ไม้ดอกไม้ประดับ
บอนสี เป็นอีกไม้ประดับใบที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ยังได้รับความนิยม เพราะบอนสีเป็นไม้ที่สามารถพัฒนาได้ต่อเนื่อง หรือเรียกง่ายๆ ว่า สามารถทำให้เกิดเป็นลูกไม้ใหม่ได้ตลอด จึงทำให้ผู้ปลูกทั้งรายเก่าทำไม้ใหม่ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงผู้เล่นรายใหม่เองจากที่เคยปลูกเพื่อขยายพันธุ์ทำจำนวน ก็สามารถเรียนรู้และต่อยอดพัฒนาบอนสีให้เป็นเกิดลูกไม้ใหม่ติดตลาดได้เช่นกัน คุณสาโรจน์ สมดี อยู่บ้านเลขที่ 12/7 หมู่ที่ 10 ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากเดิมที่ปลูกเลี้ยงบอนสีเป็นเพียงงานอดิเรก ต่อมาได้มองเห็นถึงการทำตลาดที่ยั่งยืน จึงทำให้เขาเกิดความสนใจในเรื่องของการพัฒนาสายพันธุ์ให้ต่อเนื่องมากขึ้น คือการผสมบอนสีให้เกิดเป็นลูกไม้ใหม่อยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการเลือกซื้อ และการทำตลาดได้ต่อเนื่องด้วยเช่นกัน จากไม้สะสม สู่อาชีพทำเงิน คุณสาโรจน์ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเป็นพนักงานบริษัทและมีพี่ที่รู้จักนำบอนสีมาให้ปลูก ต่อมาเขาเองก็รู้สึกชอบและเก็บสะสมมาเรื่อยๆ โดยช่วงที่ทำงานประจำอยู่นั้น ไม่ได้คิดว่าไม้ประดับอย่างบอนสี จะเป็นความภาคภูมิใจขนาดที่ว่าสามารถออกจากงานประจำ มาทำเป็น
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมปลูกเลี้ยงอะโกลนีมาไว้หลายกระถาง ประดับไว้ในบ้าน ในระยะแรกที่ซื้อมาก็สวยงามดี ต่อมาไม่ถึงปีต้นกลับไม่งามเหมือนเดิม ใบสีไม่สด แถมใบตั้งชันขึ้น รูปทรงจึงไม่สวยงาม จึงขอเรียนถามว่า ผมจะต้องบำรุงอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ อาวุธ กระแสวงศ์ นนทบุรี ตอบ คุณอาวุธ กระแสวงศ์ อะโกลนีมา เป็นไม้ที่มีรูปทรงสวยงาม ใบมีสีสดใส การปลูกให้งามต้องรู้นิสัยของไม้ชนิดนี้ เริ่มตั้งแต่วัสดุปลูก มีหลายสูตร ดังนี้ สูตรที่หนึ่ง แกลบดิบ แกลบดำ เปลือกถั่วลิสง และใบไม้ผุ อัตรา 1 : 1 เท่ากัน สูตรที่สอง ดินร่วน 2 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน และเปลือกถั่วลิสง 1 ส่วน และ สูตรที่สาม กาบมะพร้าวสับและขุยมะพร้าว อัตรา 1 ส่วนเท่ากัน ก่อนใช้ปลูก คลุกเคล้าให้เข้ากัน อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คืออะโกลนีมาทุกพันธุ์ต้องการแสงแดดเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น จึงต้องทำร่มเงาให้ ส่วนใหญ่นิยมใช้ซาแรนสีดำตัดแสง กรณีที่ได้รับแสงมากเกินไปจะทำให้ใบตั้งชัน รูปทรงไม่สวยงาม ซึ่งตรงกับกรณีของคุณ ประการสำคัญการตั้งโรงเรือนต้องให้แสงสว่างได้รับทิศทาง หากแสงส่องเข้าได้มากใ
จากปัญหาภาคการเกษตรของไทยย่างก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ลูกหลานคนรุ่นใหม่นิยมออกไปทำงานในเมืองใหญ่และไม่สนใจประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่งผลให้แรงงานภาคเกษตรเริ่มขาดแคลน ประกอบกับภาคเกษตรเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญเพื่อการบริโภคของคนไทยและการสู่เป็นครัวของโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายที่จะสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรเพื่อพลิกชีวิตคนเมืองสู่อาชีพเกษตรกรรมในบ้านเกิด มาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ดาวเรือง