พืชทำเงิน
การสัมมนา “กล้วยหอมทอง-กล้วยน้ำว้า” ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน ในหลายตอนที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านที่ติดตามมาตลอดจะได้รับสาระความรู้จากวิทยากรที่มีประสบการณ์ทั้งเรื่องการปลูก การดูแล การผลิตกล้วยเพื่อส่งออกขายต่างประเทศ ซึ่งแต่ละท่านต่างมีมุมมองกันคนละแบบ แล้วในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายทุกท่าน การนำเสนอเนื้อหาการสัมมนากล้วยในตอนนี้ เป็นตอนที่ 5 และเป็นตอนสุดท้ายของท่านวิทยากรในภาคเช้า โดยวิทยากรท่านนี้นับว่ามีความสามารถแล้วประสบความสำเร็จจากการปลูกกล้วยหอมแบบครบวงจร เพราะท่านได้เริ่มต้นบนเส้นทางกล้วยหอมด้วยการปลูกอย่างเดียว จากนั้นต่อยอดด้วยการตัดขาย แล้วพัฒนามาถึงการเป็นผู้จัดส่งเอง แถมท้ายด้วยการมีแผงขายกล้วยอยู่ที่ตลาดไทอีก ดังนั้น บทบาทของท่านบนเส้นทางกล้วยที่มีมายาวนานกว่า 30 ปี น่าจะมีหลักคิดที่เกิดประโยชน์กับท่านผู้อ่านอย่างมาก สำหรับวิทยากรท่านนี้คือ คุณวิไล ประกอบบุญกุล เป็นเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีมานานกว่า 30 ปี อีกทั้งในปัจจุบันยังยึดอาชีพแบบครบวงจร ทั้งปลูกเอง ติดต่อขายเองแล้วจัดส่งลูกค้า นอกจากนั้น ยังมีแผงขายกล้วยหอมอยู่ที่ตลาดไท คุณวิไล กล่าวว่า
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำเว็บไซต์ www.dgtfarm.com ตลาดแมทชิ่งออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ทำการตลาดให้เป็นเรื่องง่าย นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรไทย ที่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ออกมาให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้ขายและกระจายสินค้าเกษตรและแปรรูปแก่ผู้บริโภคได้สะดวก รวดเร็ว ขยายฐานลูกค้าได้เป็นวงกว้างมากขึ้น เนื่องด้วยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ได้มีการจัดทำเว็บไซต์ ตลาดแมทชิ่งออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยใช้ชื่อ www.dgtfarm.com ซึ่งจะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบ ในการซื้อขายสินค้าต่อไป ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้รับเกียรติเชิญให้สัมภาษณ์ คุณกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม เป็นที่แรกเกี่ยวกับการเปิดตัวเว็บไซต์ www.dgtfarm.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อช่วยเกษตรกรไทยโดยเฉพาะ บทบาทหน้าที่ของ มกอช. หรือสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ มกอช. เป็นหน่วยงานกลางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานระดับกร
ปัญหาการทำนาของเกษตรกรที่มักพบได้บ่อยๆ คือ ต้องซื้อปุ๋ยราคาแพง ราคาข้าวตกต่ำ การใช้ดินทำนามายาวนาน ดินเสื่อมไม่เหมาะสม และที่สำคัญการใส่ปุ๋ยในปริมาณมาก ไม่ตรงสูตร ไม่ตรงตามอัตราส่วน และไม่ใส่ตามระยะเวลา จึงเป็นเงื่อนไขให้ต้องใช้ต้นทุนการผลิตสูง แต่การรู้ว่าในพื้นที่แปลงนามีธาตุอาหารใด? บ้าง ก็จะช่วยให้การจัดการใช้ปุ๋ยทำได้อย่างถูกต้องและรู้ค่า ได้รับผลตอบแทนคุ้มทุน เป็นหนึ่งวิธีการที่น่าสนใจ วันนี้จึงได้นำเรื่องการตรวจวิเคราะห์ดิน ก่อนใส่ปุ๋ย ทำนา ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ มาเล่าสู่กัน คุณชมพูนุช หน่อทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า ปัญหาการทำนาที่สำคัญของชาวนาคือ ถ้าน้ำไม่พอเพียงก็ส่งผลต่อการเจริญเติบโต หรือใส่ปุ๋ยในนาข้าวที่ไม่คำนึงถึงสภาพดินในพื้นที่แปลงนาว่ามีธาตุอาหารอะไรบ้าง? ใส่ปุ๋ยไม่ถูกสูตรไม่ตรงกับความต้องการของต้นข้าว บางครั้งใส่ปุ๋ยน้อยไปก็ได้ผลผลิตน้อย หรือใส่มากไปก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงได้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน ปุ๋ย เป็นปัจจัยสำคัญในการทำนา การตรวจวิเคราะห์ดินในแปลงนาก่อนแล้วนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์มากำหนดสูตรปุ๋ยเพื่อใส่ปุ๋ยให้ตรงสู
นายทองพูล โฉมสอาด (ผู้ใหญ่สันต์) อยู่บ้านเลขที่ 18/1หมู่6 ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เล่าให้ฟังว่า เดิมที่ตนเป็นเกษตรกรปลูกพริก ปลูกมะนาวเป็นอาชีพหลักอยู่แล้ว แต่มะนาวที่ปลูกเป็นมะนาวตลาดพันธุ์ทั่วไป ตนเพิ่งเริ่มปลูกมะนาวหอมแปดริ้วได้ 3 ปี ปรากฎว่าได้ผลดี ลักษณะเด่นของมะนาวพันธุ์นี้คือ ให้ผลดก เก็บลูกได้เร็ว ทันราคา ลูกใหญ่ น้ำเยอะ เปลือกบาง กลิ่นหอมแม่กระทั่งใบ และเป็นที่ต้องการของประเทศลาว ผู้ใหญ่สันต์ ปลูกมะนาวพันธุ์หอมแปดริ้วประมาณ 30 ไร่ มะนาวให้ผลผลิตดีมาก เก็บตรงโน้นตรงนี้เหลือง จึงต้องหาตลาดส่งออกที่ประเทศลาว ซึ่งทางประเทศลาวเขาชอบมากสั่งรอบละ 6-10 ตัน ราคาขายขึ้นอยู่กับกลไกของตลาด แต่ที่เคยขายไปอยู่ที่ กก.ละ 35 บาท มีอย่างทุกวันนี้ได้เพราะมะนาว ซื้อรถเงินสดทุกคน เงินโผล่มาจากดินทั้งนั้นเลย ผู้ใหญ่สันต์กล่าว วิธีการปลูกไม่ยาก ผู้ใหญ่สันต์ บอกว่า ตนปลูกลงดินไม่ต้องมีอะไรมาล้อม ขุดหลุมไม่ต้องกว้าง ปลูกมะนาวไม่ต้องขุดหลุมลึก มะนาวกินแค่รากผิวดิน ใช้กิ่งตอนปลูกวางลงหลุมลึกประมาณ 2 นิ้ว เมื่อปลูกเสร็จให้กักน้ำไว้ใช้ตอนหน้าแล้ง มะนาวจะไม่ตาย ใส่ปุ๋ยคอก ขี้วัว ขี้ไก่ปนแกลบ ส่ว
“น้ำคือ ชีวิต” ขาดน้ำก็เหมือนขาดใจ ในอดีตเมืองไทยเคยมีแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งคู คลอง หนอง บึงต่างๆ มากมาย เปรียบเสมือนเส้นเลือดน้อยใหญ่ คอยหล่อเลี้ยงแผ่นดินให้อุดมสมบูรณ์ แต่ในวันนี้ แหล่งน้ำตามธรรมชาตินับวันจะเหลือน้อยลงเต็มที เมื่อปริมาณน้ำลดลง ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลงและมีคุณภาพต่ำ ดังนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำและพืช เพื่อคำนวณปริมาณการใช้น้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต ระบบน้ำในแปลงปลูกมันเทศ การปลูกมันเทศที่ผ่านมา เกษตรกรไทยมักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบการให้น้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น หากปลูกในช่วงฤดูแล้งจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลง หากต้องการปลูกมันหวานญี่ปุ่น ควรติดตั้งระบบการให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ เพื่อให้ต้นมันเทศตั้งตัวได้เร็วและได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ เทคนิคในการให้น้ำ แก่แปลงปลูกมันญี่ปุ่นนั้น ช่วง 3 วันแรกหลังจากที่ปลูกยอดพันธุ์ลงไป จำเป็นต้องให้น้ำทุกวัน 2 เวลา เช้า-เย็น ในกรณีที
