ไม้ดอกไม้ประดับ
ข้าหลวงหลังลาย แอบอิงไม้ใหญ่ ไม่เคยอยู่ “วัง” ก็ยังเป็น “นางข้าหลวง” ได้ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asplenium nidus L. ชื่อสามัญ : Bird’s nest Fern ชื่อวงศ์ : ASPLENIACEAE ชื่ออื่นๆ : เฟิร์นข้าหลวง เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย เฟิร์นรังนก เฟิร์นข้าหลวงโอซาก้า ฉันขอแทนชื่อตัวเองว่า “เฟิร์น” นะจ๊ะ เพราะชื่อของฉันถ้าเรียกชื่อเดิมๆ ฟังดูแล้วเก่าแก่ เป็น “นางห้าม” และเหมือนกับคนทำผิด ถูกลงโทษหนีออกจากวัง ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่วังเลย แต่พอเรียกชื่อแทนตัวว่า “เฟิร์น” เป็นคนละอารมณ์มากๆ รู้สึกสดชื่นเป็นเหมือนสาวน้อยวัยใสเริงร่ากับธรรมชาติที่ชุ่มชื้นด้วยพืชใหญ่ใบเขียว ไม่ว่าอยู่ในป่าใหญ่ หรือในเนิร์สเซอรี่ และภาพรวมของต้นเฟิร์นจริงๆ ก็มีหลายสายพันธุ์ รูปลักษณ์ทั้งใบและกลุ่มกอ เฟิร์นเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ถูกเรียกชื่อโดยมีคำว่า “ข้าหลวง” ประกอบชื่อ กล่าวกันว่า มีถึง 38 สายพันธุ์ เท่าที่เรียกกันมากๆ เช่น เฟิร์นข้าหลวงญี่ปุ่น เฟิร์นข้าหลวงจักรพรรดิ เฟิร์นข้าหลวงแคระ เฟิร์นข้าหลวงโอซาก้า เฟิร์นข้าหลวงคอบบร้า ส่วนตัวเฟิร์นเขาชอบเรียกกันตรงๆ ว่า “ข้าหลวงหลังลาย” ช่วงแรกๆ ได้ยินชื่อก็คิดมาก เพราะติดกับความรู้สึกด้า
ลีลาวดี หรือ ลั่นทม เป็นพรรณไม้ยืนต้นที่มีลำต้นสูงราว 25 ฟุต ลำต้นและกิ่งก้านหักง่ายและมียางสีขาว ลักษณะของใบมีส่วนปลายแหลม ใบยาวประมาณ 30 เซนติเมตร กว้างประมาณ 10 เซนติเมตร และสามารถมองเห็นเส้นแขนงใบได้ชัด ดอกของลีลาวดีจะมีลักษณะเป็นรูปกรวย แต่กลีบของดอกจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกันแล้วแต่สายพันธุ์ บางชนิดมีกลีบดอกที่เล็กยาว บางชนิดมีกลีบดอกใหญ่ และบางชนิดมีกลีบดอกบิด ซึ่งดอกมีหลายสี เช่น สีแดง สีแสด สีเหลือง สีขาว และสีชมพู ลีลาวดี จัดเป็นพรรณไม้ที่ทนต่อแสงแดดได้ดี ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท แต่ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีน้ำขัง ซึ่งการขยายของไม้ชนิดนี้จะเน้นใช้วิธีการปักชำกิ่ง ก็สามารถแยกต้นใหม่ปลูกได้ทันที คุณสมจิตร์ สุกปลั่ง เจ้าของสวนเย็นจิต อยู่บ้านเลขที่ 555 หมู่ที่ 5 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเกษตรกรที่มีความชอบในการปลูกต้นลีลาวดีมาก โดยปลูกลงในพื้นที่หลาย 10 ไร่ ให้ไม้เจริญเติบโตเองตามธรรมชาติ แล้วจึงส่งขายให้กับผู้ที่สนใจ จึงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี จากแม่ค้าทำอาหาร สู่ชีวิตเกษตรกร
