พืชทำเงิน
“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับไหมอีรี่ ตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าไหม สบู่ล้างหน้า สบู่เหลว แชมพูสระผม ครีมนวดผม และโลชั่นทาผิว ชื่อแบรนด์ “S and N Farm” อีกทั้งยังเปิดร้านขายสินค้าเกษตรด้วย” คุณสุเมธ มาสขาว ผู้ประกอบการหนุ่มวัย 26 ปี แจกแจงกิจการของเขา ซึ่งเพิ่งเริ่มธุรกิจยังไม่ถึงปี โดยเลี้ยงไหมอยู่ที่บ้านหนองพะโลน ตำบลทุ้งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 บาท นับเป็นคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาโดยตรงในการประกอบอาชีพ ซึ่ง คุณสุเมธ มาสขาว นั้น จบปริญญาตรี สาขากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และเพิ่งจบปริญญาโท สาขาและมหาวิทยาลัยเดียวกันในปีนี้เอง เจ้าตัวเล่าที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจไหมป่าอีรี่ว่า ตอนเรียนอยู่ปีที่ 3 ในระดับปริญญาตรี ได้ทำปัญหาพิเศษเกี่ยวกับไหมป่าอีรี่ ตอนแรกไม่รู้จักว่าไหมป่าอีรี่คืออะไร มีหน้าตาแบบไหน แล้วกินอะไร สามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง แต่พอได้มาศึกษาอย่างจริงจังกับรู้ว่าไหมป่าอีรี่ตัวนี้มีประโยชน์หลายอย่างมาก ยกตัวอย่าง เส้นไหมนำมาทอเป็นผ้าไหม ขี้ไหมทำเป็นปุ๋ย ส
ใบหมี่ พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายถูกพัฒนาต่อยอดนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมและหนังศีรษะ สร้างรายได้ ก้าวไกลไปในตลาดโลก นายไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการ บริษัท จินดาสมุนไพร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากใบหมี่ภายใต้แบรนด์ จินดาสมุนไพร กล่าวว่า ใบหมี่เป็นต้นไม้ที่อยู่ตามหัวไร่ปลายนา ในเขตภาคอีสานจะขึ้นตามทุ่งนา ใบมีกลิ่นฉุน เป็นไม้ยืนต้น ส่วนที่ใช้ประ โยชน์ทางยาและเครื่องสำอางของใบหมี่ คือ ราก เปลือกต้น ใบ เมล็ด และยาง ใบหมี่มีข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา คือ ราก แก้ไข้ออกฝีเครือ แก้ลมก้อนในท้อง แก้ฝี และแก้ริดสีดวงแตก ส่วนข้อบ่งใช้ทางแพทย์แผนไทย คือ ราก แก้ปวดตามกล้ามเนื้อ เปลือกต้น ใช้แก้ปวดมดลูก แก้คัน แก้อักเสบ แก้แสบตามผิวหนัง แก้บิด ใบใช้แก้ปวดมดลูก แก้ฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน เมล็ดใช้ตำพอก แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบต่าง ๆ ยางใช้แก้บาดแผล แก้ฟกช้ำ “หลังจากที่ได้รับสูตรการทำเซรั่มบำรุงเส้นผมก็นำมาทดลองสกัดน้ำจากใบหมี่มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศรีษะที่ช่วยให้เส้นผมและหนังศรีษะแข็งแรงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต้นหมี่ที่เกิดจากธรรมชาต
หากพูดถึงพืชเศรษฐกิจสำคัญของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ คงจะหนีไม่พ้นการทำสวน “ยางพารา” และการทำ “นาข้าว” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคุ้นชินเนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ยึดการทำสวนยาง และนาข้าวเป็นอาชีพหลักมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ การขายยางพารายังสามารถสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกษตรกรอีกด้วย แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องของราคายางพาราที่ตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรหลายรายเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว มาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้แก่ตนเองและครอบครัว ทำให้นอกจากยางพาราและนาข้าวที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดบึงกาฬแล้ว “การทำเกษตรแบบผสมผสาน” ก็ถือเป็นการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล และ คุณยุทธการ บุญประคม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวไรซ์เบอร์รีอู่คำ บึงกาฬ และประธานโครงการปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์ โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ร่วมให้ข้อมูลว่า โครงการ “แปลงผักกางมุ้งอินทรีย์” ที่ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบผสมผ
ในปี 2560 จังหวัดบึงกาฬ มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 1.69 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62.67 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 8.09 แสนไร่เศษ คิดเป็นร้อยละ 48 ของพื้นที่ สัดส่วนประเภทสาขาอุตสาหกรรมที่มีการลงทุน มีเงินลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาง จำนวน 3.9 พันล้านบาท คิดเป็น 88.36 เปอร์เซ็นต์ นับว่าจังหวัดบึงกาฬเป็นแหล่งวัตถุดิบยางพาราที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามจุดทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ที่ว่า “ศูนย์กลางการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราด้วยนวัตกรรม” คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอำเภอศรีวิไลส่วนใหญ่ปลูกยางพาราเป็นหลัก รองลงมาเป็นการทำนา และมีเกษตรกรบางรายแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกไม้ผลเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในขณะนี้ได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการแบ่งพื้นที่มาปลูกไม้ผล เช่น มังคุด เงาะ และทุเรียน เพราะเป็นพรรณไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอำเภอศรีวิไล “ตอนนี้มีเกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาสนใจในเรื่องการปลูกไม้ผล และที่สำคัญทำจนประสบผลสำเร็จให้ผลผลิตขายได้ ไม่ว่าจะเป็นมังคุดหรือเงาะ โด
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อยู่ที่ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 เวลาประมาณ 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่ เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดีเพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่
ในปี 2561 จังหวัดบึงกาฬ ก้าวเข้าสู่วัย 8 ขวบ แม้จะเป็นจังหวัดน้องใหม่แต่เศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬเติบโตแข็งแรง เพราะมีรายได้ก้อนโตจากธุรกิจยางพารา สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชนท้องถิ่นแล้ว จังหวัดบึงกาฬยังได้ ผู้นำคนเก่งอย่าง “คุณนิพนธ์ คนขยัน” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ (อบจ.บึงกาฬ) เข้ามาช่วยพัฒนาจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข การอาชีพ และระบบสาธารณูปโภค ในปี 2561 คุณนิพนธ์ เตรียมแผนพัฒนาบึงกาฬให้เป็นสังคมแห่งความสุข รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดบึงกาฬให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทุ่ม 30 ล้าน สร้างถนนยางพาราทั่วจังหวัด ในปี 2560 อบจ.บึงกาฬ ได้ส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยนำยางแผ่นมาทำสนามยางพารา สนามกีฬาตะกร้อ สนามกีฬาวอลเลย์บอล ล้อจักรยาน ล้อจักรยานยนต์ และก่อสร้างถนนยางพาราสายแรกของจังหวัดบึงกาฬ ที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการสร้างถนนยางพารารูปแบบใหม่แห่งเเรกในประเทศไทย ถนนยางพาราเส้นแรกของจังหวัดบึงกาฬ เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เรียกว่า ถนนลาดยางพาราโพลิเมอร์ดินซีเมนต์ โดยใช้
ปัจจุบันได้มีเกษตรกรถูกหลอกให้ซื้อพันธุ์พืชและสัญญาว่าเมื่อผลผลิตออกแล้วจะรับซื้อคืนในราคาประกัน แต่เมื่อถึงเวลาขายผลผลิตปรากฏว่าไม่มารับซื้อ ทำให้เกษตรกรที่ลงทุนไปแล้วต้องขาดทุน เป็นหนี้สินจำนวนมาก อย่างเช่น คุณพิชิต พิลาศรี Young Smart Farmer จังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 35 ปี เลขที่ 13 หมู่ที่ 7 ตำบลเมืองใหม่ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู 39180 โทร. (086) 103-1560 เว็บไซต์ www.omegainca.com ที่เคยถูกหลอกให้ปลูกถั่วดาวอินคา 7 ไร่ ลงทุน 150,000 บาท อ้างว่าเมื่อปลูกแล้วจะมีรายได้ไร่ละ 100,000 บาท/ปี แต่เมื่อผลผลิตออกกลับไม่มารับซื้อแต่อย่างใด แต่ด้วยความพยายาม ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค พร้อมใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาและสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากถั่วดาวอินคาออกจำหน่าย ทำให้มีรายได้เดือนละประมาณ 300,000 บาท หรือปีละประมาณ 3,600,000 บาทเลยทีเดียว ความเป็นมา คุณพิชิต เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบ ม.3 ที่โรงเรียนดอนปอวิทยา ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู แล้วไปสู้ชีวิตตามลำพังที่กรุงเทพฯ เพื่อหางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียน ได้ทำงานประมาณ 1 ปี จึงขอเจ้านายไปศึกษาต่อจนจบ ม.6 เรีย
