ไม้ดอกไม้ประดับ
คุณหอม เกษรศิริ รักษาการเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลว่า ภายในจังหวัดปราจีนบุรีมีการทำเกษตรที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ การทำพืชไร่ อย่างเช่นนาข้าว และอีกส่วนจะเด่นในเรื่องของการทำสวนจำพวกไม้ผล ซึ่งสวนไม้ดอกไม้ประดับเองก็เป็นแหล่งผลิตที่ขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี จึงอาจกล่าวได้ว่าการทำเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่นี้ค่อนข้างครบวงจร และมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งจึงสามารถสร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ “การที่ไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่นี้ได้รับความนิยม เกิดจากการที่เกษตรกรยุคต้นๆ ได้ริเริ่มผลิตและนำไม้ไปจำหน่ายที่ตลาดนัดจตุจักรที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเกษตรกรรายอื่นมองเห็นถึงการตอบรับในเรื่องของการตลาดดี จึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งเวลานี้ไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 500 ชนิด มีการสร้างไม้ที่เป็นขนาดเล็กไปจนถึงไม้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะไม้ขุดล้อมที่เป็นพันธุ์ไม้ไทยที่ตลาดมีความต้องการอย่างมาก จึงทำให้ไม้ดอกไม้ประดับของจังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้ไม่น้อยต่อปีเลยทีเดียว” คุณหอม กล่าว คุณสมศรี จันทร์ศ
ชื่อสามัญ เหียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus obtusifolius วงศ์ DIPTEROCARPACEAE กลางเดือนมกราคม ณ ท้องทุ่งนาใกล้ลานสะแบง ผู้เขียนพบ ดอกเหียง…สีชมพูสดใส บนใบเหียงแห้งที่ปลิดปลิวลงเกลื่อนกลาดบนพื้นดินที่แห้งแล้งโดยบังเอิญ เป็นความสวยงามกลางทุ่งนาที่ไม่อาจมองข้าม จะว่าไปแล้วเจ้าดอกสีชมพูเป็นแฉกๆ นี่ แถวอีสานเรียก “ดอกชาด” ภาคกลางเรียก “ดอกเหียง” มองๆ ดูก็เหมือนกังหัน มองให้ดีก็จะเหมือนเครื่องหมายสวัสดิกะของชาวพุทธฝ่ายมหายาน เด็กๆ อีสานใช้ยางเหียงมาเล่นเฮลิคอปเตอร์จากธรรมชาติ ถ้าเป็นเด็กใต้คงไม่พ้นยางนา ทางภาคอีสานนี่ดีนะ กลางทุ่งนาเขาจะเหลือไม้ใหญ่ๆ ไว้ ไม่โค่นต้นไม้ในพื้นที่ทำนาออกหมด ต่างจากที่นาภาคกลาง หรือภูเขาหัวโล้นทางภาคเหนือ…นอกจากดอกสีชมพูแปร๊ดสวยงามแล้ว ยังเป็นไม้ที่คนอีสานนิยมใช้สร้างบ้าน และคอกสัตว์อีกด้วย เหียง อยู่ในวงศ์ยางนา มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ยางชาด เหียงพลวง เหียงโยน (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 10-20 เมตร ลำต้นเปลาตรง แตกกิ่งก้านน้อย เรือนยอดเล็กเป็นพุ่มกลมหนา มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศพม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม
คุณสมาน ดวงอานนท์ อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 5 ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในการปลูกชวนชมเป็นอย่างมาก ในตอนแรกมีความคิดแค่จะปลูกไว้เพื่อความสวยงามเป็นไม้ประดับ แต่กลับเป็นไม้ที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้ในเวลาต่อมา คุณสมาน เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเลี้ยงโคนมมาตั้งแต่ปี 2540 ต่อมาได้มีโอกาสไปชมงานประกวดเกี่ยวกับชวนชม จึงเกิดความชื่นชอบอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะเมื่อเห็นดอกของชวนชมที่ออกมาชวนหลงใหล จึงตัดสินใจที่อยากจะปลูกตั้งแต่นั้นมา “ตอนนั้นประมาณปี 50 