พืชทำเงิน
คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์ หรือ คุณชาย วัย 45 ปี เจ้าของสวนส้มโชกุนดาวทอง ที่อ.เบตง จ.ยะลา คุณสมชาย เป็นที่รู้จักของนักวิชาการ เกษตรกร และสื่อมวลชน เมื่อเขาลุกขึ้นมาโค่นยางพารา บางส่วนของที่บ้าน แล้วปลูกส้มโชกุนเบตง ของดีจังหวัดยะลา ซึ่ง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยนำเสนอไปแล้วนั้น คุณสมชาย อธิบายให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังถึง เงาะลิ้นจี่ ว่าเป็นเงาะป่าของมาเลเซีย แต่ปลูกได้ทางภาคใต้ มีรสอร่อย รสชาติมันคือเงาะผสมลิ้นจี่ กรอบ เนื้อไม่ติดเม็ด “ผมเคยเจอที่อ.เบตง เขาขายกันกิโลกรัมละ 60-80 บาท แล้วก็หายไปพักใหญ่ ตอนนี้ผมไปเจอที่สวนของเพื่อน กะว่าจะนำมาขยายแล้วมาปลูกที่สวน เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์ มีพืชหลากหลายให้ชม” ปัจจุบัน คุณสมชายมีศูนย์การเรียนรู้ สวนดาวทอง ที่ อ.เบตง จ.ยะลา มีผู้ไปเรียนรู้ดูงานจากหลายภาคส่วนจำนวนมาก และตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย ขอบคุณภาพ คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นางผ่องศรี เปี่ยมทอง อายุ 56 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ.2558 ตอนนี้มีสมาชิก 34 คน โดยกลุ่มตั้งขึ้นเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค โดยตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 13 ไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 130 ไร่ เดิมทีสมาชิกทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ เห็นว่าการปลูกหญ้าเนเปียร์มีรายได้ดี จึงรวมตัวกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชม โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกนำพันธ์มาจากศูนย์วิจัยพืชอาหารสัตว์เพชรบุรี วิธีปลูกไม่ยากเริ่มจากนำรถไถ ปรับพื้นที่ ไถแปร และยกร่อง แล้วต้นหญ้าเนเปียร์ลงปลูก ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือนก็ตัดขายได้ “การปลูกหญ้าเนเปียร์สร้างรายได้ดีมาก พื้นที่ 130 ไร่ใน 1 ปี กลุ่มสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้เงินประมาณ 4,500,000 บาท หักต้นทุนแล้วกลุ่มจะเหลือกำไรปีละประมาณ 3,000,000 บาท โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกจะขายให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคนเนื้อ”นางผ่องศรี เปี่ยมทอง กล่าว ด้าน นายบรรเทิง นวนภักดี
นึกย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปี ฝนไม่ได้หลงฤดู หนาวยังคงหนาว ร้อนและฝนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและปรวนแปร ก่อนนั้นอาชีพที่หาเลี้ยงชีพในวิถีชนบทนั้นมักจะทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงปู เลี้ยงปลา ตามประสา กินบ้างขายบ้างก็อยู่รอดปลอดภัย ไม่มีอะไรทุกข์ร้อน มีกินมีเก็บไปวันๆ ก็ถือว่ามีความสุขโดยอัตภาพ มีอยู่อาชีพหนึ่งซึ่งนับวันจะเริ่มจางหายไปบ้างแล้ว นั่นคืออาชีพทำมะพร้าวเผาขาย เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็เริ่มเสาะแสวงหาที่มาที่ไป ว่ามีที่ใดบ้าง ที่ยังเผามะพร้าวขายอยู่ตามวิถีดั้งเดิม พบว่ายังมีคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านตะเคียน ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชื่อ คุณป้าสมบัติ บุหงา อายุอานามก็ปาเข้าไป 69 ปี แต่คุณป้าก็ยังทำขายอยู่ ซึ่งเหลืออยู่คนเดียวทั้งหมู่บ้าน นอกนั้นก็ไม่มีใครทำแล้ว คุณป้าสมบัติ เล่าว่า ทุกวันนี้จะมีรายได้เข้าบ้านแทบทุกวัน ก่อนอื่นจะตระเวนหาซื้อมะพร้าวทั้งพันธุ์พื้นบ้านและมะพร้าวน้ำหอม ลูกไม่อ่อนไม่แก่มาตุนไว้ โดยลูกๆ จะพาไปรับซื้อตามละแวกใกล้เคียง เมื่อได้มะพร้าวมาแล้วก็จะทำการเอาเปลือกมะพร้าวออกให้เหลือหุ้มลูกไว้พอประมาณ จากนั้นก็จะนำไปต้มในหม้อใบใหญ่ คุณป้าสมบัติจะใช
เมื่อเชิญชวนให้กินหว้าหรือลูกหว้า หลายคนมักปฏิเสธ ได้แต่มองผ่านและเลยไปแทบทุกครั้ง หว้าหรือลูกหว้าผลไม้มีไว้เพื่อกินเล่นเสียมากกว่าที่จะกินกันอย่างจริงจัง ซึ่งหลายคนยังเข็ดหรือฝังใจกับรสเปรี้ยวและรสฝาดของมัน หว้า หรือ ลูกหว้า จึงเป็นผลไม้ที่ถูกลืม นอกจากผลจะเล็กแล้ว รสชาติก็ไม่ถูกปาก ทั้งยังทำให้ปากติดสีดำจากผลของมัน ปกติผลของหว้าหรือลูกหว้ามีสีดำหรือสีม่วงดำ เช่นเดียวกับผลชำมะเลียงที่มีผลสีดำหรือสีม่วงดำ ในประเทศไทยยังมีผลชำมะเลียงสีขาวอีก ชำมะเลียงสีขาว จัดเป็นผลไม้หายาก แต่ชำมะเลียงไม่ใช่ผลไม้ที่ทำเงิน เช่นเดียวกับหว้าที่ไม่ใช่ไม้ผลเศรษฐกิจที่จะสร้างรายได้สูงให้กับผู้ปลูก คนไทยจึงไม่ค่อยนิยมปลูกหว้าเพื่อการค้า แต่ในอินเดียมีการปลูกกันเป็นการค้า หว้านอกจากหว้าดำแล้วก็มีหว้าขาวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่หว้าขาวของไทย เป็นหว้าขาวของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย หว้าขาวจึงกลายเป็นผลไม้แปลกตาสำหรับคนไทย ในทางตรงกันข้ามถ้าในประเทศไทยมีแต่หว้าขาวไม่มีหว้าดำ หว้าดำเป็นพืชของต่างประเทศ หว้าดำก็จะกลายเป็นผลไม้แปลกตาได้เช่นกัน หว้า มีชื่อเรียกในอินโดนีเซียแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เรียกได้หลายชื่อ เช่น ชว
คุณสมคิด บุญทูล เจ้าของสวน “สวนแก้วมังกรสมคิด” บ้านเลขที่ 36/2 หมู่บ้านยางตะพาย ตำบลบึงบัว อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โทร. (094) 229-6545 การขายแก้วมังกรของที่สวนนั้น ตอนนี้เน้นขายในจังหวัดเท่านั้น เน้นการขายเอง เช่น วางขายตามตลาดนัด ขายให้กับลูกค้าที่สั่งจองเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็ขายออนไลน์ ราคาขายก็จะตามขนาดไซซ์ผล เช่น ผลแก้วมังกร ขนาด 2 ผล ต่อกิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 35 บาท ผลแก้วมังกร ขนาด 3 ผล ต่อกิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 30 บาท ขนาด 4 ผล ต่อกิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งผลแก้วมังกรจะแบ่งไซซ์หรือขนาดง่าย เพราะขนาดจะไล่เลี่ยกัน วิธีการเก็บผลผลิต ต้องให้ผลแก้วมังกรมีสีแดงทั่วทั้งผล เมื่อผลของแก้วมังกรสุกเต็มที่แล้ว ให้ใช้กรรไกรตัดกิ่ง ตัดตรงผลของแก้วมังกรออกมาจากกิ่ง โดยระวังไม่ให้กิ่งเสียหาย ส่วนราคาทางสวนก็อ้างอิงตามท้องตลาด อย่างปีนี้ก็ราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 20-35 บาท ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยข้อดีของการปลูกเองขายเองโดยตรง ตัวเกษตรกรก็จะได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย การเก็บผลแก้วมังกรก็ไม่ต้องรีบมาก จะเน้นเก็บผลที่แก่ 100 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งจะได้แก้วมังกรมีรสชาติที่หวานจัด ทำให้ลู
