พืชทำเงิน
คุณขวัญใจ กลับสุกใส เจ้าของสวนไผ่ขวัญใจ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ได้ลงทุนทำสวนไผ่ มาเป็นปีที่ 10 จำนวน 15 ไร่ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขณะนี้ ยังมีรายได้ที่มั่นคง มีเสถียรภาพ และมีผู้สนใจมาซื้อพันธุ์ไผ่นำไปปลูก ขยายตัวไปยังหลายจังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่ สำหรับภาคใต้แล้ว จังหวัดพัทลุง ถือว่าเป็นต้นแบบในการปลูกไผ่ คุณขวัญใจ กลับสุกใส กล่าวอีกว่า ปี 2559 ที่ผ่านมา ทางการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีนโยบายให้ชาวสวนยางทำสวนเชิงซ้อนถ้ามีความประสงค์ ทำให้มีเกษตรกรสวนยางพาราจากหลายจังหวัดในภาคใต้ เดินทางเข้ามาอบรมดูแลที่สวนไผ่ขวัญใจแล้ว 7 รุ่น รุ่นละ 50 คน เพื่อนำความรู้กลับไปลงทุนปลูกไผ่ร่วมยาง โดยปลูกยาง 1 แถว ปลูกไผ่ 1 แถว “การปลูกไผ่ร่วมยาง จะทำให้ต้นยางมีคุณภาพ และทำให้หน้ายางเกิดสีชมพู ให้ปริมาณน้ำยางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อนนั้นเกษตรกรได้ดำเนินการปลูกไปก่อนแล้ว จำนวนหลายราย ต่างประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะที่จังหวัดกระบี่ แต่ที่สงขลา ยังเป็นของใหม่” คุณขวัญใจ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับสวนไผ่ขวัญใจ ปลูกสายพันธุ์ไผ่ตงลืมแล้ง และสายพันธุ์ซ
ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ตรงกับช่วงฤดูมะยงชิด มะปรางหวาน ของดีจังหวัดนครนายก สำหรับปีนี้ ชมรมชาวสวนมะปรางจังหวัดนครนายก ร่วมกับจังหวัดนครนายก สำนักงานเกษตรจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก เตรียมจัดงาน “ มะยงชิด มะปรางหวานนครนายก ” ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ณ บริเวณข้างศาลากลางจังหวัดนครนายก ปัจจุบัน “ มะปรางหวานนครนายก ” ได้รับการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามวันที่ยื่นคำขอ 29 กรกฎาคม 2557 โดยระบุคำนิยามสินค้ามะปรางหวานนครนายก หมายถึง มะปรางหวานสีเหลืองทอง สดใส ผลใหญ่ยาวรี รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอม ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอปากพลี และอำเภอองครักษ์ ของจังหวัดนครนายก “พันธุ์ทองนพรัตน์ ” คือ หนึ่งในลักษณะเด่นของพันธุ์มะปรางหวาน ที่มีคุณภาพในพื้นที่จังหวัดนครนายก เป็นพันธุ์ยอดนิยมที่ขายดีในท้องตลาดทั่วไป เพราะมีลักษณะผลค่อนข้างใหญ่ รูปร่างยาวรี ปลายเรียวแหลม เปลือกบาง ผลสุกสีเหลืองอมส้ม เนื้อหนา แน่น ละเอียด เม็ดลีบเล็ก รสชาติ รสหวาน หอมกรอบ ไม่ระคายคอ ค่าความห
ในท้องตลาด มีข้าวโพดข้าวเหนียวออกอวดโฉมให้ชิมไม่น้อย ข้าวโพดข้าวเหนียวสามสีเบอร์ 1 ที่วิจัยโดยบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด เป็นพืชพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อย คุณไพศาล หิรัญมาศสุวรรณ ผู้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด เล่าว่า ข้าวโพดข้าวเหนียวสามสีเบอร์ 1 ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์อยู่ 6 ปี เริ่มจากหาสายพันธุ์แท้ซึ่งเป็นพันธุกรรมของไทย จากนั้นเอาพันธุ์แท้จับคู่เป็นลูกผสม แล้วทดสอบในแปลงหลายพื้นที่ พร้อมกับนำออกทดสอบผู้ปลูกและผู้บริโภค “จุดเด่นแปลกตรงมีสามสี ผู้ชิมบอกว่า เหมือนข้าวโพดที่เขากินสมัยเป็นเด็ก จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือเนื้อข้าวโพดเหนียวหนืดและนุ่ม…ตอนนี้แถวจังหวัดสระบุรี