Exclusive Featured เกษตรรอบด้าน

จับเทรนด์อนาคต ปั้น “ผำ” พืชคาร์บอนต่ำ วางระบบเก็บดาต้าลุย ‘ตลาดยุโรป’

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “ผำ” หรือไข่น้ำ กลายเป็นพืชเศรษฐกิจดาวรุ่งที่คนไทยรู้จักกันมากขึ้น ในฐานะหนึ่งในพืชอาหารที่มีโปรตีนสูง และถูกจับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก แต่ในอนาคต บทบาทของผำอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นซูเปอร์ฟู้ดเท่านั้น หากยังมีศักยภาพก้าวสู่การเป็น “พืชคาร์บอนต่ำ” ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ด้วยคุณสมบัติที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว ใช้น้ำน้อยเมื่อเทียบกับพืชหลายชนิด และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผำจึงถูกมองว่าเป็นพืชแห่งอนาคตที่อาจมีบทบาททั้งในมิติอาหาร สิ่งแวดล้อม และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีรอยเท้าคาร์บอนต่ำ มากขึ้นเรื่อยๆ

ดร.อันนา ปาจรียางกูร Co-Founder ของ Dr. WellnessX

ดร.อันนา ปาจรียางกูร Co-Founder ของ Dr. WellnessX ฟาร์มผำแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2021 บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการในรูปแบบฟาร์มระบบกึ่งปิด โดยใช้บ่อขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 8 เมตร จำนวน 13 บ่อ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบเพาะเลี้ยงผำขนาดใหญ่ของประเทศไทย สามารถผลิตผำได้เฉลี่ย 20-30 กิโลกรัมต่อบ่อต่อรอบการผลิต

นอกเหนือจากการพัฒนาระบบการผลิตให้ได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้แล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของฟาร์มแห่งนี้ คือการจัดเก็บข้อมูลและงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อศึกษาศักยภาพของผำในการดูดซับคาร์บอน รวมถึงการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำคัญในการยกระดับผำไทยสู่ตลาดส่งออก และรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น


ดร.อันนา เปิดเผยว่า Dr. WellnessX  เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจด้านการเพาะเลี้ยงผำและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผำ โดยเล็งเห็นศักยภาพของผำ ซึ่งเป็นพืชอาหารที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมานาน แต่เมื่อ 5 ปีก่อน การเพาะเลี้ยงผำในเชิงพาณิชย์ยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นการเก็บจากแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือปลูกในระบบเปิด ทำให้การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยยังเป็นข้อจำกัด

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเริ่มพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงผำแบบกึ่งปิด เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตให้มีความสะอาด ปลอดภัย และสามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงรักษาคุณค่าทางโภชนาการของผำให้ได้ตามมาตรฐานที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการก่อตั้งฟาร์มแห่งนี้

ในช่วงแรก บริษัทใช้เวลาศึกษาและทดลองระบบการเพาะเลี้ยงนานกว่า 1-2 ปี ทั้งการทดสอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต การจัดการน้ำ การให้อาหารพืช ตลอดจนการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ เพื่อพัฒนาระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพและสามารถขยายสู่เชิงพาณิชย์ได้

ปัจจุบัน Dr. WellnessX ไม่ได้จำหน่ายเฉพาะผำสดเท่านั้น แต่ยังมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากผำอย่างต่อเนื่อง อาทิ เครื่องดื่มโปรตีนจากผำในรูปแบบผงชงดื่ม ซึ่งสามารถละลายน้ำและรับประทานได้สะดวก ช่วยเพิ่มโปรตีนและสารอาหารให้แก่ร่างกาย รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช (Plant-based) เช่น เส้นพาสต้าจากผำ และลูกชิ้นจากผำ ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพ ผู้รับประทานมังสวิรัติ และวีแกน ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

มองเห็นโอกาสในวันที่ “ผำ” ยังไม่เป็นที่รู้จัก

ดร.อันนา เล่าว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้จักผำมากนัก แต่หลังจากได้ศึกษาข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ก็เริ่มเห็นศักยภาพของพืชชนิดนี้ ทั้งในด้านโภชนาการและโอกาสในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

