พืชทำเงิน
เปิดให้โหลดฟรี แล้ววันนี้กับ แอปพลิเคชัน “Kaset Go” Go ให้ไกล…ไปด้วยกัน ชุมชนออนไลน์ของคนเกษตร เป็นพื้นที่ที่ให้เกษตรกรทั่วประเทศ เข้ามาพูดคุยกัน เพื่อแบ่งปันความคิดและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมๆกัน พร้อมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเกษตร มาตอบคำถาม ให้คำแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการเกษตร ทั้งเรื่องการเพาะปลูก และการต่อยอดธุรกิจเกษตรกรรมที่เชื่อถือได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และในแอปยังมีข้อมูลอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรไทย เปิดให้ดาวน์โหลดได้ฟรีแล้ววันนี้ https://m.kasetgo.com/dmb4 หรือหากอยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมไปที่ https://m.kasetgo.com/about บนแอปพลิเคชัน Kaset Go มีจุดเด่นๆ ดังนี้ – เป็นพื้นที่พูดคุยออนไลน์ของเกษตรกรทั่วไทย โดยรวมเกษตรกรจากหลายกลุ่มพืชหลายพืชผลมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กัน ช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ – มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรช่วยเหลือตอบคำถามของเหล่าเกษตรกร – มีผู้เชี่ยวชาญการเกษตรช่วยการันตีความถูกต้องของคำตอบต่างๆที่สมาชิกเกษตรกร ช่วยเหลือกันใน Kaset Go หากคำตอบใดถูกต้องตามหลักวิชาการผู้เชี่ยวชา
“เขาหาว่า ผมบ้า มาปลูกองุ่นกลางท้องนา” คุณธนกฤต ธนศรีตะเวน หนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ เจ้าของสวนองุ่นธนกฤต บอกเล่าความหลัง เมื่อเขาตัดสินใจพลิกฟื้นผืนนามาทำสวนองุ่นแห่งแรกในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เดิมทีครอบครัวของ คุณธนกฤต ธนศรีตะเวน มีอาชีพทำนา แต่การปลูกข้าว ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ปีไหนฝนฟ้าไม่เป็นใจ ก็ได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บางปีก็ขายข้าวไม่ได้ราคา ระยะหลังเจอปัญหาภัยแล้งทุกปี ก็สู้ไม่ไหว ตัดสินใจเลิกทำนา หันมาทำสวนองุ่นแทน เพราะองุ่นเป็นไม้ผลที่ให้ผลตอบแทนดี สามารถวางแผนการปลูกให้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ในระยะแรก คุณธนกฤตเรียนรู้เรื่องการปลูกดูแลองุ่นจากตำรา และเยี่ยมชมสวนองุ่นในพื้นที่ต่างๆ นำมาประยุกต์ใช้ในสวนองุ่นของตัวเอง จนได้ผลผลิตคุณภาพดี ที่นี่เน้นปลูกองุ่นไร้เมล็ด เมื่อสวนองุ่นเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาแวะชม-ชิม-ช็อป องุ่นผลสดและน้ำองุ่นในสวน กลายเป็นจุดขาย ทำให้สวนองุ่นแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน มีกลุ่มลูกค้าขาประจำแวะเวียนเข้ามาซื้อสินค้าถึงสวนอย่างไม่ขาดสาย กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรชื่อดังของอำเภออรัญประเทศมาจนถึงทุ
จากสถานการณ์ ไวรัส โควิด-19 ที่ได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว ส่งผลให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตกันมากขึ้น สังเกตได้จากการป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากไวรัสด้วยวิธีต่างๆ ทั้งฉีดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ รวมถึงการสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไวรัส แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่วิธีป้องกันภายนอกเท่านั้น ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่นอกจากจะป้องกันภายนอกแล้ว