คอสตาริกา เป็นประเทศเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ประชากร 5 ล้านคน ตั้งอยู่ในเขตละตินอเมริกา จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในแถบเดียวกัน ผลผลิตทางเกษตรที่เป็นหลักคือ กล้วยหอม กาแฟ และสับปะรด ซึ่งมีบริษัทลงทุนข้ามชาติ (multinational) ยักษ์ใหญ่ 4 บริษัท คือ Del Monte, Dole, Chiquita และ Standard Fruits เป็นหลักในการทำธุรกิจ ทั้งผลิต แปรรูป และส่งออกผลผลิตทางการเกษตร โดยมีตลาดหลักอยู่ที่สหภาพยุโรป (European Union : EU) และประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ ร้อยละ 90 ในปี 2010 (2553) ทั้ง 3 พืชนั้น ทำรายได้ให้กับประเทศคอสตาริกา คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้จากการส่งออก นอกจากนี้ ยังมีพวกพืชอื่นๆ อีก เช่น ปาล์มน้ำมัน แตงโม อ้อย และไม้ประดับ แต่ปัจจุบันเมื่อมีการพัฒนาสับปะรดผลสด พันธุ์ MD-2 ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค กลายเป็นพืชที่สร้างรายได้เป็น อันดับ 1 ของประเทศ และขึ้นครองแชมป์สับปะรดผลสดในตลาดโลกได้ในเวลาต่อมา เทคโนโลยีที่พัฒนา ย่อมนำหน้าคู่แข่ง ในโลกของการแข่งขัน ไม่มีใครที่จะครองแชมป์ได้ตลอด หากไม่มีการปรับเปลี่ยนแนว
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมากที่สุดในโลก Sanjiv Chopra ศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า “กาแฟอุดมไปด้วยกรดคลอโรจินิก ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดตัวหนึ่งก็ว่าได้” ขณะที่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 400 มิลลิกรัม ต่อวัน และหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือน้ำตาล ที่หยิบยกคำดังกล่าวมาเพื่อจะสื่อว่า กาแฟ มีประโยชน์หากรู้จักดื่มอย่างพอดี กาแฟ มิใช่พืชท้องถิ่นหรือพืชดั้งเดิมของประเทศไทย ตามประวัติว่าไว้ว่ามีถิ่นดั้งเดิมบนพื้นที่สูงในประเทศเอธิโอเปีย เจริญงอกงามอยู่ตามใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 1,370-1,830 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 15-24 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,900 มิลลิเมตร ชอบดินร่วนสีแดงที่มีหน้าดินลึก กาแฟที่ปลูกกันอยู่ในโลกใบนี้มีหลายพันธุ์ แต่ที่นำมาปลูกในประเทศไทยมี 2 พันธุ์หลักๆ ก็คือ พันธุ์โรบัสต้า (Robusta Coffee) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมาก ถึงร้อยละ 80 และพันธุ์อาราบิก้า (Arabica Coffee) ปลูกกันอยู่ประมาณร้อยละ 20 แต่ละพันธุ์ยังแยกย่อยเป็นสายพันธุ์ต่างๆ อีกมากมาย แล้วกาแฟอาราบะ
การทำนาแปลงใหญ่ หรือเกษตรแปลงใหญ่ เป็นยโยบายที่ดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบไร่นา แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ผมขออนุญาตเล่าเรื่องในอดีต มีโครงการจัดรูปที่ดินให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันกับเกษตรแปลงใหญ่ วิธีการนำแปลงนามารวมกันแล้วจับเหลี่ยมมุม และทำถนนเข้าสู่แปลงนาเพิ่มความสะดวกในการนำอุปกรณ์เข้าไปใช้งาน หรือนำผลผลิตออกจากแปลงหลังการจัดรูปเรียบร้อย ปรากฏว่าที่ดินของเกษตรกรบางรายหายไปหลายตารางเมตร แต่กลับไปเพิ่มให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ติดกัน ปัญหาความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ในกรณีเมื่อรวมตัวกันได้สำเร็จ แต่แนวคิดของเกษตรกรบางรายต้องการปรับเปลี่ยนสภาพนามาเป็นร่องสวน แต่เกษตรกรรายอื่นยังต้องการทำนาเหมือนเดิม ทำให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น เพราะการบริหารจัดการน้ำ และการเคลื่อนย้ายเครื่องไม้เครื่องมือยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้น ถ้าต้องการให้โครงการประสบความสำเร็จ ต้องมีการเตรียมการแก้ปัญหาสารพิษที่จะตามมาในอนาคตไว้เป็นอย่างดี
