พืชทำเงิน
“อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ” เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งปลูก “ข้าวหอมมะลิ 105” ข้าวหอมพันธุ์ดี รสชาติอร่อยที่สุดของโลก ในอดีต ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ นิยมปลูกข้าวนาหว่าน โดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในแปลงนาเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการ ทำให้ความหอมของข้าวหอมมะลิลดลง แถมมีต้นทุนการผลิตสูง เมื่อเจอปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก มีภาระหนี้สินรุงรัง แทบไม่เหลือเงินทุนสำหรับใช้ลงทุนทำนาในฤดูถัดไป กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนอุ่มแสง เพื่อหลีกหนีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่มีแต่หนี้กับหนี้ เมื่อปี 2547 กลุ่มชาวนาในชุมชนบ้านอุ่มแสง ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล ภายใต้การนำของ คุณบุญมี สุระโคตร โทร. (063) 750-5553 ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนอุ่มแสง (กลุ่มเกษตรทิพย์)” เพื่อผลิตข้าวอินทรีย์มาตรฐานสากล โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยนำเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในกระบวนการแปรรูปผลผลิตเพื่อผลิตมูลค่า ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ เป็นกลุ่มผ
โปรแกรมการคำนวณปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด ประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ วางแผนจัดการดิน/ปุ๋ย เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิตข้าว จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ทำนาประมาณ 40.26% กระจายอยู่เกือบทุกอำเภอ ซึ่งให้ผลผลิตข้าวแตกต่างกันตามศักยภาพของดิน และการจัดการดินและปุ๋ย ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตข้าวและสนับสนุนการวางแผนการจัดการดินและปุ๋ยเพื่อการปลูกข้าว สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ จึงได้จัดทำ “โครงการการประเมินพื้นที่ปลูกข้าวด้วยระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์และแบบจำลองสำหรับการใช้เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยครั้งเดียว” โดยทำการประเมินความเหมาะสมและศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า จังหวัดปทุมธานีสามารถแบ่งเขตพื้นที่เหมาะสมเป็น 4 ระดับ คือ 1) พื้นที่เหมาะสมมาก ประมาณ 22 ไร่ 2) พื้นที่เหมาะสมปานกลาง ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 49.03 ของเนื้อที่ ซึ่งกระจายในทุกอำเภอ 3) พื้นที่เหมาะสมเล็กน้อย มีข้อจำกัดความเป็นพิษของดิน และปริ
นางสาวปิยากร นวลแก้ว หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ตระหนักและห่วงกังวลถึงปัญหาพันธุ์พืชหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตามบทบาทด้านการอนุรักษ์ การฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการเกษตร “ต้นเท้ายายม่อม” เป็นพืชใช้ทำแป้งชนิดหนึ่งที่เคยขึ้นอยู่ทั่วไปในแถบชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทยโดยเฉพาะ จ.