร้างเสริมพฤติกรรมในการบริโภคที่ถูกต้องเหมาะสมให้ติดตัวเขาไปตลอดจนตราบสิ้นชีวิต โครงการ “โรงเรียนกินผัก” เปิดให้ทุนเพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างปัจจัยแวดล้อมด้านอาหารสุขภาวะ หรือการจัดการเชิงบูรณาการที่ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคผักผลไม้ที่ปลอดภัย และลดภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วนของเด็ก โดยมีแนวทางการรับข้อเสนอโครงการตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังต่อ
แม้จะเลยฤดูการให้ลูกของเจ้าหนูจิงโจ้มาแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนำความน่ารักมาเขียนถึงในตอนนี้ เพราะเชื่อว่า อาจมีผู้อ่านจำนวนหนึ่งที่สนใจพฤติกรรมและนิยมชมชอบเจ้าหนูจิงโจ้ไปเสาะแสวงหามาเลี้ยง ซึ่งแม้จะเลยฤดูการให้ลูกมาแล้ว ก็ยังคงหลงเหลือหนูจิงโจ้จำนวนหนึ่งให้ได้จับจองกัน หากให้นึกภาพตามชื่อของ “หนูจิงโจ้” สัตว์เลี้ยงสวยงามชนิดนี้ คงได้ภาพที่ไม่ผิดแผกจากความเป็นจริง เพราะขนาดของรูปร่างที่กะทัดรัดเหมือนหนู แต่มีขาหลังยาวและใช้การกระโดดแทนการเดินเหมือนจิงโจ้ ทั้งที่จริง หนูจิงโจ้ ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับจิงโจ้แม้แต่น้อย หนูจิงโจ้ ไม่ใช่สัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย แต่เป็นสัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดในทะเลทรายแถบมองโกเลีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จึงไม่น่าแปลกใจหากนำมาเลี้ยงในบ้านเรา แล้วเขาสามารถปรับสภาพให้อยู่ได้อย่างปกติ ในประเทศไทย ยังไม่พบว่าสามารถขยายพันธุ์หนูจิงโจ้ได้ แต่ที่กลายเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามกระจายอย่างกว้างขวาง เพราะหนูจิงโจ้ถูกนำเข้ามาจำหน่าย โดยผู้ค้าเพียงไม่กี่ราย และคุณปิยสิชฌ์ พัฒนะพราหมณ์ หรือ คุณโอ๊ต จัดอยู่ในผู้นำเข้าในระดับแถวหน้า คุณปิยสิชฌ์ บอกว่า ความนิยมของหนูจิงโจ้ในประเ
ผลิตภัณฑ์ลูกหยีสามรส เป็นผลิตภัณฑ์เด่นและขึ้นชื่อของ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ลูกหยี ปัจจุบัน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ลูกหยีปรุงรส ลูกหยีกวนไร้เมล็ด ลูกหยีแดงแห้งกรอบ ลูกหยีสดสุก เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และมาตรฐานฮาลาลแห่งชาติ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ลูกหยีจะรับซื้อผลลูกหยีจากชาวบ้าน นำมาผลิตลูกหยีแปรรูปเพื่อส่งออกและจำหน่ายจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ กระบวนการในการผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์จำนวนมากเพื่อให้ทันตามที่ตลาดแรงงานต้องการนั้น ยังคงไม่สามารถจัดส่งได้ทันที ยังคงใช้กระบวนการผลิตแบบท้องถิ่น โดยอาศัยแรงคนเป็นหลัก โดยเฉพาะขั้นตอนในการกะเทาะเปลือกและการแยกเปลือก ต้องใช้เวลา แรงงาน และต้นทุนที่ค่อนข้างสูง นายนันทยศ ซากรี นายธนภพ แซ่ซ่ำ และ นางสาวญาณาธิป พันธุ์แก้ว นักศึกษา ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ร่วมกับ
ภาคใต้ นำใบกะพ้อมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ หรือประกอบพิธีตามความเชื่อของชาวใต้ โดยเฉพาะงานเดือนสิบนำมาห่อข้าวต้ม หรือนำใบกะพ้อมาทำหัตถกรรม จักสาน ใบกะพ้อ ลักษณะคล้ายฝ่ามือ เรียงเวียนสลับ รูปกลม ก้านใบรูปสามเหลี่ยม มีหนามแหลม ยอดอ่อนต้มจิ้มน้ำพริก ก้านใบ เอาหนามออกผ่าเป็นตอกใช้มัดข้าวกล้า ปัจจุบัน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ สำหรับการห่อข้าวต้มต้องใช้ใบอ่อน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา จัดเผยแพร่วัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยเฉพาะการทำข้าวต้มสอดไส้ใบกะพ้อ เนื่องจากนับวันเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้สนใจกับวัฒนธรรมดั้งเดิม โดย ครูรัชนี การะนัด ทำออกเผยแพร่เพื่อได้เรียนรู้ โดยเพิ่มการใส่ไส้เข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แตกต่างจากปกติที่นิยมใส่เพียงข้าวเหนียว กะทิ หรือบางครั้งอาจจะใส่ถั่ว ส่วนผสม ข้าวต้ม ส่วนผสมจะเป็นของที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม กะทิ 5 ถ้วย เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลทรายครึ่งถ้วย สำหรับส่วนผสมของไส้ ทำจากเนื้อหมูหรือไก่ หั่นสี่เหลียมลูกเต๋า 1 กิโลกรัม เห็ดหอม หั่นบาง 100 กรัม กุ้งแห้ง แช่น้ำ 200 กรัม ไข่แดงเค็ม (ตัด 6 ชิ้น ต่อ 1 ฟอง) 10 ฟอง รากผักชี 3 ราก กระเทียม 10 กลีบ
