พืชทำเงิน
หลายคนอาจจะเคยได้ยิน บ้านห้วยห้อม ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะเกือบ 30 ปีมาแล้ว บ้านห้วยห้อมแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกกาแฟขึ้นชื่อ ส่งให้กับร้านกาแฟแบรนด์ระดับบน ทั้งยังเป็นต้นตำรับกาแฟอาราบิก้าส่งให้กับโครงการหลวง นับตั้งแต่ยังไม่มีเครื่องกะเทาะเปลือกเมล็ดกาแฟ รวมถึงเครื่องคั่วบดเมล็ดกาแฟ เพื่อให้ได้กาแฟผงอย่างในปัจจุบัน การเดินทางค่อนข้างลำบาก แม้กระทั่งปัจจุบันจากตัวอำเภอแม่ลาน้อยเข้าไปยังหมู่บ้านห้วยห้อม ก็ต้องใช้เวลานานชั่วโมงเศษ ผ่านเส้นทางที่นักท่องเที่ยวมุ่งมั่นไปในช่วงฤดูหนาว คือ ทุ่งดอกบัวตอง เลยเข้าไปอีกระยะหนึ่ง ตลอดเส้นทางไม่มี คำว่า พื้นราบ มีแต่ทางลาดชันและเขา คุณมะลิวัลย์ นักรบไพร หญิงแกร่งที่ริเริ่มกิจกรรมทางการเกษตรหลายอย่างของหมู่บ้าน ให้การต้อนรับด้วยกาแฟอาราบิก้ารสชาติดี ชักชวนนั่งคุยบนชั้น 2 ของบ้าน ที่เทียบได้กับความสูงของตึก 5-6 ชั้น เพราะตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขาลูกเล็กๆ ใกล้ๆ หุบเขาใหญ่บริเวณนั้น คุณมะลิวัลย์ เล่าย้อนให้ฟังถึงอดีตที่มาของการทำไร่กาแฟ ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ปักหลักฐานที่ทำกินอยู่บริเวณนี้มากว่า 200 ปี คุณพ่อของคุณมะลิวัลย์ เป็นคนริเริ่มการท
ทุ่งทานตะวันที่กว้างใหญ่ไพศาล มีดอกสีเหลืองอร่ามตา หมู่ผึ้งบินตอมดอกที่เบ่งบานวนเวียนไปมา ในขณะที่ดอกกำลังหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ (positive phototropism) ตอนเช้าจะหันไปทางทิศตะวันออกและชูสู้แสงตะวัน ตอนเย็นหันไปทางทิศตะวันตก ทานตะวันมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า helianthus annuus (helio ดวงอาทิตย์, anthos ดอกไม้ที่งดงาม) อยู่ในวงศ์ Asteraceae พืชในวงศ์นี้ ที่เรารู้จักคือ บัวตอง เบญจมาศ คำฝอย และดาวเรือง ฯลฯ เมื่อประมาณ 50 ปีมาแล้ว ได้ข่าวว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในปัจจุบัน ได้นำพันธุ์ทานตะวันจากประเทศรัสเซีย ชื่อพันธุ์ Saratovsky มาทดลองปลูกในประเทศไทย เนื่องจากพันธุ์ดังกล่าวเป็นพันธุ์ผสมเปิด ต้องใช้แมลง จำพวกผึ้งมาช่วยผสมเกสร จึงจะได้ผลผลิต ซึ่งในระยะนั้น การเลี้ยงผึ้งยังไม่แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน และคิดว่าคงยังไม่มีอุตสาหกรรมน้ำมันพืชของภาคเอกชนรองรับการปลูกทานตะวันในช่วงนั้น จึงไม่ได้ดำเนินการต่อ ทานตะวันถึงแม้จะมีดอกสมบูรณ์เพศ แต่เป็นพืชที่ผสมข้ามเป็นส่วนใหญ่ เพราะเกสรตัวผู้จะเจริญ (fertile) ก่อนเกสรตัวเมีย จึงต้องใช้แมลง เช่น ผึ้ง เป็นพาห
ปัญหาหลักของเกษตรกรยุคเก่า คือ ราคาผลผลิตตกต่ำ เนื่องจากเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดในระยะเวลาใกล้เคียงกันจำนวนมาก ทำให้ราคาผลผลิตต่ำตามกลไกของดีมานด์ ซัพพลาย คือมีมากราคาก็ถูก มีน้อยราคาก็แพง ขณะเดียวกันเกษตรยุคก่อนไม่สามารถคำนวณต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ขาดการเรียนรู้เรื่องการลดต้นทุนภาคผลิต พึ่งพาตลาดเดียว ก็ยิ่งทำให้เกษตรกรประสบปัญหาเรื่องรายได้ สุดท้าย เกิดเป็นปัญหาระดับชาติ คือความยากจนในภาคเกษตร ปัจจุบัน วงการเกษตรไทยมีการพัฒนามากขึ้น เกิดเป็นภาพลักษณ์ใหม่ ที่เรียกว่า “เกษตรปราดเปรื่อง” หรือ Smart Farming แนวคิดการทำเกษตรแบบใหม่ โดยเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีใจรักการเกษตร หรือ Young Smart Farmer ส่งเสริมให้รู้จักบริหารจัดการเกษตร โดยนำ Agriculture Technology (Agritech) นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต คุณนิธิภัทร์ ทองอ่อน หรือ คุณโอ๋ เจ้าของสวนทุเรียนลุงแกละ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ด้วยการนำแนวคิดสมัยใหม่มาปรับเปลี่ยนสวนทุเรียนที่รับสืบทอดจากคุณพ่อ คือ “ลุงแกละ” หรือ คุณสำรวย ทองอ่อน ซึ่งแต่เดิมทำ