อำเภอหนองโดน บ้านหมอ พระพุทธบาท เกษตรกรสนใจปลูกมากแล้ว อยากชิม ที่ตลาดไทมีขายแล้ว แต่คงมีเป็นช่วงๆ”คุณไพศาลบอก มาดูลักษณะของเขาดีกว่าว่าเป็นอย่างไร ผลผลิตทั้งเปลือก เฉลี่ย 2,283 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตปอกเปลือก เฉลี่ย 1,614 กิโลกรัม/ไร่ วันออกไหม 48-50 วัน ความสูง ต้น 172 เซนติเมตร ความสูง ฝัก 100 เซนติเมตร เก็บเกี่ยวหลังจากออกไหม 50% 18-20วัน เก็บเกี่ยวหลังจากปลูก 65-70วัน สีไหม ขาว รสชาติ ดีเยี่ยม ความนุ่ม ดีเย
ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว ที่ผู้เขียนแวะไปเยี่ยมชม “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” ของ “คุณปานนภา ปาซ่อนกลิ่น” ตามคำแนะนำของ อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการพืชสวนอิสระ อดีตข้าราชการกรมวิชาการเกษตร และเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการพืชสวนของ “นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน” “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” โดดเด่นในเรื่องเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น โดยเทคนิคการจัดกิ่งองุ่น แบบ “กิ่งก้างปลา” ตามคำแนะนำของ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ (อีเมล [email protected]) สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาด ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ปลูกองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์แบล็คโอปอล พันธุ์บิวตี้ซีดเลสส์ พันธุ์เฟรมซีดเลสส์ พันธุ์เพอร์เร็ท พันธุ์คาดินัล ฯลฯ ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว จะพักต้นองุ่น งดการให้น้ำประมาณ 20 วัน เพื่อบังคับให้องุ่นออกดอกก่อนจึงเริ่มให้น้ำให้ปุ๋ยบำรุงต้น เมื่อผลองุ่นเติบโตเต็มที่ในระยะเวลา 120 วัน จึงค่อยตัดเก็บผลผลิตออกขาย การผลิตองุ่นแบบประณีต เดิมคุณปานปลูกองุ่นในโรงเรือนคลุมพลาสติกสำหรับปลูกองุ่น ขนาดความยาว 45
คุณธีรวัฒน์ รังสิกรรพุม เจ้าของสายมีฟาร์ม อยู่ที่ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเกษตรกรที่ปลูกพริกส่งออกยุโรปและญี่ปุ่น อาจเรียกว่าเป็นรายใหญ่ของไทยก็ว่าได้ โดยส่งออกพริกประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ตัน หรือปีละ 100 ตัน เลยทีเดียว ในเรื่องของสายพันธุ์พริกที่ปลูก จะเป็นสายพันธุ์เรดฮอท และซุปเปอร์เรดฮอท เป็นของ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพอีกบริษัทหนึ่ง โดย คุณพิทักษ์ชน โตสารเดช เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย ให้ข้อมูลว่า ทางบริษัทได้มีการพัฒนาพริกให้เป็นพันธุ์ลูกผสม เพื่อให้ผลผลิตดก ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูง และที่สำคัญอายุการเก็บเกี่ยวสั้น “เรดฮอท เป็นพริกที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มาไม่ต่ำกว่า 4 ปี ลักษณะพิเศษคือ เป็นพริกที่มีผลสม่ำเสมอ ส่วนซุปเปอร์เรดฮอทเป็นพริกที่พัฒนามาได้ 1 ปีกว่าๆ ซึ่งตอนนี้กำลังทำตลาดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น เป็นพริกที่พัฒนาสายพันธุ์เพื่อพัฒนาผลให้ใหญ่ขึ้น และมีสีที่เข้มขึ้น” คุณพิทักษ์ชน กล่าวให้ฟังถึงลักษณะของสายพันธุ์พริก มีประสบการณ์ การปลูกพริกมากกว่า 7 ปี คุณธีรวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นเกษตรกรที่ปล