สับปะรดสี เป็นพืชชนิดเดียวกับสับปะรดรับประทานผลที่พบทั่วไป โดยนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ บางชนิดเจริญเติบโตอยู่ในเขตทะเลทราย บางชนิดเจริญเติบโตอยู่ตามคาคบไม้ สับปะรดสีส่วนใหญ่จึงทนแล้งได้ดี ความสำเร็จในการปลูกสับปะรดสี วัสดุปลูกต้องโปร่ง สะอาด ระบายน้ำได้ดีจึงนิยมใช้กาบมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูก บางแห่งผสมเปลือกหอยนางรมบดเข้าไปด้วย ให้ได้รับแสงไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้รับแสงมากเกินไปใบจะไหม้ หากได้รับน้อยเกินไปใบจะซีดและเขียว ปุ๋ยให้เพียงเล็กน้อยในรูปของปุ๋ยละลายช้า ด้านข้างของโรงเรือนต้องขึงซาแรนสีดำป้องกันลมกรรโชกแรง ที่เห็นต้นสับปะรดสีมีขนาดและรูปร่างเท่ากันอย่างสวยงาม เนื่องจากปลูกด้วยเมล็ดที่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อต้นสมบูรณ์เต็มที่แล้วจะบังคับให้ออกดอกด้วย เอทธีฟอน 39.5 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 8 มิลลิกรัม ละลายในน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร หยอดลงที่ยอดของต้นสับปะรด อัตรา 50 ซีซี ต่อต้น อีกราว 1 สัปดาห์ ต้นสับปะรดจะเริ่มผลิดอกให้เห็น ปัจจุบันแหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลยถ้าคิดอยากจะปลูกไว้ในบ้านเพื่อความสวยงามให้เริ่มเพียงแต่น้อยก่อน แล้
คุณเฉลิม อารีย์ เกษตรอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลว่า ลักษณะการทำเกษตรของอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ภูมิประเทศที่หลากหลายโดยพื้นที่ที่ราบลุ่มจะจัดสรรเป็นพื้นที่ทำนาและพื้นที่ราบสูงขึ้นมาหน่อยก็จะทำสวนไม้ผลโดยหลักๆ แล้วจะเป็นสวนทุเรียน ต่อมาประมาณปี 2546 ก็ได้เริ่มมีการทำไม้ดอกไม้ประดับกันมากขึ้น ทำให้เกษตรกรภายในพื้นที่มีการทำเกษตรที่หลากหลาย จึงเกิดเป็นช่องทางอาชีพทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น “หมู่บ้านดงบังเป็นหมู่บ้านแรกๆ ที่เริ่มทำไม้ดอกไม้ประดับ โดยได้เปลี่ยนจากพื้นที่ที่ปลูกไม้ผลบางส่วนมาทำสวนไม้ดอกไม้ประดับ โดยช่วงแรกๆ จะนิยมทำต้นโมก ต่อมาเมื่อปลูกจนประสบผลสำเร็จและสามารถจำหน่ายได้ ชาวบ้านก็เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ก็หาสายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ เข้ามาปลูก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม้ดอกไม้ประดับก็เริ่มขยายวงกว้างออกไป ในเรื่องของการทำไม้ดอกไม้ประดับ” คุณเฉลิม กล่าว คุณอำนวย พรมนนท์ อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 6 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเป็นอาชีพ จนเรียกง่ายๆ ว่าทำมาตั้งแต่เริ่มแรกก็ว่าได้ จนทำให้อาชีพ ไม้ดอกไม้ประดับนั้
