พืชทำเงิน
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อยู่ที่ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 เวลาประมาณ 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่ เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดีเพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่
ในปี 2561 จังหวัดบึงกาฬ ก้าวเข้าสู่วัย 8 ขวบ แม้จะเป็นจังหวัดน้องใหม่แต่เศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬเติบโตแข็งแรง เพราะมีรายได้ก้อนโตจากธุรกิจยางพารา สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชนท้องถิ่นแล้ว จังหวัดบึงกาฬยังได้ ผู้นำคนเก่งอย่าง “คุณนิพนธ์ คนขยัน” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ (อบจ.บึงกาฬ) เข้ามาช่วยพัฒนาจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข การอาชีพ และระบบสาธารณูปโภค ในปี 2561 คุณนิพนธ์ เตรียมแผนพัฒนาบึงกาฬให้เป็นสังคมแห่งความสุข รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดบึงกาฬให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทุ่ม 30 ล้าน สร้างถนนยางพาราทั่วจังหวัด ในปี 2560 อบจ.บึงกาฬ ได้ส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยนำยางแผ่นมาทำสนามยางพารา สนามกีฬาตะกร้อ สนามกีฬาวอลเลย์บอล ล้อจักรยาน ล้อจักรยานยนต์ และก่อสร้างถนนยางพาราสายแรกของจังหวัดบึงกาฬ ที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการสร้างถนนยางพารารูปแบบใหม่แห่งเเรกในประเทศไทย ถนนยางพาราเส้นแรกของจังหวัดบึงกาฬ เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เรียกว่า ถนนลาดยางพาราโพลิเมอร์ดินซีเมนต์ โดยใช้
ปัจจุบันได้มีเกษตรกรถูกหลอกให้ซื้อพันธุ์พืชและสัญญาว่าเมื่อผลผลิตออกแล้วจะรับซื้อคืนในราคาประกัน แต่เมื่อถึงเวลาขายผลผลิตปรากฏว่าไม่มารับซื้อ ทำให้เกษตรกรที่ลงทุนไปแล้วต้องขาดทุน เป็นหนี้สินจำนวนมาก อย่างเช่น คุณพิชิต พิลาศรี Young Smart Farmer จังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 35 ปี เลขที่ 13 หมู่ที่ 7 ตำบลเมืองใหม่ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู 39180 โทร. (086) 103-1560 เว็บไซต์ www.omegainca.com ที่เคยถูกหลอกให้ปลูกถั่วดาวอินคา 7 ไร่ ลงทุน 150,000 บาท อ้างว่าเมื่อปลูกแล้วจะมีรายได้ไร่ละ 100,000 บาท/ปี แต่เมื่อผลผลิตออกกลับไม่มารับซื้อแต่อย่างใด แต่ด้วยความพยายาม ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค พร้อมใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาและสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากถั่วดาวอินคาออกจำหน่าย ทำให้มีรายได้เดือนละประมาณ 300,000 บาท หรือปีละประมาณ 3,600,000 บาทเลยทีเดียว ความเป็นมา คุณพิชิต เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบ ม.3 ที่โรงเรียนดอนปอวิทยา ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู แล้วไปสู้ชีวิตตามลำพังที่กรุงเทพฯ เพื่อหางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียน ได้ทำงานประมาณ 1 ปี จึงขอเจ้านายไปศึกษาต่อจนจบ ม.6 เรีย
คอสตาริกา เป็นประเทศเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ประชากร 5 ล้านคน ตั้งอยู่ในเขตละตินอเมริกา จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในแถบเดียวกัน ผลผลิตทางเกษตรที่เป็นหลักคือ กล้วยหอม กาแฟ และสับปะรด ซึ่งมีบริษัทลงทุนข้ามชาติ (multinational) ยักษ์ใหญ่ 4 บริษัท คือ Del Monte, Dole, Chiquita และ Standard Fruits เป็นหลักในการทำธุรกิจ ทั้งผลิต แปรรูป และส่งออกผลผลิตทางการเกษตร โดยมีตลาดหลักอยู่ที่สหภาพยุโรป (European Union : EU) และประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณ ร้อยละ 90 ในปี 2010 (2553) ทั้ง 3 พืชนั้น ทำรายได้ให้กับประเทศคอสตาริกา คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้จากการส่งออก นอกจากนี้ ยังมีพวกพืชอื่นๆ อีก เช่น ปาล์มน้ำมัน แตงโม อ้อย และไม้ประดับ แต่ปัจจุบันเมื่อมีการพัฒนาสับปะรดผลสด พันธุ์ MD-2 ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค กลายเป็นพืชที่สร้างรายได้เป็น อันดับ 1 ของประเทศ และขึ้นครองแชมป์สับปะรดผลสดในตลาดโลกได้ในเวลาต่อมา เทคโนโลยีที่พัฒนา ย่อมนำหน้าคู่แข่ง ในโลกของการแข่งขัน ไม่มีใครที่จะครองแชมป์ได้ตลอด หากไม่มีการปรับเปลี่ยนแนว