ชลบุรี เท้ายายม่อม เป็นพืชล้มลุกอายุยืน ไม่มีลำต้น เหง้าใต้ดินเป็นหัว กลมแบนหรือรีกว้าง เปลือกหัวบาง ผิวเรียบ เมื่ออ่อนสีขาว แก่แล้วเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาล เนื้อหัวสีขาว ฉ่ำน้ำเล็กน้อย ดอกสีเหลืองหรือเขียวแกมม่วงเข้ม ผลสีส้ม มีเมล็ดมาก เมล็ดแบน เนื้อผลฝาดๆ หัวสดรับประทานไม่ได้มีรสขมมีพิษ หัวอ่อนรสขมมากกว่าหัวแก่ แต่สามารถสกัดแป้งมาใช้ประโยชน์ได้ แป้งที่ได้ใช้ทำขนมและอาหารได้หลายชนิด เช่น ช่อม่วง ไดฟุกุ เต้าส่วน ออส่วน ฯลฯ ใบรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก ก้านใบและก้านดอกให้เส้นใยใช้ทำหมวกและอุปกรณ์ตกเบ็ด หัวและแป้งใช้รักษาโรค ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยมันสำปะหลัง “ต้นเท้ายายม่อม”เป็นพืชที่ใกล้สูญหายไปจากชุมชนและเป็นพืชที่
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวต้องใช้วิธีแบบผสมผสาน ได้แก่ การตัดทางใบมาเผาทำลาย การใช้ศัตรูธรรมชาติ (แตนเบียนบราคอน) ควบคู่กับการใช้สารเคมี ซึ่งวิธีการใช้สารเคมีนั้นต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการทุกขั้นตอน เพื่อความปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและทำเครื่องหมายที่ต้นมะพร้าวแต่ละต้นที่พบการทำลายของหนอนหัวดำ เป็นการชี้เป้าหมายในการใช้สารเคมีเข้าควบคุม โดยแบ่งเป็นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร จะจัดการโดยฉีดสารเคมีเข้าต้น ต้องทำเครื่องหมายสีเหลืองไว้ที่ต้น ส่วนมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร จะจัดการโดยตัดทางใบและนำมาเผา ควบคู่กับการฉีดพ่นสารเคมีทางใบ จะทำเครื่องหมายสีแดงไว้ที่ต้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าต้นดังกล่าวต้องดำเนินการด้วยการฉีดหรือพ่นสารเคมีนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวต้องดำเนินการอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อประสิทธิภาพที่ยั่งยืน จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสำรวจและทาสีทำเครื่องหมายในต้นที่พบการระบาดให้ครบทุกต้นในพื
สภาพอากาศในระยะที่มีอากาศร้อนและมีฝนตกชุกช่วงนี้ อาจส่งผลกระทบให้มะละกอในระยะเก็บเกี่ยวผลดิบเกิดโรคได้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอให้เตรียมรับมือโรครากเน่าและโคนเน่า ที่พบมากในระยะต้นกล้าจนถึงระยะต้นโตเก็บเกี่ยวผลผลิต ระยะต้นกล้า จะแสดงอาการที่ส่วนลำต้นบริเวณผิวดินมีลักษณะฉ่ำน้ำยุบเป็นแถบๆ ใบจะเหี่ยว ถ้าอาการรุนแรงบริเวณโคนต้นจะหักพับและตายในที่สุด ระยะ ต้นโต มักแสดงอาการเริ่มแรกพบรากแขนงสีน้ำตาลหลุดขาดได้ง่าย ต่อมาโรคลุกลามไปยังรากแก้ว ทำให้รากเน่าเปื่อย ต้นแคระแกร็น ใบเหลือง ก้านใบลู่ลง และหลุดร่วงได้ง่าย ส่วนต้นมะละกอจะเหลือใบยอดเป็นกระจุกและตายในที่สุด โดยบริเวณโคนต้นจะเน่าชุ่มน้ำ มีสีน้ำตาลเยิ้มออกมา และจะหักล้มพับได้ง่าย เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นมะละกอที่แสดงอาการของโรครากเน่าและโคนเน่า ให้ขุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงและนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น เกษตรกรควรใส่ปูนขาวหรือโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ บริเวณหลุมที่ขุดหรือถอนต้นออกไปแล้ว และให้กลบและรดน้ำให้ดิน