“ตอนนั้นผำยังไม่เป็นกระแสเหมือนทุกวันนี้ เราเลยเริ่มศึกษาตลาดเพิ่มเติมว่ามีใครนำผำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือยัง ปรากฏว่าพบตัวอย่างจากต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล แต่ในประเทศไทยยังแทบไม่มีผู้ประกอบการรายใดพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผำอย่างจริงจัง”

ดร.อันนาอธิบายเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจลงทุนในเวลานั้นไม่ได้เกิดจากการมองว่าตลาดมีขนาดใหญ่เพียงใด หรือผู้บริโภครู้จักผำมากน้อยแค่ไหน แต่เป็นการมองหาช่องว่างทางธุรกิจ ที่ยังไม่มีใครเข้าไปพัฒนา

“เราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าตลาดใหญ่หรือไม่ แต่เริ่มจากคำถามว่ามีพื้นที่ไหนที่เราสามารถเข้าไปสร้างคุณค่าได้บ้าง ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีใครทำผลิตภัณฑ์จากผำอย่างชัดเจน จึงเป็นโอกาสที่เราอยากเข้าไปบุกเบิก”

บ่อขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 8 เมตร

อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้เล่นกลุ่มแรกในตลาดก็หมายถึงการต้องสร้างการรับรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้า บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารและให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับผำ ทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการ วิธีการบริโภค และศักยภาพของผำในฐานะวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต

ปัจจุบันสถานการณ์แตกต่างจากเมื่อ 5 ปีก่อนอย่างชัดเจน ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มรู้จักผำในฐานะ “ซูเปอร์ฟู้ด” และมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่น่าสนใจ แม้จะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยรู้จักผำมาก่อน แต่จากประสบการณ์ในการออกบูธและนำเสนอสินค้าในงานต่างๆ พบว่าการรับรู้ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดผำของไทยกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต และยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากในอนาคต

ยกระดับฟาร์มผำสู่ Smart Farm และตลาดคาร์บอนต่ำ

ดร.อันนา กล่าวว่า ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมผำในประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างชัดเจน จากเดิมที่มีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ามาเพาะเลี้ยงและพัฒนาธุรกิจผำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เพาะเลี้ยงมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการผลิตแนวนอน แนวตั้ง ระบบปิด และระบบกึ่งปิด ซึ่งแต่ละฟาร์มต่างพัฒนาเทคนิคและองค์ความรู้เฉพาะของตนเอง ส่งผลให้ตลาดผำไทยมีความหลากหลายและขยายตัวมากขึ้น

“แม้จะเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่เรามีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันอยู่เสมอ เพราะทุกคนต่างช่วยกันผลักดันให้ผำเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสร้างการเติบโตให้กับตลาดโดยรวม”

สำหรับ Dr. WellnessX ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฟาร์มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการยกระดับระบบการผลิตสู่แนวทาง Smart Farm ผ่านการนำข้อมูล (Data) มาใช้บริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านคุณภาพน้ำ อุณหภูมิ ผลผลิต และประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยง โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อเก็บข้อมูลที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการขอการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือการพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมบนผลิตภัณฑ์

ในด้านตลาด ผู้บริโภคยังคงนิยมบริโภคผำสดมากที่สุด เนื่องจากสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งเป็นวัตถุดิบในเมนูสุขภาพ การโรยหน้าสลัด สมูทตี้ หรืออาหารประเภทต่างๆ อีกทั้งยังตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารสดและผ่านกระบวนการแปรรูปน้อย

ปัจจุบันฟาร์มดำเนินการเพาะเลี้ยงผำในระบบกึ่งปิด บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ด้วยบ่อทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 เมตร จำนวน 13 บ่อ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในระบบเพาะเลี้ยงผำขนาดใหญ่ของประเทศไทย โดยทุกองค์ประกอบของฟาร์มตั้งแต่วัสดุที่ใช้ ระบบน้ำ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง ได้รับการออกแบบและปรับปรุงจากประสบการณ์การทดลองต่อเนื่องหลายปี เพื่อให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของผำมากที่สุด

ข้อดีของระบบกึ่งปิด คือสามารถใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ลดการใช้พลังงานในการควบคุมสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนจากภายนอก ทำให้การจัดการฟาร์มและการเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