คุณวรรณนิภา เรืองทัพ บ้านเลขที่ 70/7 หมู่ที่ 4 บ้านหนองสะเดา ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โทร. (086) 1106387, (084) 868-8474 เจ้าของ “สุดใจ Hydroponics จ.พิจิตร” การปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์เบื้องต้น โดยทั่วไปผักสลัดจะมีอายุการปลูกประมาณ 6 สัปดาห์ (42 วัน สามารถกินได้ ผักมีน้ำหนักได้ที่ มีรสชาติอร่อย หากเกิน 50 วัน ผักจะแก่ทำให้มีรสชาติขม ไม่อร่อย) เริ่มจาก การเพาะเมล็ดสลัด นำฟองน้ำสำเร็จรูปที่จะเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าตรงกลางฟองน้ำจะถูกกรีดเป็นกากบาทเพื่อนำเมล็ดมาวางใส่ลงไป ปลูกวางเรียงบนถาดรอง รดน้ำฟองน้ำปลูกให้ชุ่ม พร้อมกับใช้มือกดฟองน้ำให้ซับน้ำให้อิ่มตัว นำไม้ปลายแหลมหรือไม้จิ้มฟันจุ่มน้ำแล้วแต้มแตะไปที่เมล็ดพันธุ์ผักสลัด แล้วนำเมล็ดสลัดที่ติดที่ปลายไม้มาใส่ลงไปในกลางฟองน้ำที่ผ่าไว้ 1 เมล็ด ต่อฟองน้ำ 1 อัน นำแผ่นโฟมเพาะเมล็ดไปไว้ในโต๊ะอนุบาลที่ 1 ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือกล้าผักสลัดมี 2 ใบ ช่วงนี้ต้องหมั่นฉีดน้ำด้วยฟ็อกกี้หรือกระบอกฉีดน้ำเพื่อลดความร้อนให้ต้นกล้าทุกๆ วัน วันละ 2-5 ครั้ง ตามสภาพอากาศ ช่วงเพาะเมล็ด (สัปดาห์ที่ 1) ใช้เวลา 7 วัน นำเมล็ดใส่ลงไปในวัสดุยึดราก เช่น ฟอง
จังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นแหล่งปลูกยางใหม่ที่เกษตรกรหันมาปลูกยางในยุคที่ยางมีราคาแพง มีเนื้อที่ปลูกยางรวมทั้งหมด ประมาณ 30,000 ไร่ ต่อมาเมื่อสถานการณ์ราคายางอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการขายยางไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย คุณชัยฤทธิ์ บัวแสง ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย สาขาสระแก้ว (กยท. สาขาสระแก้ว) ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี จึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานในลักษณะปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือปลูกพืชร่วมยาง ในช่วงที่ต้นยางยังเล็กเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ คุณชัยฤทธิ์ บัวแสง ผู้อำนวยการ กยท. สาขาสระแก้ว สละเวลาพาผู้เขียนไปเยี่ยมชมกิจการสวนยางผสมผสานของเกษตรกรคนเก่ง คือ คุณลักษณ์-คุณจอม ฤทธิ์ภักดี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 6 ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โทร. (086) 091-9800, (080) 076-7021 ครอบครัวฤทธิ์ภักดี ทำสวนยางควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสานจนประสบความสำเร็จทางอาชีพและรายได้ กยท. สาขาสระแก้ว จึงประกาศยกย่องให้สวนยางแห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยมอบเงินทุนสนับสนุนให้ ครัวเรือนละ 5,000 บา
ตลาดต่างประเทศถือเป็นเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญสำหรับผู้ปลูกกล้วยหอม ถึงแม้กล้วยหอมจะปลูกง่ายกว่าพืชหลายชนิด แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ปลูกกล้วยหอมทุกรายที่จะประสบความสำเร็จจนสามารถนำผลผลิตส่งออกไปขายต่างประเทศได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการที่ผู้ปลูกกล้วยส่งออกพึงปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้สารเคมี แมลงและโรคพืช การตรวจคุณภาพและตกแต่ง รวมถึงทางด้านจัดการสวนเป็นพิเศษ ฯลฯ เป็นต้น งานสัมมนา “กล้วยหอมทอง-กล้วยน้ำว้า” ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน ครั้งนี้ได้เชิญบุคคลที่มีประสบการณ์แล้วประสบความสำเร็จในการปลูกกล้วยหอมทองจนสามารถส่งขายต่างประเทศ อย่าง คุณสมยศ คำเพ็ง