ไม้ดอกอีกชนิดที่นิยมปลูกกันมาในหมู่เกษตรกรรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นไม้ทำเงิน ปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้เร็ว ลงทุนน้อย แต่ผลตอบแทนดี และที่สำคัญยังเป็นที่ต้องการของตลาดสูง เพราะเป็นไม้ดอกสารพัดประโยชน์ ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ดอกดาวเรืองยิ่งเป็นที่ต้องการสูงเป็นเงาตามตัว คุณอลิสา เรืองพิศาล อายุ 35 ปี หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร หลังลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพ
ผู้เขียน : วรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กุหลาบ เป็นดอกไม้สวยงาม อยู่ในวงศ์ Rosaceae หรือเรียกกันว่า วงศ์กุหลาบ เป็นพืชที่โดดเด่นและนิยมปลูกกันมากที่สุดชนิดหนึ่ง รวมทั้งเป็นดอกไม้ที่สามารถทำรายได้สูงในตลาดการค้าดอกไม้ของแต่ละประเทศทั่วโลก กุหลาบได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นราชินีของดอกไม้ Queen of flower นอกจากกุหลาบแล้ว พืชในวงศ์นี้ที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดียังมีอีกหลายชนิด เช่น บ๊วย พรุน อัลมอนด์ ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล สตรอเบอรี่ แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ และแอปปริคอท จึงนับได้ว่าพืชในวงศ์กุหลาบมีความใกล้ชิดและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์รวมทั้งสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจการค้าโลกเป็นอย่างมาก การขยายพันธุ์กุหลาบ สามารถทำได้หลายวิธีการ เช่น วิธีเพาะเมล็ด วิธีตอน วิธีติดตา และวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช วิธีสุดท้ายเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการขยายพันธุ์พืชกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับอีกหลายชนิด สำหรับการขยายพันธุ์กุหลาบด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้มีการดำเนินการมานานแล้วแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ส่วนใหญ่ทำกันในแวดวงวิชาการ เช่น การผลิตกุหลาบเพื่อให้เกิ
ในช่วงที่สภาพอากาศเย็นลงในขณะนี้ กรมวิชาการเกษตร ขอเตือนภัยเกษตรกรผู้ปลูกเบญจมาศ ระวังโรคราสนิมขาว ซึ่งมีสาเหตุมาจากรา Puccinia horiana P. henn. โดยอาการเริ่มแรกสังเกตว่า จะพบจุดแผลสีเหลืองขนาดเล็กที่ด้านบนใบ ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น บริเวณด้านใต้ใบ ที่ตำแหน่งเดียวกันจะพบเชื้อราสาเหตุโรคสีขาวนวล ซึ่งต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นจุดนูนกลมสีขาวอมชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาว พบเกิดกระจายอยู่ทั่วใบ ทำให้เนื้อใบตรงข้ามกลุ่มเชื้อกลายเป็นสีเหลืองและไหม้ ใบมีลักษณะพอง บิดเบี้ยว ถ้าโรคระบาดรุนแรงจะทำให้ใบเหลือง ไหม้ แห้ง และร่วง หากโรคเกิดกับดอกตูม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกจะแห้ง ไม่คลี่บาน โดยวิธีการป้องกันนั้น กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้ใช้กิ่งชำ หรือต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรค หรือก่อนปลูกแช่กิ่งชำหรือต้นพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น สารเฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล + โพรพิโคนาโซล 15%+15% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที และควรปลูกเบญจมาศให้มีระยะห่างกันพอสมควร เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี หมั่น