ได้ไปดูงานประกวด รู้สึกประทับใจมาก มันสวยอย่างบอกไม่ถูก เริ่มแรกๆ ก็ซื้อมาปลูกเล่นๆ ก่อน เหมือนเป็นไม้ประดับทั่วไป แต่พอเราเริ่มมีความชำนาญมากขึ้น ผลิตกิ่งพันธุ์ออกมาได้สวย คนที่พบเห็นก็เริ่มเข้ามาดู อยู่ไปอยู่มามันก็กลายมาเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้เราได้อีกทาง” คุณสมาน เล่าถึงความเป็นมา คุณสมาน บอกว่า ช่วงที่ซื้อชวนชมมาปลูกเลี้ยงในระยะแรกๆ นั้น เรียกได้ว่าชอบแบบเข้าขั้นบ้าก็ว่าได้ เพราะจะหมดเงินเท่าไรไม่ว่าแต่ขอให้ได้มีต้นพันธุ์ที่ต้องการเข้ามาอยู่ภายในสวนของเขาเท่านั้นพอ ชวนชมที่มาอยู่ภายในสวนทั้งหมด คุณสม
ชื่อสามัญ ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Pink trumpet tree) ชื่อวิทยาศาสตร์ Tabebuia rosea (Bertol.) DC. วงศ์ BIGNONIACEAE “ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้ หอมยวลชวนจิตไซร้ ไป่มี…” (พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 6) เพราะเดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก…ผู้เขียนจึงอัญเชิญพระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิต ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ใช้สอนใจตัวเองอยู่เสมอๆ เพราะหากแปลความก็จะได้ว่า…“หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” ฤดูกาลนี้ความรักคงจะเบ่งบาน เฉกเช่นเดียวกันกับธรรมชาติ มองไปทางไหนก็จะเห็นพรรณไม้หลากหลายชนิดต่างผลิดอก อวดสีสันสดใส หลอกล่อให้หมู่ภมรมาดอมดม โดยเฉพาะสีชมพูอ่อนๆ และชมพูเข้มของดอก “ชมพูพันธุ์ทิพย์” ซึ่งได้เบ่งบานสะพรั่งทั้งต้น ต้อนรับเดือนแห่งความรัก ดอกกลีบบางๆ ที่ร่วงหล่นเต็มลานหญ้าก็ประหนึ่งพื้นนั้นปูด้วยพรมนุ่มสีชมพูน่าชม ที่ทุ่งบางเขนแห่งนี้ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน) ถึงแม้จะมีไม่มากเท่าที่วิทยาเขตกำแพงแสน แต่บนต้นนั้นสีของดอกสวยงามสะดุดตา จนต้องแหงนคอตั้งบ่ากดชัตเตอร์ไว้ชมยามเพลินใจ แม้จะเดินจากมาก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้ง คราวนี้อาการหนั
ชวนชมเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกง่าย จึงมีคนนิยมปลูกกันเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยก็ว่าได้ ด้วยรูปลักษณะที่แปลกตา ลำต้นแตกอวบออกเป็นพูพอน แตกกิ่งน้อย แต่ออกดอกจำนวนมาก ดอกมีสีสันสวยงาม ทั้งสีชมพู สีแดง สีขาว จึงทำให้เป็นไม้ประดับที่มีราคาดี ทางเทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณา จาก คุณบุญยืน รติพาณิชย์ เจ้าของสวนชวนชม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา มาให้คำแนะนำ ให้ทุกท่านเข้าใจการปลูกการเลี้ยงดูว่าเป็นอย่างไร คุณบุญยืน อยู่บ้านเลขที่ 25/4 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองจุกกระเณอ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียนจบด้านการตลาด ทำงานบริษัทมากว่า 28 ปี ระหว่างทำงานก็ปลูกชวนชมไปด้วยเพราะว่าเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่สวยดูแลง่าย ตอนนี้ปลูกชวนชมมาได้กว่า 15 ปีแล้ว เริ่มแรกมาจากการซื้อมาปลูกทีละต้น ตั้งแต่ต้นละ 100 บาทจนไปถึงหลักแสน แต่ว่าเวลานี้ก็นำเอาออกมาขายแล้ว ราคาขายชวนชมนั้นในช่วงที่บูมๆ บางทีก็ขายได้เกินหลักล้านบาทก็มี หมายถึงครั้งละ ที่สวนใช้พื้นที่ปลูกอยู่ตอนนี้ประมาณ 2 ไร่ครึ่งเห็นจะได้ มีประมาณพันกว่าต้นได้หลักๆ มีอยู่ 3 พันธุ์ ได้แก่ ชวนชมยักษ์ซาอุ บางคล้า และเพชรบ้านนา ลักษณะของชวนชมในสวน ชวนชมยักษ์ซาอุ