“แตงร้าน” เป็นหนึ่งในพืชตระกูลแตงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และได้รับความนิยมบริโภคทั่วโลก โดยในประเทศไทยนั้นมีแหล่งผลิตกระจายอยู่ทั่วทุกภาค แต่ละปีนั้นมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 10,000 ไร่ และบางปีอาจสูงถึง 20,000 ไร่ ตามราคาผลผลิตที่สูงขึ้น (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระหว่างปี 2557-2562) นอกจากนี้ อีกจุดเด่นหนึ่งคือเป็นพืชใช้น้ำน้อย อายุสั้น ให้ผลผลิตเร็ว เกษตรกรจึงนิยมปลูกเป็นพืชเสริมในช่วงฤดูแล้ง หรือระหว่างฤดูการผลิตพืชชนิดอื่น สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ทุกวัน คุณสุพัฒน์ พรมประสิทธิ์ วัย 30 ปี ชาวบ้านหมู่ 6 บ้านวังหัวแหวน ต.วังหามแห อ.ขาณุวรลักษณบุรี จ.กำแพงเพชร เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกแตงร้านเสริมกับพืชไร่อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง ต่อเนื่องมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ โดยเมื่อปลูกมาได้สักระยะ รายได้จากพืชเสริมชนิดนี้เริ่มแซงพืชหลัก ทั้งยังสามารถทำเงินได้ไว สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระยะสั้นเพียง 35-38 วัน ใน 1 ปีสามารถปลูกได้ 3-4 รอบ ต่างจากพืชไร่ที่ปลูกได้เพียงปีละรอบ คุณสุพัฒน์ จึงหันมายึดการปลูกแตงร้านเป็นอาชีพเต็มตัวกว่า 10 ปี บนพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 15 ไร่ กว่าจะมา
พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายมิติ โดยเฉพาะการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการไม่มีงานทำ ทำให้ราษฎรมีฐานะยากจน และส่งผลกระทบถึงความมั่นคง มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงเข้ามาดำเนินการสร้างต้นแบบการพัฒนาที่เหมาะสมและเป็นไปตามความต้องการของราษฎร ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต พัฒนาอาชีพเดิมและส่งเสริมอาชีพใหม่ โดยเน้นส่งเสริมพืชเกษตรและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ตั้งแต่พัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ด้วยการให้ความรู้กับเกษตรกร ส่งเสริมและจัดหาตลาด รวมทั้งการรับซื้อเพื่อสร้างราคานำตลาด หนึ่งในโครงการที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ดำเนินการคือ ร่วมกับจังหวัดยะลาพัฒนาโครงการทุเรียนซิตี้ ส่งเสริมให้เกษตรกรทำทุเรียนคุณภาพ ในท้องที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อปี 2561 ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 18 คน ต้นทุเรียน 335 ต้น ผลผลิต 48 ตัน เกษตรกรมีรายได้รวม 2,337,413 บาท เฉลี่ยคนละ 129,856 บาท เฉลี่ยต่อต้น 8,578 บาท จากเดิมที่ขายได้ 2,350 บาท ความสำเร็จจากโครงการนำร่องในปี 2561 ทำให