ซึ่งถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ใช้แนวคิดแบบภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์เพื่อปลูกกล้วยจนทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างง่าย ก่อนไปถึงตรงนั้น มาทำความรู้จักกับชายผู้นี้เสียก่อนว่าเป็นใครและมีประวัติเส้นทางการเข้าสู่วงการกล้วยหอมทองอย่างไร คุณสมยศ เรียนจบสายการตลาด จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เคยทำงานประจำอยู่โรงแรม ขณะเดียวกัน ทางครอบครัวพ่อแม่และญาติก็เคยมีอาชีพเกษตรกรรมต่างมีอายุเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนสุขภา
ปลูกส้มโอส่งออก 10 ไร่ ทำรายได้หลักล้าน งานเกษตรประณีตของคนอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เน้นเทคนิคการจัดการที่ไม่เหมือนใคร ได้ผลผลิตเกรดเอ ราคาดี มีตลาดรองรับ จับเกษตรผสมผสานเสริมรายได้ เก็บขายตลอดปี คุณทองพูน วงษา อายุ 54 ปี เจ้าของสวนส้มโอเมืองทอง เล่าถึงความสำเร็จของสวนส้มโอเงินล้านว่า เริ่มปลูกส้มโอครั้งแรก ตั้งแต่ ปี 2550 จำนวน 10 ไร่ ชุดแรก 400 ต้น ได้ผลผลิตต้นละประมาณ 200 ผล ต่อ 1 ต้น จะได้ผลผลิตเกรดเอ ประมาณ 100 ผล ขายส่งออก 60% ขายภายในประเทศ 40% ผลเกรดเอ ขายกิโลกรัมละ 45 บาท เกรดรองลงมา ขายกิโลกรัมละ 35 บาท แม่ค้ามารับที่สวนแบบตกเกรด กิโลกรัมละ 25 บาท เหมาหมดพื้นที่ 10 ไร่ ทำรายได้ต่อปี ไม่น้อย “ปีนี้ส้มโอราคาดี ผมจะดูแลส้มโอให้มีคุณภาพ 1 ต้น ออกผลเยอะมาก บางต้นออกถึงกว่า 500-800 ลูก แต่ผมจะเด็ดออก เราจะคัดลูกที่สวยๆ ไว้ต้นละประมาณ 200 ลูก ต่อต้น เพราะถ้าปล่อยให้ติดผลทั้งหมดจะทำให้ลูกเล็ก ผลร่วง คุณภาพไม่ได้ ขายไม่ได้ราคา ถ้าเราควบคุมคุณภาพได้ จะทำให้ได้ส้มโอสวยๆ ต้นละ 200 ลูก ก็เพียงพอ ผมมีส้มโอตอนนี้ 400 ต้น เกือบ 80,000 ลูก บางทีก็มากกว่า บางทีก็ไม่ถึง 1 ผล น้ำหนัก 1-1.5 ก
ตลาดมะละกอ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ มะละกอผลดิบ ปัจจุบัน “มะละกอพันธุ์แขกนวล” ครองส่วนแบ่งตลาดมะละกอกินดิบมากที่สุด เพราะมีลักษณะเด่นคือ เนื้อกรอบ อร่อย แม่ค้าส้มตำชอบ ปลูกง่าย ติดผลดก ผลมีขนาดใหญ่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ปลูกแค่ 5 เดือนก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกๆ 15-20 วัน ข้อดีของการปลูกมะละกอผลดิบคือ ขายผลผลิตได้ทุกลูก แต่หากเป็นมะละกอสุก เก็บผลผลิตออกขายได้แค่ 60-70% เท่านั้น เพราะระหว่างรอสุกอาจมีลูกเสียเยอะทำให้เก็บผลผลิตไม่ได้เต็มที่ มะละกอผลสุก ได้แก่ มะละกอพันธุ์แขกดำ ฮอลแลนด์ สายน้ำผึ้ง ขอนแก่น 80 ฯลฯ มะละกอผลสุกกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นคือ เนื้อไม่เละเวลาสุก เนื้อมีสีสวย รสชาติหวาน ผิวสวย ไม่ขรุขระหรือเป็นร่อง มะละกอชนิดนี้ ผู้บริโภคนิยมบริโภคเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ และใช้ในโรงงานแปรรูป มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์กลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่ครองส่วนแบ่งตลาดมะละกอผลสุกมากที่สุด เพราะเกษตรกรนิยมปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์มากที่สุด เนื่องจากได้รับความนิยมจากตลาดทั่วไปและใช้เครื่องพ่นยาน้อยที่สุด แม่ค้ารับซื้อผลผลิตมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เยอะที่สุด ผลผลิตที่ตกเกรดหรือเป