เขายังมีวิธีป้องกันจากภายในขึ้นมาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของตัวเอง หันมาใส่ใจรายละเอียดกับอาหารที่จะกินมากขึ้น จนถึงขั้นลุกมาปลูกผักกินเอง จนทำให้ใครหลายคนเห็นโอกาสในยามวิกฤตพุดไอเดียสร้างอาชีพให้ตัวเองขึ้นมา เช่นเธอคนนี้ คุณปุณยภัสร์ จิราเมธาฐิติโชติ หรือ พี่นุ่น อยู่บ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 7 บ้านตะโก ตำบลพุดซา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่สร้างอาชีพใหม่ได้จากวิกฤต โควิด-19 ในครั้งนี้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ พี่นุ่น เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำธุรกิจดินถุงปลูกต้นไม้ ตนทำธุรกิจส่วนตัวมาก่อน แล้วเกิดปัญหาการขาดทุนเป็นจำนวนเงินสูงกว่า 4-5 ล้านบาท กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่
กรมส่งเสริมการเกษตร แนะปลูกอัญชัน พืชใช้น้ำน้อย อัญชัน มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ดอกมีทั้งชนิดที่เป็นดอกชั้นเดียวซึ่งมีสีน้ำเงินคราม ออกดอกเกือบตลอดปี อัญชันที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นอัญชันดอกสีม่วง ซึ่งสามารถใช้ได้หลายส่วน ทั้งดอก เมล็ด และราก ในดอกอัญชันมีสารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารสีม่วง มีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ต้นทุนการผลิตอัญชัน 1 ไร่ อยู่ที่ 10,000-12,000 บาท เมื่อเทียบกับผลพลอยได้แล้ว ถือว่าคุ้มค่ามาก เนื่องด้วยว่าอัญชัน 1 ต้น สามารถเก็บดอกสดได้ 50-100 กรัม ต่อวัน จะได้ผลผลิตสดวันละ 100 กิโลกรัม ขายสดกิโลกรัมละ 50-100 บาท ทำให้มีรายได้ 5,000-10,000 บาท ต่อวัน แต่จะใช้แรงงานในเก็บเกี่ยวค่อนข้างมาก จึงนิยมทยอยเก็บวันละ 5-10 กิโลกรัม และนำไปตากแห้ง โดยดอกอัญชันสด 10 กิโลกรัม เมื่อตากแห้งแล้วจะได้ดอกแห้งเท่ากับ 1 กิโลกรัม ซึ่งดอกแห้งนี้ขายได้ กิโลกรัมละ 350-500 บาท และวิธีนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าและลดปัญหาเรื่องแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ได้เปิดตัวอัญชันพันธุ์ใหม่ คือ อัญชันพันธุ์เทพรัตน์ไพล
ในปี 2563 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร แก้ไขปัญหาความอดอยากหิวโหย (Zero Hunger) ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยให้คนไทยอิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ และสร้างอาชีพให้แก่คนไทยจำนวนมาก นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กล่าวว่า การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พัฒนาชุมชนเกษตร ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศไทย ช่วยสร้างความเข้มแข็งมาจากข้างในตัวเราก่อน คือการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด คือ 1. ระดับครัวเรือน รณรงค์ให้ทุกครัวเรือนปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร 2. ระดับอาชีพ คือส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อให้เกิดอาชีพที่ยั่งยืน โดยน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ให้ประชาชนทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ครอบครัว ได้ดำเนินการเป็นแบบอย่างในการบริหารจัดการพื้นที่ให้มีก