แตงร้าน เป็นพืชที่ส่วนมากจะนำผลมากินสดเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงที่กินคู่กับน้ำพริก หรือเป็นผักเคียงที่เข้าได้กับอาหารหลากหลายเมนู นอกจากนี้ ยังมีการนำมาแปรรูปในรูปแบบการดอง ตลอดไปจนถึงนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้อีกด้วย จากความต้องการของผู้บริโภคที่ยังนิยมกินอยู่นั้น จึงทำให้ผลผลิตมีความต้องการของตลาด จึงทำให้ คุณเอกนรินทร์ คงแท่น อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มองเห็นถึงโอกาสของพืชชนิดนี้ เพราะเป็นพืชล้มลุก ออกผลผลิตไว จึงทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วตามไปด้วย เกษตรกรผู้ปลูกจึงมีรายได้ทันใช้จ่ายไม่ต้องรอผลผลิตนานเป็นแรมปีเหมือนพืชชนิดอื่นๆ อีกด้วย คุณเอกนรินทร์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับทางด้านช่าง ต่อมามีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยในช่วงนั้นก็ได้มีสวนยางพาราเป็นสิ่งที่ครอบครัวทำเป็นอาชีพกันมาอย่างยาวนาน เมื่อประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของราคา เขาถึงได้คิดปลูกพืชที่มีอายุสั้นมาปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีทันใช้กับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน “พอเริ่มที่จะปลูกพืชช
เห็ดถั่งเช่าสีทอง เป็นที่นิยมมากในเมืองไทยเวลานี้ และสร้างรายได้ให้แก่คนไทยจำนวนไม่น้อย แต่ก็มีความเชื่อว่าการเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองนั้นใช้ต้นทุนสูงมาก เพราะเห็ดถั่งเช่าสีทองมีราคาแพง แต่ก็มีเกษตรกรบางคนที่มองเห็นว่า การเริ่มต้นเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองนั้นไม่ได้แพงอย่างคิด เป็นการลงทุนต่ำแต่ได้ในระยะยาว อย่างเช่น เกษตรกรท่านนี้ที่สร้างรายได้เสริมด้วยการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง คือ คุณสุทธิชัย สุทธิพงษ์พร อยู่บ้านเลขที่ 363/2 หมู่ที่ 5 บ้านไร่นาน้อย ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52100 เบอร์โทร. (095) 351-6946 Line Id : 0953516946 ชีวิตพลิกผัน…พนักงานบริษัทรับจ้างผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งออกต่างประเทศ ปัจจุบันสร้างรายได้เสริมด้วยการเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทอง ชายวัยกลางคน ที่อายุเป็นเพียงตัวเลข ผู้ไม่คิดแพ้ต่อโชคชะตา มีแต่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จนทุกวันนี้นอกจากจะทำไร่กาแฟบนเขาบนดอยแล้วยังมองหาธุรกิจเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทอง “ตราบใดที่คำว่าถั่งเช่า มีสรรพคุณทางยาสูง ตลาดยังไปได้ตลอดเพราะเป็นทั้งอาหารและสมุนไพร จึงเชื่อว่าเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองขายสร้างรายได้ที่ยั่งยืน” คุณสิทธิชัย กล่าว
คุณสมัย คูณสุข อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 6 บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในแปลงอินทรีย์ เพื่ออบแห้งส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบ้านดงบัง ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวนเป็นหลัก ประมาณปี 2537 เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับ เริ่มต้นไปได้สวย รายได้มีขึ้นลงบ้างตามธรรมชาติของตลาด ต่อมาปี 2540 ไม้ดอกไม้ประดับราคาตกต่ำอย่างมาก ชาวบ้านจึงมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการปลูกพืชสมุนไพร เริ่มจากปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริมส่งให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร คุณสมัย