ในบทความตอนนี้จะได้นำภาพกล้วยไม้ที่ติดต้นไม้และรองเท้านารีที่ปลูกบนหินเป็นวัสดุปลูกแบบจัดสวนที่มีดอกบานช่วงเดือนเมษายน-ต้นพฤษภาคม มานำเสนอ และมีความเห็นเพิ่มเติมจากนักจัดสวนมืออาชีพมาศึกษากัน และปรับแนวคิดของธุรกิจการติดกล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่เพื่อปรับภูมิทัศน์ใหม่เล็กน้อย ได้มีศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยแม้โจ้ที่สนิทสนมกันอยู่สองท่านที่ได้อ่านบทความชุดนี้ได้สื่อสารกลับมาด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ท่านแรกมีธุรกิจอยู่ในวงการจัดสวนให้กับโรงแรมห้าดาว และศูนย์การค้ากลุ่มเซ็นทรัลหลายแห่ง ในสมุย ภูเก็ต และกรุงเทพฯ คุณจุก พงศกร ชูพงศ์ (แม่โจ้ 65) ได้โทรศัพท์มาแสดงความคิดเห็นที่มีสาระและเป็นประโยชน์พอสรุปได้ 3 ประเด็น ดังนี้ ในการจัดสวนโปรเจ็กต์ใหญ่ตามแบบ ต้นไม้ใหญ่ที่มาลงจะเป็นไม้ล้อมขุด ถูกตัดแต่งทรงพุ่มออก เพื่อลดการคายน้ำและการขนย้าย จึงไม่มีความพร้อมที่จะติดกล้วยไม้ในระยะแรกนี้ อีกทั้งการทำงานติดกล้วยไม้ถ้าทำในระยะเริ่มจัดสวนนี้ จะไม่ค่อยสะดวกในการทำงาน ด้วยต้องมีการจัดแต่งปลูกไม้พื้น จะกีดกันและมีการเหยียบย่ำเกิดความเสียหายได้ ดังนั้น งานติดกล้วยไม้เสริมเข้าไปกับต้นไม้ใหญ่ที่อาจารย์ดำรงแนะนำและ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sansevieria masoniana Chahin. ชื่อสามัญ Mason’s Congo Sansevieria. ชื่ออังกฤษ SAMSE-VIERIA. ชื่อวงศ์ ASPARAGACEAE “มีวาฬตัวหนึ่งลอยว่ายน้ำมา ดูเจ็บช้ำทรวงอุรากว่าที่เคย มันพยายามตามหารักทรามเชย แต่สุดท้ายมา…เกยตื้น?” ผมได้ยินขึ้นต้นบทเพลงนี้จากศิลปิน GUN GUN ไม่น่าเชื่อว่ามีผู้ฟังมาแล้วมากกว่าร้อยล้านวิว ชื่อเพลง “วาฬเกยตื้น” ทั้งๆ ที่ผู้ขับร้องเป็นอดีต “นักกีฬาว่ายน้ำเยาวชนทีมชาติ” แต่ชอบใจคำแปลภาษาอังกฤษจาก by Mook translation ไว้ว่า There was a whale swimming closer. It look painful more than normal. It tried to search for it’s lover. But, at last it died with running ground. ผมเพิ่งรู้ว่า “วาฬเกยตื้น” เพราะ running ground นี่เอง ก็จึงมาดูตัวเองว่า “ครีบ” ใหญ่ขนาดนีhคงไม่เกยตื้น ผมสงสัยชื่อผมเองว่า ไม่มีใครเรียกชื่ออื่นๆ เลย เพียงบอกกันว่า เหมือน “ครีบวาฬ” และก็สงสัยอยู่ว่า “ครีบ” นั้นคือหาง หรือครีบส่วนไหน เพราะผมเองก็ไม่เคยเจอกับ “ปลาวาฬ” ตัวจริง แต่สับสนตรงที่ได้ยินนักวิชาการกล่าวว่า “วาฬ” ไม่ใช่ปลา แล้วทำไมเวลาเราพูดว่าปลาวาฬ ก็มีความเข้าใจตรงกันทุกครั้ง ผมจึงค้น