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมากที่สุดในโลก Sanjiv Chopra ศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า “กาแฟอุดมไปด้วยกรดคลอโรจินิก ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดตัวหนึ่งก็ว่าได้” ขณะที่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 400 มิลลิกรัม ต่อวัน และหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือน้ำตาล ที่หยิบยกคำดังกล่าวมาเพื่อจะสื่อว่า กาแฟ มีประโยชน์หากรู้จักดื่มอย่างพอดี กาแฟ มิใช่พืชท้องถิ่นหรือพืชดั้งเดิมของประเทศไทย ตามประวัติว่าไว้ว่ามีถิ่นดั้งเดิมบนพื้นที่สูงในประเทศเอธิโอเปีย เจริญงอกงามอยู่ตามใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 1,370-1,830 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 15-24 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,900 มิลลิเมตร ชอบดินร่วนสีแดงที่มีหน้าดินลึก กาแฟที่ปลูกกันอยู่ในโลกใบนี้มีหลายพันธุ์ แต่ที่นำมาปลูกในประเทศไทยมี 2 พันธุ์หลักๆ ก็คือ พันธุ์โรบัสต้า (Robusta Coffee) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมาก ถึงร้อยละ 80 และพันธุ์อาราบิก้า (Arabica Coffee) ปลูกกันอยู่ประมาณร้อยละ 20 แต่ละพันธุ์ยังแยกย่อยเป็นสายพันธุ์ต่างๆ อีกมากมาย แล้วกาแฟอาราบะ
การทำนาแปลงใหญ่ หรือเกษตรแปลงใหญ่ เป็นยโยบายที่ดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบไร่นา แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ผมขออนุญาตเล่าเรื่องในอดีต มีโครงการจัดรูปที่ดินให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันกับเกษตรแปลงใหญ่ วิธีการนำแปลงนามารวมกันแล้วจับเหลี่ยมมุม และทำถนนเข้าสู่แปลงนาเพิ่มความสะดวกในการนำอุปกรณ์เข้าไปใช้งาน หรือนำผลผลิตออกจากแปลงหลังการจัดรูปเรียบร้อย ปรากฏว่าที่ดินของเกษตรกรบางรายหายไปหลายตารางเมตร แต่กลับไปเพิ่มให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ติดกัน ปัญหาความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ในกรณีเมื่อรวมตัวกันได้สำเร็จ แต่แนวคิดของเกษตรกรบางรายต้องการปรับเปลี่ยนสภาพนามาเป็นร่องสวน แต่เกษตรกรรายอื่นยังต้องการทำนาเหมือนเดิม ทำให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น เพราะการบริหารจัดการน้ำ และการเคลื่อนย้ายเครื่องไม้เครื่องมือยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้น ถ้าต้องการให้โครงการประสบความสำเร็จ ต้องมีการเตรียมการแก้ปัญหาสารพิษที่จะตามมาในอนาคตไว้เป็นอย่างดี
ฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 : ตามรอยวิถีเกษตรชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ณ หมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ลงชุมชนหมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนด้วยการใช้เทคนิคทางชีวภาพในการแก้ปัญหาการเกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี “มุ่งผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพ” บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ไปถ่ายทอดให้กับชุมชนสังคมของประเทศ โดยในการดำเนินการด้านพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (Social Engagement) ทางมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้แต่ละคณะดำเนินการลงพื้นที่ในชุมชน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมามากกว่า 10 ปี เข้าไปรับถ่ายทอดองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม การเข้าไปในแต่ละชุมชนไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตขอ
“ประทีป มายิ้ม” เกษตรกรเจ้าของ “สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม” อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ผู้ใช้ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ กลายเป็น “ปราชญ์เกษตรต้นแบบ” โดยอาศัยที่ดินเพียงแค่ 1 ไร่ เป็นที่ทำกินสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 600,000 บาท สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ได้ใช้เป็นต้นแบบสู้ชีวิต เมื่อ คุณประทีป มายิ้ม อายุ 19 ปี เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในโครงการแลกเปลี่ยนเกษตรกรไทยกับซาอุฯ เขาใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างยากลำบาก ต้องทำงานปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว จัดสวนหย่อม ไม้ดอก ไม้ประดับกลางทะเลทราย แต่เขาใจสู้เกินร้อย ก็ตั้งใจทำงานทุกอย่างได้สำเร็จ เมื่อเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เขาได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากต่างแดนมาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรที่จังหวัดชลบุรี คุณประทีป ทำเกษตรแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อยากกินไข่ ก็เลี้ยงไก่ อยากกินกุ้ง กินปลา ก็ลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง พร้อมปลูกพืชแบบคอนโดฯ 7 ชั้น (ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ) ซึ่งเป็นเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรผสมผสาน ที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ “ภาคเกษตรเมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก แถมมีต้นทุนต่ำสุด เพราะได้เปรียบในเรื่องดินดี น้ำด
แก่นตะวัน เป็นพืชสมุนไพรสายพันธุ์ต่างประเทศ ทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อ “เยรูซาเล็ม อาร์ติโชค” แก่นตะวันอยู่ในวงศ์เดียวกับเบญจมาศและเก๊กฮวย ถูกจัดไว้ในสกุลเดียวกับทานตะวัน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาตอนเหนือ ในระยะแรกชาวอินเดียแดงรู้จักนำหัวของแก่นตะวันมาบริโภคเป็นอาหาร แม้ว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตอากาศหนาวเย็นแต่สามารถปรับตัวได้ดีในเขตอบอุ่นและเขตร้อน รู้ไหม ทำไมชื่อ “ แก่นตะวัน” แก่นตะวันนำเข้ามาปลูกครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2515 หรือเมื่อ 46 ปีก่อน คำว่า “ แก่นตะวัน ” มาจากคำว่า “แก่น” หมายถึง ความทรหดอดทน ส่วนคำว่า “ตะวัน” นำมาจาก ทานตะวัน เนื่องจากอยู่ในสกุลเดียวกัน แก่นตะวันเป็นพืชล้มลุก มีรากสะสมอาหารคล้ายหัวข่าหรือขิง ลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ผิวไม่เรียบ ยาวประมาณ 7.50-10.00 เซนติเมตร เนื้อในของหัวมีทั้งสีขาวและเหลือง ลำต้นสูง 1.5-3.0 เมตร มีกิ่งก้านเรียวเล็ก มีขนที่ลำต้นและใบ ใบเรียวยาวรูปไข่ ขอบใบหยักแบบฟันปลา ผิวใบมีขนขึ้นปกคลุมเมื่อสัมผัส จะรู้สึกสากมือ จุดเด่นของแก่นตะวัน ข้อดีของแก่นตะวันอีกประการหนึ่งคือ เป็นพืชอายุสั้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 90-120 วัน ผ
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาภายหลังความนิยมบริโภคมะพร้าวทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง เกิดการตื่นตัวอันเป็นผลมาจากเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวสดหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดก็ตามต่างขายดีกันทั่วหน้า ขณะที่ผู้บริโภคตื่นตัวกันอย่างเต็มพิกัด ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมต้องตื่นตัวตามไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศไปพร้อมกัน บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด นับเป็นภาคอุตสาหกรรมมะพร้าวขนาดใหญ่ที่มีบทบาทต่อวงการมะพร้าวมาเกือบครึ่งศตวรรษ สะสมความเป็นมืออาชีพด้วยการต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคการค้าขายมะพร้าวกระทั่งสามารถมายืนแถวหน้าในฐานะผู้ประกอบธุรกิจมะพร้าวรายใหญ่ของประเทศมีผลิตภัณฑ์มะพร้าวทุกรูปแบบวางจำหน่ายทั้งใน/ต่างประเทศ สำหรับการสัมมนา “มะพร้าว…พืชเศรษฐกิจทำเงิน” ในตอนนี้ได้รับเกียรติจาก คุณเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการบริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ “กะทิชาวเกาะ” ที่หลายคนรู้จักดี มาถ่ายทอดประสบการณ์พร้อมแนวทางการบริหารงานในประเด็น อุตสาหกรรมน้ำมันมะพร้าวและกะทิ คุณเกียรติศักดิ์ อยู่ในวงการธุรกิจมะพร้าวมานานกว่า 50