ปลูกทับทิมเพื่อตอนขายประมาณ 1 ไร่เศษ พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูก ได้ 400 ต้น ต้นไม้ทุกต้นถ้าลงดินจะโตไวหาอาหารกินเองได้ ตีสักประมาณ 1 ปี สามารถตอนกิ่งแล้วเอามาลงถุงขายได้ ส่วนเรื่องผลลัพท์ถือว่าคุ้มมาก สมมุติเป็นกิ่งแบบที่เห็น ตุ้มตอนเบ็ดเสร็จเลยถ้าจ้างประมาณ 3 บาท แล้วจะมีไม้เสียบเขาเรียกไม้ร้อย ไม้ 80 ตามความยาว มัดหนึ่งประประมาณ40บาท เฉลี่ยอันหนึ่งประมาณ 40 สตางค์ คือต้นทุนต่อถุง 10 บาท ประเภทว่าจ้างเขามานั่งกรอกแล้วนะ แล้วเราไปขาย 15 บาทเราก็ยังได้กำไร นี่คือราคาที่เขามารับถึงที่ แต่ถ้าเราวิ่งไปส่งเองก็ได้ราคา 28-30 บาท จะเห็นว่าอย่างไรก็ได้กำไร แต่ถ้าตัดขายเป็นกิ่งไปเลย แล้วจะไปทำยังไงก็ได้อยู่ประมาณ 10-15 บาท แล้วแต่ขนาดกิ่งถ้าใหญ่ก็เพิ่มราคาได้ แต่ราคาจะไม่เกิน 15 บาท ขายกันง่ายๆ 10 บาท เพราะว่าเราก็ไม่ได้รับประกันว่ามันจะรอด แต่ถ้าเราใส่อย่างที่ตั้งผลิดอก ออกใบมาแล้ว 25 บาท ขายไปเลยได้แน่นอน วิธีขยายกิ่งพันธุ์ทับทิม ชักร่องปลูก สมมุติว่าเป็นพื้นที่โล่ง ก็ไถเปิดหน้าดิน พอไถเปิดหน้าดินสักพักให้ไถพรวนอีกรอบ เพื่อเตรียมชักร่อง วัดระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1 เมตร ระหว่างร่อง 1.5 เมตร ก็คือ
“มะพร้าว” เป็นอีกหนึ่งไม้ผลที่เมื่อลืมตาบนประเทศนี้ก็ได้พบเห็นทันที แล้วที่คุ้นและชอบกันมากตั้งแต่เด็กจนโตคือน้ำมะพร้าวอ่อนที่มีรสหวาน หอม ดับกระหาย ชื่นใจ แต่เดิมมะพร้าวนำมาใช้ในวงจำกัด เช่น มะพร้าวแกงในอุตสาหกรรมกะทิ หรือดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน จนเมื่อมีงานวิจัยแพร่กระจายออกไปถึงคุณค่าและประโยชน์ของน้ำมะพร้าว รวมถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่มีต่อร่างกายนับไม่ถ้วน จึงทำให้ผู้คนทั่วไปหรืออาจจะเกือบทั่วโลก เริ่มหันมาบริโภคมะพร้าวกันอย่างตื่นตัว โดยเฉพาะเมื่อมีพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมเกิดขึ้น จึงสร้างความคึกคักต่อวงการตลาดมะพร้าวอีกหลายเท่า มีกลุ่มต่างๆ หันมาจับธุรกิจผลิตน้ำมะพร้าวในรูปแบบต่างๆ ออกมาวางขาย ขณะที่น้ำกะทิก็เพิ่มจำนวนการผลิตส่งขายตลาดในและต่างประเทศตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ราคามะพร้าวเพิ่มสูงขึ้น มีชาวบ้านหลายพื้นที่ปรับเปลี่ยนจากพืชชนิดเดิมมาปลูกมะพร้าวแทน หรืออาจปลูกเป็นพืชแซม ซึ่งบางรายก็ประสบความสำเร็จ ขณะที่บางรายผลผลิตที่ได้ยังไม่ดีเท่าที่ควร แล้วบางรายโชคร้ายประสบปัญหาศัตรูเข้าทำลายต้นมะพร้าวสร้างความเสียหายหมดเนื้อหมดตัวไปก็มี สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักสำหรับผู้อยู่ในวงการม
ในยุคปัจจุบัน คนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ กำลังได้รับความนิยมกับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ และได้หันมาให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหาร “ข้าวอินทรีย์” จึงเป็นทางเลือกทางหนึ่ง ในยุคนี้เวลานี้ คุณภาณุสิทธิ์ มั่นคง ชาวนาในตำบลชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าของรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปีนี้ สาขาอาชีพทำนา ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเริ่มต้นใน ปี พ.