พืชทำเงิน
ปัจจุบันคุณสามารถปลูกมะลิ 60 ไร่ มีต้นมะลิ 40,000ต้น ลองคิดเล่นๆ หากเก็บมะลิได้ทุกวัน เฉลี่ย 7 กิโลกรัมต่อไร่ หรือวันละ 420 กิโลกรัม คิดราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาทต่อกิโลกรัมก็วันละ 42,000 บาท หนึ่งเดือนก็ 1,260,000 บาท เหลืออีกเพียงวันเดียวก็จะถึงบรรยากาศ “วันแม่” แน่นอนว่าสัญลักษณ์ประจำวันสำคัญวันนี้ คือ “ดอกมะลิ”ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งราคามะลิในปีนี้ ล่าสุดเส้นทางเศรษฐีออนไลน์สำรวจราคาหน้าสวน พบว่า ราคาลิตรละ 450 – 500 บาท หากขายเป็นกิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 900 – 1,000 กว่าบาทเลยทีเดียว คุณสามารถ นาคทั่ง เกษตรกรมะลิเงินล้าน ปัจจุบันอายุ 49 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจากเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร รุ่นที่ 1 ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมมาตลอด 20 กว่าปี ทั้งคุมเครื่องจักร อยู่แผนกไฟฟ้า ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้จัดการโรงงาน รับเงินเดือนแสนกว่าบาท แต่ด้วยแรงกดดันและปัญหาสุขภาพรุมเร้า คือ หมอนรองกระดูกเสื่อม วิธีการรักษาที่ให้ผลดี คือ ต้องเดิน ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้มีความคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ อยากหาสิ่งใหม่ให้กับชีว
วิกฤตชาวนา”ยิ่งทำ ยิ่งจน” จากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ธรรมชาติลงโทษ ชาวนาหลายชีวิตต้องทิ้งที่นา ปล่อยให้ที่นารกร้างว่าเปล่า ดิ้นรนเข้าเมืองทำงานรับจ้างแทน “สุเทพ ชูศรี” วัย 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 3 ต.โรง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา พลิกผืนนาจำนวน 30 ไร่ เกษตรกรคนหนึ่งที่ประสบปัญหา หาทางออกด้วยการพลิกผืนดินนาข้าว 30 ไร่ เปลี่ยนอาชีพมาทำสวนมะพร้าวน้ำหอม จนประสบความสำเร็จ ด้วยการเพิ่มเทคนิคทำเป็นมะพร้าวโนบรา สร้างมูลค่าเพิ่มขายลูกละ50 บาท ฮิตติดตลาดเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ส่งขายในตลาดทั่วไปและห้างดัง “สุเทพ”จากที่เคยทำนาข้าวมายาวนาน รายได้พออยู่พอกิน ชักหน้าพอถึงหลัง แต่ระยะหลังดินเสื่อมสภาพ ต้องใช้ปริมาณปุ๋ยเคมีเพิ่ม ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้น โรคซ้ำกรรมซัดราคาข้าวตกต่ำ รายได้ไม่พอจุนเจือครอบครัว จึงมองหาอาชีพใหม่ที่มีอนาคตมาทดแทนอาชีพทำนา เดินทางไปดูการทำการเกษตรหลายตัว จึงตัดสินใจทำสวนมะพร้าวน้ำหอมแทนตั้งแต่ปี 2551 เพราะมะพร้าวน้ำหอมกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ลงแรงปลูกมะพร้าวน้ำหอมในผืนนา 30 ไร่ 1,300 ต้น จากอดีตที่เคยทำนาและประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำและเคยเป็นแกนนำปิดถนนประท้วงมาแล้ว แต
สับปะรดพืชเศรษฐกิจของไทยที่ปลูกส่งขายติดอันดับโลกในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูปนานาชนิด สร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้เกี่ยวข้องมากต่อมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ร่ำรวย และขยายการผลิตกันมาโดยตลอด ประเมินจากการขยายกำลังการผลิต และการลงทุนเพิ่มของโรงงานเก่า และจำนวนการเกิดขึ้นของโรงงานรายใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับราคารับซื้อ ผลผลิตสับปะรดจากชาวไร่ที่กลับตกต่ำแบบซ้ำซาก ชาวไร่สับปะรดต้องแบกรับภาระด้านต้นทุนเกือบทุกด้าน จนต้องหันมาพึ่งพาทางภาครัฐให้ช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ขณะที่ชาวไร่หลายคนต้องแก้ปัญหาของตัวเองด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป คุณรุ่งเรือง ไล้รักษา ชาวไร่สับปะรด อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่คร่ำหวอดกับอาชีพปลูกสับปะรดมานาน คิดนอกกรอบด้วยการนำพันธุ์สับปะรดฉีกตามาพัฒนาเชิงการค้าจนประสบความสำเร็จขายสับปะรดฉีกตาสร้างรายได้ไร่ละ 200,000 บาท เป็นการสร้างทางเลือกของเขาในอาชีพและได้สร้างโอกาสให้กับเพื่อนๆ ชาวไร่สับปะรดอื่นๆ เป็นการช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐและต้องง้อโรงงานแปรรูปแต่อย่างใด การประกอบอาชีพอะไรของทุกคนก็เป็นไปตามความถนัด ความชอบหรือไม่ ก็สืบทอด