ในตอนที่ 4 ของบทความชุดนี้ ได้เขียนเรื่องการจัดสวนกล้วยไม้รองเท้านารีใต้ต้นไม้ใหญ่โดยเป็นการเริ่มทดลองทำมาก่อนระยะหนึ่ง คำแนะนำที่ให้ไว้จึงเป็นการประมวลจากประสบการณ์การเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีชนิดต่างๆ ที่ปลูกในกระถางพลาสติกเลี้ยงในโรงเรือนใต้ซาแรนร่วมกับกล้วยไม้อื่นๆ มาร่วม 30 ปี ผนวกกับการลองผิดลองถูกในการเริ่มนำกล้วยไม้รองเท้านารีที่ปลูกในกระถางอยู่ก่อนแล้วนี้ นำถอดออกจากกระถางเหลือแต่ราก ไม่มีวัสดุปลูก เอารองเท้านารีเหล่านี้มาปลูกในชั้นของหินบดที่เขาใช้ทำถนน (หินพวกนี้เป็นหินโดโลไมท์ หรือหินปูนชนิดหนึ่งที่มีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสูง) รายละเอียดที่แนะนำไว้ ต้องขอท่านผู้อ่านที่สนใจและยังไม่ได้อ่านโปรดตามหาอ่านในตอนที่ 4 ได้ ได้สรุปไว้ในตอนที่ 4 ว่า การจะปลูกรองเท้านารีด้วยหินล้วนๆ ไม่ใส่หรือใช้วัสดุปลูกอื่นๆ เลย มีหลักสำคัญที่ต้องปฏิบัติคือ แยกชั้นหินที่ปลูกรองเท้านารีออกจากพื้นดิน โดยให้มีอากาศกั้นกลาง ซึ่งในกรณีที่ผู้เขียนใช้คือนำกระถางดินเผาเก่าที่เคยใช้เมื่อ 20-30 ปีก่อน ที่ไม่ใช้แล้วและวางกองอยู่เป็นขยะ มาวางเรียงคว่ำลงติดๆ กัน แล้วเทหินบดเป็นชั้นอยู่ข้างบน เหต
ถึงแม้รูปร่างจะมีหนามแหลมคมอยู่รอบตัว แต่ไม้ดอกไม้ประดับที่เรารู้จักและเรียกขานกันว่า แค็กตัส หรือกระบองเพชร ได้กลายมาเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่มีการเพาะเลี้ยงปลูกจำหน่ายทำเป็นธุรกิจ ยึดทำเป็นอาชีพหลักและเสริม สร้างรายได้ปีละหลายล้านบาท เอกลักษณ์และความโดดเด่นของทรงต้น บวกกับความแปลกของหนามที่มีลวดลายและลักษณะของสีดอก ขนาดรูปร่าง ทรงต้น ที่แตกต่างกัน ทำให้แค็กตัสกลายเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ได้รับความนิยมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งบรรดาเหล่านักสะสมต้นไม้ได้รวบรวมเก็บสะสมและปลูกไว้ดูเล่น ตลอดจนนำมาตกแต่งเพิ่มสีสันให้กับสวนในบ้านหรือหน่วยงานต่างๆ การปลูกเลี้ยงแค็กตัสเป็นสิ่งที่หลายคนต้องกังวล และจะตั้งคำถามว่าจะดูแลอย่างไรไม่ให้รากเน่า ปลูกอย่างไรให้เห็นดอกเร็ว รวมถึงแนวทางหรือคำแนะนำที่จะทำเป็นธุรกิจต้องเริ่มอย่างไร วันนี้เราจะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยพร้อมกัน กับ อาจารย์วีรวุฒิ มุตโตเพลง อดีตข้าราชการครูเกษตร แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ยึดหลักเศรษฐศาสตร์ เพื่อการผลิตพืช อาจารย์วีรวุฒิ อดีตเป็นครูสอนเกษตร คลุกคลีกับอาชีพข้าราชการครูเกษตรมากว่า 45 ปี ตลอดระยะเวลาที่รับบทบาทครูซึ่ง