จากข้อมูลปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรที่สำคัญ ปี 2549-2554 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี 2554 ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 6.1 ล้านตัน เป็นมูลค่า 71.8 หมื่นล้านบาท และสูตรปุ๋ยที่นำเข้ามานั้นไม่ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด อีกทั้งคุณสมบัติปุ๋ยไม่ได้เฉพาะเจาะจงสำหรับพืชแต่ละชนิด การใช้ปุ๋ยของประเทศไทยเราจึงเป็นการใช้ปุ๋ยสูตรเดิมๆในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม และปัญหาธาตุอาหารพืชบางชนิดตกค้างภายในดินปริมาณสูง คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในปัจจุบันยังคงเหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน กล่าวคือในนาดินทรายใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ในนาดินเหนียวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 เป็นปุ๋ยรองพื้น และใช้ยูเรียเป็นปุ๋ยแต่งหน้า หน่วยงานวิจัยหลายหน่วยงานออกมาแนะนำวิธีการใส่ปุ๋ยข้าวอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นตามค่าวิเคราะห์ดิน ตามพันธุ์ข้าว ตามค่าวิเคราะห์พืช หากพิจารณาแล้วล้วนเป็นวิธีที่ใช้ได้ผล แต่อาจจะยากแก่การปฏิบัติ ดังนั้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยละลายช้า หรือ ปุ๋ยควบคุมการละลายที่ประกอบด้วยทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงความเสื่อมโทรมของดิน และปุ๋ยเค
วันก่อน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ นำเสนอ เรื่องราวของคุณเม้ง วรวิทย์ ไชยทิพย์ ผู้ค้าส่งหน่อไม้ฝรั่งรายใหญ่ ที่เริ่มจากศูนย์ แต่ปัจจุบัน สามารถส่งห้างสรรพสินค้าแมคโคร ได้ราว 300-400 กก.ต่อวัน (อ่านเพิ่ม กดลิ้งค์ เส้นทางสู่ การเป็นผู้ค้าหน่อไม้ฝรั่งรายใหญ่ ส่งห้างฯ-ส่งออก จากจุดเริ่มต้น หนุ่มออฟฟิศมากฝัน) ซึ่งนอกจาก ห้างแมคโครแล้ว คุณเม้ง ยังทำหน่อไม้ฝรั่งขาว ส่งห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งวิธีการทำหน่อไม้ฝรั่งขาว ก็มีหลักง่ายๆ คือ ไม่ให้หน่อไม้เกิดการสังเคราะห์แสง หรือไม่ให้ถูกแสง เมื่อหน่อไม้ฝรั่งโตขึ้นมาได้นิดหนึ่งก็ครอบด้วยท่อพีวีซี ที่หุ้มปลายสูงขึ้นมาด้วยถุงพลาสติกปลูกสีดำ ทำให้ไม่ถูกแสง ซึ่งราคาหน่อไม้ฝรั่งขาว จะสูงกว่าหน่อไม้ฝรั่งปกติ อีกเท่าตัว โผล่ขึ้นมาแค่นี้ ให้เริ่มครอบ “ในการผลิตหน่อขาว ถ้าเป็นต่างประเทศจะเป็นพันธุ์เฉพาะ แต่ของไทย ไม่ให้มันสังเคราะห์แสง คือพอโผล่พ้นดินมาสักครึ่งเซน ก็เอาท่อพีวีซีขาด 6 หุน สูง 20 เซนติเมตร ปลายด้านบนเอาถุงดำครอบอีกที ครอบไว้ และจะถอนที่ความสูง 25 เซนติเมตร ลูกไร่ก็ขายหน่อ ได้ราคาแพงขึ้น คือทำให้มันแตกต่างขึ้นมาอีกนิด มีเท่าไหร่ขายได้
หลังพบว่า “เศษขยะ” จากอาหารสด คือ “ขุมทรัพย์” อันล้ำค่า “ชารีย์ บุญญวินิจ” ศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คนหนุ่มวัยเพียง 29 ปี อดีตเซฟที่สหรัฐอเมริกา และได้เคยบวชเรียนเป็นพระมาแล้ว ปิ๊งไอเดียนำเศษอาหารไร้ค่ามาเลี้ยงไส้เดือน ผันชีวิตจากเด็กหนุ่มปกติ สู่วิถีชีวิตเกษตรกร จนได้รับฉายาลุงรีย์ไส้เดือนเงินล้าน คุณชารีย์ เล่าว่า หลังจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ณ ร้านอาหาร แห่งหนึ่งนาน 4 เดือน ทุกๆ วัน ต้องพบเจอกับเศษอาหารที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล แต่ขณะนั้นยังหาวิธีกำจัดเศษขยะเหล่านั้นไม่ได้ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย ไปบวชเป็นพระ ได้เจอกับพระนักพัฒนาที่มีทักษะการเกษตรสูงเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเกษตร จึงเกิดความคิดอยากทำเกษตรที่สามารถเลี้ยงชีพได้ ชารีย์ บอกต่อว่า หลังจากสึกพระออกมา ก็ทำงานออฟฟิศด้านการออกแบบ กระทั่งปี 2553 เริ่มเลี้ยง “ไส้เดือน” เป็นอาชีพเสริม เพราะมองว่าไส้เดือน เป็นสัตว์ที่ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่เยอะ ไม่มีโรค ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ลงทุนครั้งเดียว ที่สำคัญไม่รบกวนงานประจำ “ผมใช
จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดสินค้าอินทรีย์ที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ คำว่า อินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก (Organic) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดกันอย่างแพร่หลาย สำหรับบ้านเรามีสินค้าที่เรียกตัวเองว่าเป็นอินทรีย์มากมายจนผู้บริโภคสับสน จึงมีคำถามตามมาว่า…อินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก (Organic) ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร? แล้วใช้อะไรเป็นตัวตัดสิน? เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจหรือเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติการผลิตสินค้าเกษตรของแต่ละแห่งทั่วโลกมีความต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งสภาพพื้นที่ ปัจจัยการผลิตหรือแม้วิธีและกระบวนการ ฉะนั้น คงไม่ง่ายหากสินค้าทางการเกษตรจากสถานที่แห่งหนึ่งของประเทศหนึ่งจะเป็นที่ยอมรับจากอีกประเทศที่ตั้งอยู่คนละทวีปของโลก แต่สำหรับสินค้าทางการเกษตรของ “ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน วิสาหกิจชุมชนตำบลละทาย” จังหวัดศรีสะเกษ นำพืชผลทางการเกษตรในกลุ่มสมุนไพร อย่าง หอมแดง กระเทียม ที่เป็นพืชท้องถิ่นชื่อดังของจังหวัด รวมถึงพืชสมุนไพรสำคัญ อย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ มาสร้างมูลค่าผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์อย่างแท้จริง จนได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ได้มา
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สหกรณ์การเกษตรในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำกัด หมู่ 12 ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร โดยสมาชิกสหกรณ์กำลังเร่งผลิตเห็ดโคนและไข่มดแดงด้วยวิธีแช่น้ำเกลือ มีทั้งแบบบรรจุขวดแก้วกับแบบบรรจุกระป๋อง ส่งขายในราคา 160-350 บาท สามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกลุ่มรายละ 300-400 บาทต่อวัน นางโสม สายโรจน์ อายุ 67 ปี สมาชิกสหกรณ์การเกษตรในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง กล่าวว่า กลุ่มสหกรณ์จะรับซื้อเห็ดโคนและไข่มดแดงจากชาวบ้านในพื้นที่ป่าดงมันราคากิโลกรัมละ 350 บาท โดยวันหนึ่งจะมีคนนำมาขายให้ประมาณ 30-40 กิโลกรัม จากนั้นจะนำเห็ดมาล้างทำความสะอาด ก่อนนำไปลวกในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที นำขึ้นไปแช่ในน้ำเย็นจัด พักเห็ดไว้แล้วนำมาบรรจุใส่ขวดแก้วและกระป๋องตามปริมาณ จากนั้นเติมน้ำเกลือเพื่อให้เห็ดเก็บไว้ได้นาน ก่อนจะนำเข้าหม้อนึ่งเพื่อไล่อากาศ ต่อมานำกระป๋องและขวดแก้วเข้าเครื่องนึ่งความดันเพื่อไล่อากาศและฆ่าเชื้อ ทำให้สามารถเก็บไว้นาน นำออกจำหน่ายในราคากระป๋องละ 180 บาท ส่วนราคาขวดแก้วอยู่ที่ขวดละ 350 บาท และในหนึ่งปีสหกรณ์จะสามารถจำหน่ายสินค