เกษตรอินทรีย์ เป็นการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตร ที่ไม่มีสารเคมีตกค้าง และหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของสารเคมีทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดินและความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ รวมถึงฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมี สารสังเคราะห์ หรือสิ่งที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม แนวทางของเกษตรอินทรีย์ เป็นการอนุรักษ์ดินและระบบนิเวศ โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการปลูกพืชจะใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อให้เกิดความหลากหลาย มีการเลี้ยงไส้เดือนดิน ใช้เศษพืชทำเป็นปุ๋ยหมัก ทำให้ดินได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และลดต้นทุนการผลิตด้วย มีการใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อไล่แมลงศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมี เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เกษตรกรมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค คุณภัทรภร แสงบุญ บ้านเลขที่ 43/2 หมู่ที่ 4 ตำบลชมพู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่ดำเนินงานปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ ปลูกพืชผักหลายชน
เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้เกษตรกรที่จังหวัดหนองคายหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เร่งเก็บใบยาสูบที่ปลูกไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา นำไปบ่มและซอยตากแดด บรรจุใส่ถุงเตรียมไว้ให้พ่อค้าคนกลางมารับซื้อ ซึ่งการปลูกใบยาสูบเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรชาวหนองคาย ที่สร้างรายได้งามให้กับเกษตรกร นายบัวลี ไครสี เกษตรกรชาวบ้านสะเงียว ต.กวนวัน อ.เมืองหนองคาย กล่าวว่า ปลูกใบยาสูบมากว่า 25 ปี บนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง 4 ไร่ ลงทุนปลูกไร่ละ 10,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยบำรุงเท่านั้น โดยใบยาสูบจะปลูกได้เฉพาะช่วงหน้าหนาวต่อหน้าแล้งเท่านั้น ดังนั้น เกษตรกรจึงเริ่มลงมือปลูกใบยาสูบช่วงเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวได้ช่วงมกราคมเป็นต้นไป ระยะเวลาประมาณ 100 วัน เมื่อเก็บใบยาสูบแล้วจะนำมาบ่มให้ใบยาสูบจากสีเขียวแก่เป็นสีเหลืองประมาณ 3 วัน แล้วนำมาหั่นซอย ตากแดด 2 แดด แล้วบรรจุใส่ถุง จากนั้นรอให้พ่อค้าคนกลางมารับซื้อ ซึ่งมีการติดต่อซื้อขายกันก่อนล่วงหน้า มีตลาดรับซื้อแน่นอน กิโลกรัมละ 120 บาท ผลผลิต 1 ไร่ ได้ใบยาสูบที่หั่นซอยตากแดดจนแห้งแล้วประมาณ 600 กิโลกรัม ดังนั้นเกษตรกร
หากเอ่ยชื่อ จินตนา ไพบูลย์ หรือ “ป้านุ้ย” สาวใหญ่วัย 50 ปี แห่งบ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ในแวดวงเกษตรกรรมแนวเศรษฐกิจพอเพียงของชุมพรคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอถือเป็นผู้หญิงแถวหน้า ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที ที่เคยฝากผลงานด้านเกษตรกรรมผสมผสาน รวมทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ชาวชุมพรและบุคคลทั่วไปได้รู้จักมาแล้วมากมาย ป้านุ้ย เป็นชาวชุมพรที่เกิดในครอบครัวชาวสวนแห่งหมู่บ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร เธอจึงเติบโตมากับพืชผัก ผลไม้ แทบทุกชนิดที่พ่อแม่ปลูกไว้กินและขายเป็นรายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันป้านุ้ยมีพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ 30 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มังคุด และกล้วยเล็บมือ ซึ่งป้านุ้ยทำมาได้ประมาณ 25ปี จนในปี 2549 ป้านุ้ยได้เดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน ภายในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท 2 วัน 1 คืน จึงได้รับความรู้มากมาย เช่น การทำน้ำส้มควันไม้ การทำเตาเผาถ่านอิวาเตะ การเลี้ยงกบคอนโดฯ การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ฯลฯ โดยวิทยากรคุณภาพที่เป็น
วันที่ 30 มกราคม 2560 นายเศรณี อนิลบล เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า จากสภาพปัญหาอากาศช่วงหน้าแล้งทำให้ขณะนี้ซึ่งเหมาะสมต่อศัตรูพืชออกแพร่ระบาดสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร ที่กระจายอยู่ตามท้องที่ต่างๆเพิ่มมากขึ้นหลังติดตามสถานการณ์ ดังนั้นจึงแจ้งเตือนและขอความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ร่วมกันสำรวจการระบาดของศัตรูพืชอย่างต่อเนื่องอย่างผสมผสานได้อย่างเหมาะสมแบบ เพื่อการกำจัดและการป้องกันอย่างถูกต้อง “โดยเฉพาะหนอนปลอก (ชนิดขนาดเล็ก) หรือCremastophyche pendula Joannis ที่เข้ามาทำลายต้นไม้และกัดกินใบพืชหลายชนิด โดยเฉพาะสวนมะพร้าวและปาล์ม อาทิ 1.ลักษณะการแทะทำลายจนทำให้ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล และทะลุเป็นรู หรือใบขาดแหว่ง ถ้ารุนแรงจะเห็นทางใบทั้งต้นเป็นสีน้ำตาลไหม้ ส่งผลให้ลำต้นหยุดชะงักเจริญเติบโต เป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงจนเสียหายในที่สุด 2.ส่วนการแพร่กระจายของฤดูการระบาดของหนอนปลอก จะอาศัยแรงลมพัดพาซึ่งเป็นหนอนขนาดเล็กชอบสาวใยและปล่อยตัวห้อยลงแกว่งไกวไปตามลม จากต้นหนึ่งสามารถไปสู่ต้นมะพร้าวต้นอื่นๆได้โดยฤดูร้อนสามารถอยู่ได้ยาวนาน” นายเศรณี กล่าว ส่วนวิธีการกำจัดนั้น นายเศรณีกล่าวว่า ให้ตัดใบทางมะพร้าวท
วันที่ 30 มกราคม 2560 น.ส.แฉล้ม ยอดสุวรรณ อายุ 52 ปี เกษตรกรบ้านคลองอ้ายกาบ ต.ดงประคำ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นเกษตรกรผู้หนึ่งที่พลิกจากการทำนาข้าว ที่ปลูกกว่า 6 ไร่ หลังประสบปัญหาทำนาได้ปีละ1 ครั้งซ้ำร้ายราคาตกต่ำ ทำให้ไม่มีรายได้เหลือและเป็นหนี้จำนวนมาก จึงหันมาเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยปลูกทุกอย่างไว้กินที่เหลือจากกินจึงเก็บขาย รวมถึงหลังจากได้ไปดูงานการปลูกมะกรูดที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบกับในพื้นที่มีการปลูกมะกรูดน้อย จึงได้ซื้อกิ่งพันธุ์ จำนวนกว่า 600 ต้น พร้อมว่างระบบน้ำปลูกในพื้นที่ เกือบ 1 ไร่ ปรากฎว่าประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้ดีครั้งแรก ได้เงินกว่า 7,000 บาท จากการขายให้กับพ่อค้าที่มารับถึงสวน หลังจากนั้นได้หาช่องการตลาด โดยส่งโรงงานอบแห้งมะกรูดที่ จ. เพชรบูรณ์ ซึ่งบางช่วงได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50 บาท เป็นการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยปัจจุบันสามารถส่งใบมะกรูดให้โรงงานได้เฉลี่ยปีละ 4-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1,000 กิโลกรัม มีรายได้หลักแสนบาทเลยทีเดียว น.ส.แฉล้ม กล่าวว่า มะกรูดนับเป็นพืชที่ปลูกยากในช่วง 2 เดือนแรก หลังจาก