เริ่มมีความสนใจที่จะปลูกสมุนไพร จึงได้ไปสอบถามทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตยาสมุนไพรควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันอยู่แล้ว มีการตกลงระหว่างกันว่า บ้านดงบังจะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรเพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีการคุยกันและตกลงว่าจะซื้อ จึงจะเริ่มปลูก วัตถุดิบที่โรงพยาบาลต้องการในช่วงนั้นคือ หญ้าปักกิ่ง เพราะฉะนั้นสมุนไพรตัวแรกที่ปลูกคือ หญ้าปักกิ่ง โดยโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้นำพันธุ์มาให้ทดลองปลูก เมื่อปลูกสำเร็จมีความเจริญงอกงาม นำมาสู่การขยาย มีการปล
ทุกวันนี้น้อยคนนักที่จะรู้จักพันธุ์ของไผ่ ส่วนมากเมื่อได้พบเห็นก็มักรู้เพียงว่า มันคือ ต้นไผ่ เท่านั้น วันนี้จะมานำเสนอไผ่อีกชนิด ที่มีการปลูกขยายพันธุ์เมื่อไม่นานมานี้ให้ทำความรู้จักกัน ซึ่งเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ ได้นำมาเผยแพร่ข้อมูลและนำมาให้ผู้ร่วมงาน ในงานสัมมนา “สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย” ซึ่งจัดโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ศูนย์ฝึกอาชีพ Matichon Academy และหนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้ลองกินกัน คุณสุรูป แสนขันธ์ และกล้าพันธุ์ไผ่รวกหวานภูกระดึง 58 คุณสุรูป แสนขันธ์ คือเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” ณ บ้านเลขที่ 243 หมู่ที่ 5 บ้านซำบ่าง ตำบลห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ชื่อไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” นี้ มีที่มาจาก เป็นไผ่รวกที่พบบนพื้นที่ยอดดอยภูกระดึง และ 58 คือ ปีที่คุณสุรูปเริ่มขยายพันธุ์จนสำเร็จ จนได้มีการจำหน่ายต้นพันธุ์ ทำให้ไผ่รวกหวานสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักนั่นเอง แต่เดิมนั้น คุณสุรูป รับราชการครู สอนในรายวิชาการงานอาชีพ ซึ่งถือว่ามีความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งในพื้นที่บ้านก็ได้มีการปลูกมะนาวไว้ และเป็นผู้รู้ที่ให้ความรู้
วันนี้ คุณธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย คุณละม่อม สุนทรไชย หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เกษตรอำเภอท่าคันโท เกษตรอำเภอสหัสขันธ์ เดินทางไปที่ ไร่นาสวนผสมตามแนวทฤษฎีใหม่ ของ คุณประสงค์ เรืองจรัส อายุ 64 ปี เจ้าของพื้นที่ 15 ไร่ พร้อม คุณไพรพร เรืองจรัส ภรรยา ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านนาโก ตำบลนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ คุณประสงค์และภรรยาเป็นแรงงานหลัก ลูก 2 คน มีงานประจำ โทร. 087-224-9407 เกษตรกรให้การต้อนรับพร้อมผู้ใหญ่บ้าน 4 หมู่บ้าน มี คุณธนานนท์ วิศรียา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 วันนี้สร้างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพิ่มเติมครับ “กุฉิ แปลว่า ดอกบัว” ส่วน “นารายณ์แปลว่า ขาว” คนจังหวัดกาฬสินธุ์จึงเรียกอำเภอกุฉินารายณ์ว่า “บัวขาว” คุณประสงค์ เดินนำหน้าเข้าไปในสวน “ผักหวานป่า” พร้อมอธิบายเรื่องราวความเป็นมา ผักหวานป่า ปลูกแบบป่า คือ “ได้เมล็ดพันธุ์ปลูกแบบฝังเป็นแถวเป็นแนว” เมื่อ ปี 2552 ในป่าผักหวานป่าขึ้นได้ นำมาปลูกแบบหยอดเมล็ด “ผักหวานขึ้นได้ดี” สวยงามได้ หลุมที่ตายปลูกซ่อม เวลา 10 ปีผ่านไป ผักหวานป่ากว่า 1,500 ต้น ตัดยอดแตก