ชื่อทั่วไป : Bullet wood ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimusops elengi Linn. Family : SAPOTACEAE “ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว ทั้งเกดแก้วพิกุลยี่สุนศรี จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ ที่มีกลิ่นก็จะคลายหายหอม จะพลอยตรอมเหือดสิ้นกลิ่นตลบ ที่มีดอกก็จะวายระคายครบ จะเหี่ยวแห้งเซาซบสลบไป ต้นน้อยน้อยลูกย้อยระย้าดี ตั้งแต่นี้จะไปชมต้นไม้ใหญ่ จะทิ้งเรือนไปร้างอยู่กลางไพร ยุงร่านริ้นไรจะตอมกาย รากไม้จะต่างหมอนนอนอนาถ ดาวดาษจะต่างไต้น่าใจหาย ลงบันไดใจเจียนจะขาดตาย น้ำตาตกกระจายพรั่งพรายลง” จากบทเสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน ตอนขุนแผนกล่อมนางพิมพิลาไลยบนเรือนขุนช้าง พิกุล เป็นไม้ยืนต้นที่คุ้นเคยกับคนไทยเรามาช้านาน ส่วนมากจะพบปลูกกันตามวัดวาอารามทั่วไป เนื่องจากมีทรงพุ่มสง่างาม ใบหนาทึบให้ร่มเงาอย่างดี ดอกก็หอมอีกต่างหาก เวลาผลสุกก็เป็นอาหารของนก หนู กระรอก ได้ เพราะมีรสหวานปะแล่มๆ เจือฝาดนิดๆ คนก็กินได้แต่ต้องมีเทคนิคนิดหน่อยคือ ต้องรีบบีบผลหย่อนเข้าปากให้เร็วๆ พยายามอย่าให้โดนลม มิฉะนั้นจะฝาดและขม คำว่า “พิกุล” นั้น มาจากภาษาอินเดีย แต่ในบาลี-สันสกฤต กลับออกเสียงว่า “พกุล” ถ้าพิจารณาจากหนัง
คุณวินัย ลักษณะวิลาศ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีการทำเกษตรหลายอย่างตั้งแต่พืชไร่ไปจนถึงพืชสวน ซึ่งพืชสวนอย่างทุเรียนปราจีนบุรีเป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี เพราะการปลูกเป็นไม้ผลที่เน้นคุณภาพ จึงทำให้ในแต่ละฤดูกาลสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ส่วนการทำเกษตรทางด้านของ ไม้ดอกไม้ประดับนั้น หลังจากปี 2539 เกิดเหตุการณ์ที่ต้นไผ่ในจังหวัดปราจีนบุรีออกดอกทั้งหมด ส่งผลให้ไผ่ซึ่งเป็นสินค้าที่จำหน่ายสร้างรายได้ของเกษตรกรในเวลานั้นตาย จึงได้มีการพลิกวิกฤตในการสร้างรายได้ โดยมีเกษตรกรบางส่วนมาสนในเรื่องของไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ จนเกิดการสร้างรายได้มาจนถึงปัจจุบัน “เมื่อไผ่ที่เป็นพืชหลัก สร้างรายได้ของเกษตรกรตายในสมัยนั้น จึงทำให้เกษตรกรหลายคนได้พูดคุยกันและหันมาสร้างรายได้จากการทำไม้ดอกไม้ประดับ จนประมาณปี 2542 ได้ตั้งเป็นหมู่บ้านไม้ดอกไม้ประดับเฉลิมพระเกียรติ บ้านดงบังขึ้น โดยในถนนสายนี้ทั้งสาย จะมีการทำไม้ดอกไม้ประดับที่มีความประณีตเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ต้นโมก ไม้ขุดล้อมต่างๆ โดยการผลิตไม้ประดับก็จะดูตามกลไกตลาดและปรับเปลี่ยนการผลิตไปเรื่อยๆ ตามท