เก๊กฮวย หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งรวมๆ กันว่า เบญจมาศสวน หรือเบญจมาศหนู ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น หรือพื้นที่ที่อุณหภูมิในช่วงกลางคืนต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า พื้นที่ใดที่เคยปลูกเบญจมาศได้ ก็ปลูกเก๊กฮวยได้เช่นกัน เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ เคยนำเสนอ เรื่องราวการปลูกเก๊กฮวยอินทรีย์ไปเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ตามลิ้งค์ข่าว https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_51247 ล่าสุด ได้อัพเดท ข้อมูลกับ คุณอดิศักดิ์ การพึ่งตน หรือ คุณอ้น นักวิชาการเกษตร ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งคุณอ้นเล่าว่า ตอนนี้พื้นที่การปลูกเก๊กฮวยที่แม่โจ้ลดลง แต่ก็ยังมีแปลงปลูกอยู่ ส่วนต้นพันธุ์นั้นก็ยังมีจำหน่าย ในราคา ต้นละ 2 บาท (อายุต้นพันธุ์ 1 เดือน สูง 20 เซนติเมตร) คุณอ้น กล่าวว่า เมื่อเทียบการปลูกเบญจมาศ กับการปลูกเก๊กฮวยนั้น การปลูกเก๊กวยดูแลง่ายกว่า เพราะเบญจมาศเป็นไม้ตัดดอก ฟอร์มดอก ก้าน ใบ ต้องสวย ส่วนเก๊กฮวย เก็บแค่ดอก ถ้าไม่มีหนอน ก็ใช้ได้แล้ว ส่วนราคารับซื้อดอกสดหน้าสวน กิโลกรัมละ 50 บาท และดอกแห้งที่อบแล้ว กิโลกรัมละ 1,500 บาท ซึ่งคุณอ้น บอกว่า ราคาซื้อขายกัน
นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร. อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) วว. และคณะ เข้าร่วมการประชุมสรุปการดำเนินงานโครงการมาลัยวิทยสถาน อว. ภายใต้โครงการไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่ง วว. ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินการครบวงจรในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ คัดเลือกสายพันธุ์ ระบบการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับตามหลักความพอดีไม่เหลือทิ้ง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพปลอดภัยด้วยต้นทุนที่เหมาะสม มีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย รวมถึงการเพิ่มมูลค่าเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในจังหวัด พร้อมนี้ยังได้มอบถังขยายชีวภัณฑ์ระดับชุมชนและบรรจุภัณฑ์ไม้ดอกไม้ประดับออนไลน์ ผลงานวิจัยพัฒนา วว. ให้แก่ผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเลยจำนวน 11 ราย โอกาสนี้ นางสาวภูมารินทร์ คงเพียรธรรม นายอำเภอภูเรือ และ นางอารีรัตน์ ศิร
จากหนังสือ “ตำราเล่นกล้วยไม้” ของจอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนิพนธ์ไว้เมื่อปี พ.ศ.2460 กล่าวไว้ว่า “เหตุใดจึงเรียกกล้วยไม้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเพราะไม่มีลำต้น เป็นแต่เพียงไม้เกาะอยู่กับต้นไม้ฤาหินแลแตกออกเป็นหน่อๆ มีใบบ้างทิ้งใบเสียบ้าง แลโดยมากชนิดพิศดูก็คล้ายผลกล้วยเสียจริงๆ เหตุฉนี้กระมังจึงเรียกว่า กล้วยไม้” สมัยก่อน กล้วยไม้เป็นไม้ดอกที่นิยมปลูกเลี้ยงกันในบ้านของเจ้านาย หรือขุนนางที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ปลูกเลี้ยงกันเพื่อเพิ่มบารมีไว้ประกวดประขันกันว่า มีกล้วยไม้ดี พลโทวิสูตร คงอุทัยกุล เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพ่อเข้าป่าเอากล้วยไม้แปลกมาปลูกเลี้ยงไว้ที่บ้านอยู่เรื่อยๆ เช่น ไอยเรศ เอื้องเงินหลวง เพราะในเวลานั้นป่าที่จังหวัดชุมพรยังอุดมสมบูรณ์ ต่อมาได้ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ กับพี่ชายซึ่งก็ชอบปลูกกล้วยไม้ จึงเห็นดอกอยู่ตลอด ต่อมาได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อย จปร.