ในแต่ละบ่อสามารถให้ผลผลิตผำสดประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต โดยใช้ระยะเวลาเพาะเลี้ยงเฉลี่ย 7-10 วัน และมีการบริหารจัดการแบบหมุนเวียนทีละ 4 บ่อ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการทำความสะอาดและเตรียมบ่อสำหรับการผลิตในรอบถัดไป

ปัจจุบันผลผลิตของฟาร์มจำหน่ายผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งร้านค้าสุขภาพ ตัวแทนจำหน่าย ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ รวมถึงช่องทางออนไลน์ โดยมีการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องให้กับคู่ค้าประจำในแต่ละสัปดาห์

ด้านมาตรฐานการผลิต ฟาร์มได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP สำหรับการเพาะเลี้ยงผำ โดยมีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจวัดค่า pH และอุณหภูมิของน้ำ การบำบัดน้ำ การตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของผลผลิต ตลอดจนการควบคุมกระบวนการเก็บเกี่ยวและการทำความสะอาด เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากผำมีองค์ประกอบเป็นน้ำมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จึงจำเป็นต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสียความชื้นและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยผำสดสามารถเก็บรักษาได้นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ ภายใต้ระบบควบคุมความเย็นที่เหมาะสม รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับระบบขนส่ง โดยเฉพาะการจัดส่งไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่สดใหม่และมีคุณภาพสูงสุด

จากซูเปอร์ฟู้ดสู่พืชคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต

ดร.อันนา อธิบายว่า เหตุผลที่ผำถูกจับตามองมากขึ้นในบริบทของ Net Zero มาจากคุณสมบัติสำคัญของพืชชนิดนี้ คือการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ในการสร้างชีวมวล

“โดยธรรมชาติแล้ว พืชทุกชนิดสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งถือเป็นกลไกกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้ผำแตกต่างจากพืชหลายชนิดคืออัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก โดยสามารถเพิ่มมวลชีวภาพได้ภายในเวลาเพียง 7-10 วัน ทำให้เกิดการสะสมชีวมวลใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง”

ดร.อันนา อธิบายเพิ่มเติมว่า ผำเป็นพืชน้ำขนาดเล็กที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งจากบรรยากาศเหนือผิวน้ำและคาร์บอนที่ละลายอยู่ในน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์พืช จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพืชที่มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนผ่านการสร้างชีวมวลได้อย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม การประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของผำยังจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลวิจัยและการวัดผลเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อยืนยันว่าผำสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น

โดยจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Dr. WellnessX และภาคอุตสาหกรรมในการศึกษาผลของความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นต่อการเจริญเติบโตของผำ โดยพบว่าเมื่อสภาพแวดล้อมมีความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น ผำมีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้นและสร้างชีวมวลเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการนำคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการเจริญเติบโตของพืช

นอกจากการศึกษาเรื่องการดูดซับคาร์บอนแล้ว ฟาร์มยังให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การใช้ไฟฟ้า น้ำ ปุ๋ย วัตถุดิบ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

“สิ่งสำคัญคือการเก็บข้อมูลให้ครบทุกขั้นตอน เพราะทุกกิจกรรมในกระบวนการผลิตล้วนมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้วจึงสามารถนำเข้าสู่กระบวนการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับ เพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ได้”

ปัจจุบันแนวคิดเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่ผู้บริโภคและผู้นำเข้าสินค้าเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายผลิตภัณฑ์มีการแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนฉลากสินค้า เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภค

แม้ปัจจุบันการนำพืชน้ำอย่างผำเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตยังอยู่ในช่วงของการศึกษาและพัฒนาแนวทางรองรับ แต่ฟาร์มเรามองว่า การเริ่มเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตั้งแต่วันนี้ จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดส่งออกที่กำลังให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“เราเชื่อว่าในอนาคต ข้อมูลด้านคาร์บอนจะกลายเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสำคัญไม่ต่างจากมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ใครที่เริ่มเตรียมตัวและมีข้อมูลรองรับก่อน ก็จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในตลาดโลกได้มากกว่า”

เปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นทรัพยากร ด้วยพลังของผำ

ดร.อันนา กล่าวว่า จากข้อมูลและงานวิจัยที่ได้ศึกษาพบว่า ผำมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบำบัดน้ำเสีย เช่น น้ำเสียจากภาคปศุสัตว์หรือกระบวนการผลิตทางการเกษตร ซึ่งมักมีปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสะสมอยู่ในระดับสูง

“โดยธรรมชาติแล้ว ผำสามารถดูดซับสารอาหารในน้ำเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ โดยเฉพาะสารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญของพืช หากปล่อยให้น้ำเสียเหล่านี้สะสมอยู่ในระบบ อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมา”

ดร.อันนา อธิบายว่า การนำผำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัดน้ำเสีย อาจช่วยลดปริมาณสารอาหารส่วนเกินในน้ำ และลดความเสี่ยงของการเกิดกระบวนการทางชีวภาพที่นำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบางชนิด เช่น ไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายร้อยเท่า

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ผำมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว ทำให้สามารถเปลี่ยนสารอาหารส่วนเกินในน้ำให้กลายเป็นชีวมวลพืชได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า

“ในอนาคต หากสามารถพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงและการควบคุมคุณภาพได้อย่างเหมาะสม ชีวมวลผำที่ได้จากกระบวนการบำบัดน้ำอาจมีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในด้านต่างๆ เช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์ วัตถุดิบทางการเกษตร หรือการใช้ประโยชน์ด้านชีวภาพอื่นๆ”

อย่างไรก็ตาม การนำผำมาใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียเชิงพาณิชย์ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ทั้งในด้านประสิทธิภาพการบำบัด ความปลอดภัยของชีวมวลที่ได้ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้สามารถพัฒนาเป็นโมเดลที่ใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมในอนาคต

Data คือหัวใจสำคัญของฟาร์มคาร์บอนต่ำ

ดร.อันนา กล่าวว่า แม้ปัจจุบันการนำผำเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตจะยังอยู่ในช่วงของการศึกษาและพัฒนาแนวทางการประเมิน แต่เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเริ่มเตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตภายในฟาร์มและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีข้อมูล เพราะไม่ว่าจะเป็นการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือการพัฒนาไปสู่ระบบคาร์บอนเครดิตในอนาคต ทุกอย่างต้องอ้างอิงข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้”

ดร.อันนา อธิบายว่า ผู้เพาะเลี้ยงผำควรเริ่มจากการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน ทั้งการควบคุมคุณภาพน้ำ การตรวจวัดค่า pH การจัดการธาตุอาหาร การใช้น้ำ การใช้พลังงาน รวมถึงการป้องกันศัตรูพืช โดยทุกกระบวนการควรมีการบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือระบบ Smart Farming ซึ่งช่วยให้การเก็บข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการเจริญเติบโตของผำ ปริมาณการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า หรือการใช้ทรัพยากรต่างๆ ภายในฟาร์ม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ปัจจุบัน Dr. WellnessX ได้เริ่มดำเนินการจัดเก็บข้อมูลด้านคาร์บอนร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีการประเมินข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ น้ำ พลังงาน ปุ๋ย บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เพื่อใช้ในการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์

“เมื่อเริ่มคำนวณแล้ว เราจะเห็นทันทีว่ากิจกรรมใดเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของฟาร์ม ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ตรงจุด”

ยกตัวอย่าง ข้อมูลเบื้องต้นของฟาร์มพบว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ จึงอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต

และสำหรับคำถามที่ว่าในอนาคตผำจะสามารถสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่นั้น ดร.อันนา มองว่า ยังต้องรอความชัดเจนด้านหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินสำหรับพืชน้ำในอนาคต แต่ผู้ที่เริ่มเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบฟาร์มไว้ล่วงหน้า จะมีความพร้อมมากกว่าผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อมาตรฐานถูกประกาศใช้

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของการจัดทำข้อมูลคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องคาร์บอนเครดิตเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด โดยเฉพาะในตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ

“ในอนาคต ข้อมูลคาร์บอนอาจกลายเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสำคัญของสินค้าเกษตรไม่ต่างจากมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เริ่มเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตั้งแต่วันนี้ ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ก่อน” ดร.อันนากล่าวทิ้งท้าย

Related Posts