ชะอม เป็นไม้ยืนต้นตระกูลถั่ว ที่มีอายุยืนนาน เป็นไม้เถาเลื้อย มีฝักเหมือนกระถิน เมล็ดนำมาปลูกได้ กิ่งอ่อน ยอดอ่อน ใบอ่อน มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว และมีวิตามินเอสูง ยอดชะอมจัดเป็นอาหารประเภทผักที่มีคุณค่าอาหารสูงยิ่ง ทั้งวิตามินเอ โปรตีน และเยื่อใยที่ร่างกายต้องการ ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมหรือไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบขนาดเล็ก มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถิน หรือใบส้มป่อย ต้นชะอมหากถูกเด็ดยอดจะแตกกิ่งข้างต้นหนาแน่น ชะอม เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดิน ไม่ว่าดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย ยกเว้นดินเค็มและกรดจัด ปลูกง่าย ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย “ชะอม” หลายคนจะต้องนึกถึงเมนูอาหารที่แสนอร่อยจากผักพื้นบ้านชนิดนี้ที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว อาทิ ชะอมชุบไข่ทอดกับน้ำพริกกะปิ แกงแคไก่อาหารของคนเหนือ แกงลาวของคนอีสาน ฯลฯ ชะอมจึงจัดเป็นผักพื้นบ้านที่มีคนไทยบริโภคเป็นประจำ และมีความต้องการในแต่ละวันไม่น้อยไปกว่าผักพื้นบ้านชนิดอื่น เกษตรกรไทยมักจะมองว่า การปลูกพืชผักสวนครัวจะเป็นเพียงอาชีพเสริม ไม่สามารถสร้างรายได้หลักให้กับครอบครัวได้ ตัวอย่างแหล่งปลูกชะอมพื้นที่ใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดพิจ
จำปาดะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับ ขนุน หรือสาเก ภาษาอังกฤษก็ใช้คำนี้ Champedak ไม่รู้ใครลอกใคร แต่มาเลเซียเรียกอีกชื่อหนึ่ง ภาษาใต้ เรียกว่า จำดะ นิยมปลูกมากในภาคใต้ ออกผลปีละครั้ง ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมตอนต้นฤดูฝนของทุกปี ในช่วงหน้าอื่นมีผลบ้างแต่ไม่มากนัก ผลของจำปาดะจะเล็กกว่าขนุน ผิวสีเข้มกว่าผิวขนุนและไม่ค่อยสวยเหมือนผิวขนุน ลักษณะผลจะเป็นทรงกระบอกยาว เนื้อในนิ่มและเหนียวไม่กรอบเหมือนขนุน รสหวานจัด เด็กเล็กและคนชราควรบริโภคอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเนื้อเหนียวจะเคี้ยวไม่ค่อยขาด ตอนกลืนจะติดคอ ครั้งตอนเด็กๆ เมื่อกินจำปาดะผู้ใหญ่จะคอยดูให้กินทีละเมล็ดกลืนเข้าไปแล้วค่อยกินเมล็ดต่อไป จริงๆ แล้วถ้าไม่มีการห้าม เด็กๆ ก็จะกินติดต่อกันหลายๆ เมล็ด เพราะความหวานหอมอร่อยของมัน ซึ่งการกินติดต่อกันหลายๆ เมล็ด โอกาสติดคอได้ง่าย กลิ่นของจำปาดะค่อนข้างแรงน้องๆ ทุเรียน สมัยก่อนที่ใช้บริการรถทัวร์เขาห้ามนำทุเรียนและจำปาดะขึ้นบนรถเด็ดขาด ดมนานๆ บางคนถึงกับเป็นลมทีเดียว ความเป็นมา สวนเก่าแก่ในจังหวัดพังงาส่วนใหญ่ยังเป็นสวนประเภทสมรมอยู่ คือมีการปลูกผลไม้รวมๆ กันหลายชนิด เพื่อนฝูงที่นั่นแนะนำว่า
เราเดินตามรอยประวัติศาสตร์ไปกับ คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ ทำให้รู้ซึ้งถึงต้นสายปลายทาง มะปราง มะยงชิด ดั้งเดิมว่าเป็นมาอย่างไร กระทั่งผ่านการคัดพันธุ์จนได้ผลผลิตขนาดใหญ่ สีสันสะดุดตา รสชาติหวานอร่อยถูกใจผู้บริโภค ในฐานะประธานชมรมมะยงชิด มะปรางหวานใหญ่ภาคเหนือ และผู้อนุรักษ์ พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ อย่าง คุณวิจิตร จนทำให้มะปราง มะยงชิด เกิดความโดดเด่นมีเอกลักษณ์ทางด้านสายพันธุ์ การันตีโดยโล่รางวัลเกียรติยศ ได้ถึง 10 ใบ ที่ชนะเลิศการประกวดมาต่อเนื่องตลอด 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2554-2558 กับการประกวด มะยงชิด-มะปรางหวานใหญ่ ภาคเหนือ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก นับเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า ฉบับนี้ ผู้เขียนขอพาผู้อ่านเข้าไปดู สวนวิจิตรการเกษตร ที่คลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร บนพื้นที่ 50 ไร่ ที่ได้ชื่อว่า มีมะปราง มะยงชิด หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดของโลก ถึง 60 สายพันธุ์ การันตีด้วยการตรวจสอบ DNA สายพันธุ์แท้อย่างครบถ้วน ส่วนการบริหารจัดการ และแนวทางการทำตลาด “คุณกุ๊ก” สุขประเสริฐ จุลลาย ภรรยาที่อยู่เคียงข้างคุณวิจิตรได้ให้ข้อมูลว่า มะยงชิด มะปรางหวานใหญ่ ทุกต้นทุกสายพันธุ์ได้ขึ้นทะเบียนทำประวัติไว้ครบ
วันเข้าพรรษาทุกปีที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีชาวพุทธทั้งในท้องถิ่นและต่างถิ่นหลายหมื่นคนพากันไปทำบุญตักบาตรพระด้วยดอกหงส์เหินหรือดอกเข้าพรรษา เพื่อร่วมกันสืบสานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ตามศรัทธาและความเชื่อว่าเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว ขณะเดียวกัน ก็ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกและผลิตดอกหงส์เหินสีสวยสดงดงามสามารถยกระดับรายได้เพื่อความมั่นคงยั่งยืน คุณลุงสละ นิรากรณ์ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหงส์เหิน เล่าให้ฟังว่า กลุ่มผู้ปลูกหงส์เหินมีสมาชิก 10 ราย ส่วนตัวมีพื้นที่ปลูกพืชผสมผสาน 9 ไร่ ปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด ปลูกพืชผักสวนครัวและปลูกไม้ดอกไม้ประดับ หงส์เหินหรือดอกเข้าพรรษาได้ปลูกเป็นพืชแซม เป็นพืชเศรษฐกิจเสริมรายได้ การปลูกพืชผสมผสานนี้ได้ช่วยให้ลดความเสี่ยงด้านการผลิตการตลาด ได้เก็บผลผลิตไปกิน เหลือขายและเพื่อการยังชีพในแบบวิถีพอเพียง ต้นหงส์เหิน เป็นไม้ดอกเศรษฐกิจพื้นบ้าน เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น ตามชายป่าหรือใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ชอบดินร่วนซุย ดอกมีหลากหลายสี เช่น สีเหลือง ขาว ม่วงหรือสีชมพู มีรูปทรงที่งดงามแตกต่างกันไป ต้นหงส์เหินเจริญเติบโตออกดอกในช่วง
ทุกๆ ฤดูกาล การทำการเกษตร จำเป็นต้องปรับวิธีการจัดการให้ดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งผลผลิตและการประคองรายได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรเองว่ามีกลยุทธ์และพลิกแพลงให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำการเกษตรได้แค่ไหน คุณศุภกิตติ์ เซียนประเสริฐ หรือ คุณอ้วน หนุ่มวัย 40 ต้นๆ ที่จับอาชีพเลี้ยงปลาและกุ้งมานาน ปัญหาการเลี้ยงกุ้งและปลา มีไม่แตกต่างจากเกษตรกรรายอื่น แต่ทุกๆ วิกฤติที่ผ่านเข้ามา คุณอ้วน ก็มีวิธีการจัดการให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อย่างไม่มีปัญหา พื้นที่ 16 ไร่ จากเดิมเป็นที่นา คุณศุภกิตติ์ ปรับพื้นที่ให้เป็นบ่อเลี้ยงปลา และเลี้ยงกุ้ง โดยเลี้ยงแบบผสมผสานภายในบ่อเดียวกัน เพื่อให้เกิดรายได้ตลอดปี คุณศุภกิตติ์ บอกว่า การปรับพื้นที่ทำนาเพื่อใช้เลี้ยงปลา เป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เนื่องจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ และหญ้า ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพสัตว์น้ำเป็นอย่างดี เพราะปลากินพืช สามารถเลี้ยงรวมในบ่อเดียวกันได้หลายชนิด คุณศุภกิตติ์ จึงเลือกเลี้ยงปลาหลายชนิดไว้ในบ่อเดียวกัน เป็นปลายี่สก ปลาตะเพียน และปลานิล โดยเน้นจำนวนปลานิลมากกว่าชนิดอื่น เหตุผลเ