ศ. 2553 จากการได้เห็นเกษตรกรรายอื่นในชุมชนที่ใช้สารเคมีทางการเกษตร และต่อมาเกษตรกรรายนั้นได้เสียชีวิตลง จึงเกิดความรู้สึกว่า อาชีพชาวนา นอกจากความยากลำบากแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการรับสารพิษสะสมเข้าสู่ร่างกาย เขาจึงศึกษาค้นคว้าและน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) มาปรับใช้ในการทำนา เพื่อต้องการให้ชาวนาหรือเกษตรกรมีศักยภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง และได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า การผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เขาเลือก โดยปรับเปลี่ยนการทำนาแบบเดิมมาเป็นนาเกษตรอิ
ที่มาของ คำว่า เงาะพอดีคำ เป็นการขนานนามของผลเงาะที่ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอลอง โดยอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ท่านได้ไปเยี่ยมชมสวนเงาะของเกษตรกรและได้ลิ้มชิมรสเงาะ 1 ผล แกะกินแล้วมีขนาดพอดีหนึ่งคำ ท่านก็เลยตั้งชื่อให้ดังกล่าว อันเป็นการสื่อความหมายว่า เงาะที่เมืองลอง มีขนาดผลไม่ใหญ่มากนัก แต่มีลักษณะเด่นอยู่หลายประการ โดยเฉพาะเรื่องรสชาติ ที่สวนเงาะของผู้เขียนอยู่ที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ก็เป็นสวนหนึ่งในหลายๆ สวนของเกษตรกรผู้ปลูกเงาะ ขอนำเสนอชุดประสบการณ์ของผู้เขียนเองมาเผยแพร่ยังท่านผู้อ่าน แรกเริ่มเดิมทีของการปลูกเงาะ ด้วยการซื้อกิ่งพันธุ์เงาะโรงเรียนมาปลูก เมื่อปลายปี 2552 จำนวน 80 ต้น ปลูกในพื้นที่ 10 ไร่ กิ่งพันธุ์นั้นได้มาจาก 3 แหล่ง จากจังหวัดจันทบุรี อุตรดิตถ์ และงานวันเกษตรจังหวัดแพร่ ปีที่ 1 ปีที่ 2 เงาะไม่เจริญเติบโต พื้นที่ปลูกเงาะเจ้าของเดิมปลูกส้มเขียวหวาน แต่ได้เลิกกิจการไป จึงได้นำดินไปตรวจวิเคราะห์ ผลปรากฏว่า ดินมีค่า pH 5.5 องค์ประกอบของดินมีอินทรียวัตถุน้อยมาก ไม่ถึง 1% (ต้องมีไม่น้อยกว่า 5%) ธาตุอาหารไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P) อยู่ในระดับน้อยมาก โพแทสเซียมอยู่
เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหลายรายปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าว ปรับเปลี่ยนไปทำเกษตรอื่นที่เหมาะสมกว่า ดังเช่น ในจังหวัดอำนาจเจริญ ที่เกษตรกรรวมตัวกันปรับเปลี่ยนการทำนาในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาทำไร่อ้อยให้สอดรับกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ในลักษณะแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ ซึ่งเป็นการทำเกษตรแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (อ้อยโรงงาน) ที่มีการดำเนินการร่วมกันระหว่างเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน ในการพัฒนารายได้สินค้าเกษตร สร้างรายได้เร็ว เชื่อมโยงตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการให้แก่เกษตรกรรายย่อย คาดหวังให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ในปีงบประมาณ 2560 มีแปลงเกษตรเพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 1,910 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 3,400,000 ไร่ เกษตรกร 250,000 ราย อยู่ใน 10 กลุ่มสินค้า 67 ชนิดสินค้า โดยกลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือ กลุ่มแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เสริมการใช้เทคโนโลยี มีการเชื่อมโยงตลาด และเพิ่มเติมการสร้างความเ