บัวจัดเป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกไว้ใกล้บ้าน สำหรับประดับตกแต่ง บางคนปลูกบัวจนขยายเป็นธุรกิจที่นำมาซึ่งการซื้อขายกันได้ บัวแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกันไป ที่แตกต่างกันชัดเจนไม่ใช่ที่ลำต้นแต่จะเป็นดอกและใบของบัว บางพันธุ์มีดอกขนาดเล็ก บางพันธุ์มีดอกใหญ่ อาจเข้าใจว่าบัวมีการเลี้ยงดูง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายอย่างที่คิด ดังนั้น เราจึงจะมาบอกกล่าววิธีการปลูก และข้อควรรู้เกี่ยวกับปลูกบัว เทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณาจาก คุณเดชรัฐ วรรณพรพาณิชย์ หรือ คุณจัมโบ้ เจ้าของสวนบัวแม่เจริญแปดริ้ว ที่แนะนำบัว วิธีการผสมพันธุ์บัว วิธีการปลูก และข้อควรรู้เกี่ยวกับปลูกบัวที่ถูกต้องให้ทุกท่านได้เข้าใจกัน คุณจัมโบ้ เกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่อยู่ 37/2 หมู่ที่ 2 ตำบลบางเล่า อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียนจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา เป็นเจ้าของ “สวนบัวแม่เจริญแปดริ้ว” ชื่อร้านนี้มาจากชื่อของคุณแม่ เขาเคยทำงานบริษัทมาก่อน ทำอยู่ได้ประมาณ 10 ปี จึงได้ลาออกมาปลูกบัวจริงจัง คุณจัมโบ้ เล่าว่า ตอนทำงานเตรียมตัวโดยทำไร่นาสวนผสมเป็นอาชีพเสริมไปด้วย ที่ปลูกก็มีมะนา
หากจะกล่าวถึง บอนไซ เชื่อว่าคนที่รักต้นไม้ทุกคนจะต้องหลงใหลกับมนต์เสน่ห์ของบอนไซ จนหลายคนพยายามเสาะแสวงหามาไว้ในครอบครองต้นแล้วต้นเล่า ซึ่งในปัจจุบัน บอนไซ ส่วนใหญ่ถูกนํามาตกแต่ง จัดวาง ในส่วนต่างฯ ของบ้าน ที่สถาปนิก และมัณฑนากรจะนิยมนํามาจัดตกแต่งวางไว้ที่ห้องนั่งเล่น หรือวางไว้ที่ระเบียง ในบ้านพักตากอากาศริมชายหาดสามารถเพิ่มเสน่ห์และเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้าน บอน ไซ หรือ ไม้แคระ เป็นศิลปะในการปลูกต้นไม้โดยการย่อส่วนจากต้นไม้ขนาดใหญ่ มาปลูกในกระถาง และหมั่นดูแลตัดแต่งกิ่ง ใบ ซึ่งต้นไม้ที่นำมาอาจจะเป็นไม้ต้นตรง ไม้ต้นคู่ ไม้เอน ไม้กลุ่ม ฯลฯ แล้วแต่โครงสร้างของต้นไม้ที่ได้มา ศูนย์บอนไซ สวนชัยพร ราชบุรี ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 188 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นับเป็นรังบอนไซที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีทั้ง ตะโก ไทร โพธิ์ ชาฮกเกียน มะนาวเทศ มะขามเปรี้ยว เชอรี่แคระ ฯลฯ ปลูกเพาะขยายอยู่มากมายภายใต้การบริหารงานและการดูแลสวนของ คุณชัยพร ศิริธนโชติ คุณชัยพร กล่าวว่า บอนไซ เป็นไม้ที่เลี้ยงดูไม่ยาก แต่ต้องใช้เวลานานในการดูแลและเลี้ยงตำแหน่ง (กิ่ง) ของลำต้นให้ได้ร
หากให้ทุกคนพูดชื่อไม้ดอกที่ตนชื่นชอบขึ้นมาสักชื่อหนึ่ง เชื่อว่าจะมีกุหลาบเป็นคำตอบส่วนใหญ่ เพราะกุหลาบ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของดอกไม้ (Queen of flower) เป็นไม้ดอกที่สวยสง่า ใช้สื่อความหมายดีๆ และเป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่มีการซื้อขายในอันดับต้นๆ ของตลาดไม้ดอกทั่วโลก โดยเป็นกุหลาบจำพวกตัดดอก และต้นกุหลาบที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างๆ ซึ่งยังไม่พบสินค้าที่เป็น กุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส (baby rose) จำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วไป กุหลาบจิ๋ว เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว ในระยะแรกเริ่มผลิตในหมู่นักวิชาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ตามมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร หน่วยราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การผลิตมีทั้งแบบทำให้กุหลาบออกดอกในขวด หรือปลูกในกระถางเล็กๆ เป็นของฝาก ของแปลก ให้ระหว่างกัน ต่อมาจึงมีภาคเอกชนสนใจมองเห็นช่องทางธุรกิจ จึงนำไปผลิตเป็นการค้าในช่วงระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นที่สายพันธุ์ดอกสีแดงเป็นส่วนใหญ่ กุหลาบจิ๋วดอกสีอื่นๆ ยังไม่แพร่หลายในตลาดการค้า อย่างไรก็ตาม กุหลาบจิ๋ว ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเลี้ยงเสมอมา การผลิตกุหลาบจิ๋ว หมายถึง การนำกุหลาบในกลุ่มกุหลาบหนู (
คุณชวน คูทำนา อยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เป็นเกษตรกรผู้ปลูกเฟื่องฟ้ามาอย่างชำนาญ โดยได้นำเทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อให้ไม้ที่ปลูกตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดมามากกว่า 20 ปีกันเลยทีเดียว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอาชีพที่สร้างเงินให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณชวน ชายผู้มากด้วยอัธยาศัย ยิ้มน้อย ขี้อาย เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพทำไร่ทำนาอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาได้ย้ายจากถิ่นฐานบ้านเกิดมายังอำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมายึดอาชีพทางการเกษตรเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับจำพวกต้นเฟื่องฟ้า “ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 30 ปีแล้ว ช่วงที่มาทำใหม่ๆ ก็คิดแค่จะทำเป็นอาชีพเสริมหลังจากว่างทำนา โดยเริ่มจากทีละเล็กทีละน้อยก่อน พอเริ่มมีความชำนาญจำหน่ายได้มากขึ้น ก็คิดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จจากการทำไม้ชนิดนี้ ก็ค่อยๆ ขยับขยายเรื่อยๆ โดยตอนนี้ก็ทำเฟื่องฟ้าอย่างเดียวบนเนื้อที่ประมาณ 10 กว่าไร่ เรียกว่าทำมานานยืนหยัดสู้มาจนถึงทุกวันนี้” คุณชวน เล่าถึงที่มา โครงลวดดัดทำเป็นแบบ ซึ่งต้นเฟื่องฟ้าที่จำหน่ายให้กับลูกค้า คุณชวน บอกว่า จะเน้นให้มีรูปทรงท
ชื่อสามัญ สะแบง ยางกราด ชื่อวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus intricatus วงศ์ DIPTEROCARPACEAE หนึ่งเดือนเต็มๆ ที่ผู้เขียนได้กลับไปเยือนลานสะแบง จังหวัดนครราชสีมาอีกครั้ง หลังจากไปครั้งล่าสุดเมื่อต้นหนาวธันวาคม 2561 ช่วงนั้น “ต้นสะแบง” หรือ “ยางกราด” กำลังผลัดใบร่วงหล่นเต็มลานดิน ซึ่งนั่นก็เป็นสัญญาณการเข้าสู่หน้าแล้ง โชคดีที่การกลับมาคราวนี้ ได้เห็นทั้งช่อดอกอ่อน และดอกที่กำลังเบ่งบาน ถึงแม้จะยังไม่บานเต็มต้น และร่วงพรูก็ตาม ส่วนต้นที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงบ้างเริ่มผลิดอก บ้างมีดอกบานสะพรั่ง บ้างติดผลเป็นผลอ่อนรอวันสุกแก่ และร่วงหล่น ดอกสะแบงสีชมพูเข้มขลิบขาวนี่แหละ ที่จะช่วยสร้างสีสันให้กับท้องทุ่ง สร้างบรรยากาศที่สดชื่นให้กับผู้พบเห็น เพราะฤดูกาลนี้มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่สีน้ำตาลของตอซังข้าว และหญ้าที่โดดแดดแผดเผาแห้งตาย จะว่าไปแล้วปีนี้สะแบงออกดอกเร็วผิดปกติ จริงๆ แล้วน่าจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม สะแบง หรือ ยางกราด เป็นไม้วงศ์ยาง สกุลเดียวกับ ยางนา ยางเหียง ยางพลวง สะแบงเป็นไม้ยืนต้น สูง 15-30 เมตร ลำต้น เปลือกแตกเป็นร่อง สีน้ำตาลหรือสีเทา กิ่งอ่อนมีขนกระจาย ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปรี ขอบ