หลังจากเข้ารับราชการทหารก็ต้องเข้าป่าอยู่ตลอด เห็นกล้วยไม้ที่อยู่ในธรรมชาติมากมาย เช่น รองเท้านารีเหลืองกระบี่ที่ภูเก็ต ฟ้ามุ่ยที่เชียงใหม่ เมื่อมีโอกาสได้ไปสิงคโปร์ก็พบรีน่าโรเวลที่นั่น แต่ยังไม่มีโอกาสปลูก
มะพร้าว เป็นพืชไม้ผลมหัศจรรย์ที่ให้ประโยชน์อเนกอนันต์ ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินคาว-หวาน, เครื่องดื่ม, งานหัตถกรรม หรือแม้แต่อาหารสัตว์ เรียกได้ว่าครอบคลุมวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนาน ความจริงมะพร้าวเป็นพืชสกุลเดียวกับปาล์ม ซึ่งปาล์มมีทั้งแบบกินผลและประดับ ดังนั้น มะพร้าวก็สามารถนำมาเป็นประดับได้เช่นกัน มักนำไปตกแต่งตามสวนหย่อมที่ต้องใช้พื้นที่เพื่อเอื้อต่อการเจริญเติบโตของทางใบ ไม่กี่ปีมานี้มะพร้าวถูกนำมาทำเป็นบอนไซตามอย่างประเทศอินโดนีเซียต้นแบบ หากดูจากผลงานที่ทำกันโดยคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งภายหลังรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มบอนไซมะพร้าว พบว่าลักษณะบอนไซมะพร้าวคือการย่อส่วนต้นมะพร้าวให้มีขนาดเล็ก ถูกเลี้ยงและดูแลในภาชนะเล็ก-ใหญ่ตามความชอบ มีรูปร่างเป็นมะพร้าวแคระ เสน่ห์ หรือจุดเด่นของบอนไซมะพร้าวมีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางเส้นรากบนกะลา การตกแต่งกะลาด้วยน้ำยาเคลือบเงา หรือสี การวางทรงต้น การตัดแต่งใบ หรือแม้แต่การประดับตกแต่งรอบโคนต้นด้วยวัสดุต่างๆ การทำบอนไซมะพร้าว ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าบอนไซทั่วไป สามารถหาความรู้ได้ทางเน็ต มีขนาดเล็กเคลื่อนย้ายสะดวกจึงเหมาะใช้ประดับตกแต่งภายในบริเวณบ้าน
“ต้นนกน้อยนำโชค” หรือ “ต้นนางกวักสาลิกาลิ้นทอง” เป็นชื่อของไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียจนถึงประเทศออสเตรเลีย มีลักษณะเป็นไม้อวบน้ำ ลำต้นสีเขียวอวบอ้วน มียางสีขาว ใบหนาอวบน้ำ สีเขียวเข้ม นอกจากนี้ จุดเด่นอีกอย่างของนกน้อยนำโชค คือ ดอกของมันจะมีลักษณะคล้ายกับนกตัวเล็กๆ ที่โผล่ออกมาจากใบประดับสีชมพูอมแดงคล้ายกลีบดอกไม้ จากลักษณะดังกล่าวทำให้มันถูกเรียกว่า “นกน้อยนำโชค” นอกจากชื่อมงคลที่ถูกตั้งจากลักษณะเด่นแล้ว นกน้อยนำโชคยังถูกมองว่าเป็นต้นไม้สิริมงคล เนื่องจากมีความเชื่อว่าเมื่อปลูกแล้วจะช่วยเสริมในด้านโชคลาภ ค้าขายกิจการรุ่งเรือง นำความเป็นสิริมงคลมาสู่ตัวเองและครอบครัว ทั้งยังช่วยให้เงินทองไหลมาเทมาอีกด้วย คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ มีสวนอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นเกษตรกรที่ทำการปลูกเลี้ยงต้นนกน้อยนำโชค โดยเน้นการขยายพันธุ์ส่งขายด้วยวิธีการเสียบยอด ซึ่งนับเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี จากหนุ่มเย็บผ้า สู่ผู้คร่ำหวอดวงการไม้ดอกไม้ประดับ คุณปรีชา เล่าถึงการเริ่มต้นทำสวนดอกไม้ว่า เมื่อสมัยหนุ่มๆ นั้นเคยทำงานเป็นช่างเย็บเสื้อผ