บ้านกะลุบี เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมเทือกเขาบูโด อยู่ในเขตอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี สภาพแวดล้อมภูมิอากาศแบบเชิงเขา ประชากรส่วนใหญ่ยึดอาชีพเกษตรกรรม รายได้หลักคือ ยางพารา กะพ้อ แม้เป็นเพียงอำเภอเล็กๆ แต่มีเรื่องราววิถีชีวิตผู้คนที่น่าสนใจอยู่มากทีเดียว เช่น ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรกรนักพัฒนาผู้ริเริ่มโครงการปลูกพืชพันธุ์เกษตรทางเลือกต่างๆ ให้กับชาวบ้าน เพื่อให้ใช้เวลาว่างและเพิ่มเติมรายได้ เนื่องจากราคายางพาราขณะนี้อยู่ในช่วงภาวะที่ตกต่ำ ชาวบ้านที่รู้จักกันเรียกขานกันว่า แบเซ็ง แบเซ็ง หรือ แวอุเซ็ง แต วัย 61 ปี อาชีพเดิมเป็นเช่นชาวบ้านทั่วไป ยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนยางพารา ด้วยมีความรักในอาชีพเกษตรกรรม จึงหมั่นเพียรเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ผ่านการฝึกอบรมดูงานภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และกลับมาทดลองในแปลงของตนเอง บนพื้นที่ 2 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 15/1 หมู่ที่ 7 บ้านกะลุบี อำเภอกะพ้อ โทร. (081) 275-6642 จนเริ่มเข้าใจเรื่องดิน เรื่องสมุนไพรต่างๆ การกินผักเป็นยา แบบคนในสมัยอดีต จากสิ่งที่เรียนรู้และปฏิบัติ แบเซ็ง บอกว่า จากการที่ได้เรียนรู้อย่างจริงจังและนำมาปฏิบัติจริงจนประสบผ
มาแอ่วเมืองเหนือครั้งนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณวาท กาไชย เกษตรกรคนเก่งที่ปลูก ฝรั่งกลมสาลี ผสมผสานกับสวนลำไย อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ 13 ตำบลแม่ลอย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน คุณวาทอายุ 54 ปี ยึดอาชีพปลูกลำไยเนื้อที่ 2 ไร่ หาเลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด แต่ระยะหลัง ฝนฟ้าไม่เป็นใจ ผลผลิตน้อยจนน่าใจหาย แถมบางปี เจอปัญหาลำไยล้นตลาด ทำให้มีรายได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อ 4- 5 ปีที่แล้ว คุณวาท จึงตัดสินใจโค่นต้นลำไยลงบางส่วน และปลูกต้นฝรั่งกลมสาลี แซมระหว่างต้นลำไย ต้นฝรั่ง เป็นพืชที่มีรากตื้นและแผ่กระจายในระดับความลึกจากผิวหน้าดินลงไปประมาณ 20 เซนติเมตร หากน้ำขังจะทำให้รากอ่อนแอง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและตายได้ง่าย คุณวาทจึงต้องยกร่องปลูกฝรั่ง พร้อมขุดสระ 2 บ่อ เพราะโดยปกติ สวนฝรั่งจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอในช่วงการออกดอกและการเจริญของผล หรือมีปริมาณฝนไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000-2,000 มิลลิเมตร สาเหตุที่คุณวาทเลือกปลูกต้นฝรั่ง เนื่องจากเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี เหมาะสมสำหรับปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน ร่วมกับ ลำไยที่เป็นไม้ผล จุดเด่นประการต่อมาคือ ฝรั่งกลมสาลี ให้ผลผลิตเร็ว
ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้จัด “งานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3” แบบชิมฟรี ทุเรียนดังกล่าวเป็นผลพวงการวิจัยที่ได้ผลประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยใช้พันธุ์ลูกผสม ระหว่างทุเรียนพันธุ์หลักๆ ที่ได้รับความนิยมเข้าด้วยกัน เช่น ชะนี หมอนทอง ก้านยาว กับทุเรียนพันธุ์หลักกับพันธุ์พื้นเมืองโบราณ เช่น พวงมณี ผลงานวิจัยได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่โดยกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 1 – จันทบุรี 9 และมีการขยายพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูก ปีนี้มีผลผลิตส่งจำหน่ายตลาดจีนระดับพรีเมี่ยมแล้ว ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีจึงเห็นว่าควรประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั่วไป ผู้บริโภคคนไทย ผู้ประกอบการค้าได้รู้จักและลิ้มลองรสชาติ ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ซึ่งเป็นทุเรียนต้นฤดู ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และรสชาติอร่อย เพื่อพัฒนาเป็นทางเลือกสำหรับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี… บุกเบิก ทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 30 ปีเต็ม ได้สายพันธุ์ใหม่เกือบ 10 สายพันธุ์ คุณวีรญา เต็มปีติกุล นักวิชา
ในอดีต คนญี่ปุ่นทางตอนเหนือของประเทศ เคยอดข้าวตายมาแล้ว เนื่องจากอากาศหนาวจัดทำนาไม่ได้ผล ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ญี่ปุ่นภายใต้การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ลงมือปฏิรูปด้านการเกษตรเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะการผลิตข้าวเพื่อให้เพียงพอบริโภคภายในประเทศ ด้วยให้นโยบายว่า “ข้าวเป็นพืชเพื่อความมั่นคงของชาติ” เน้นการปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างจริงจัง พร้อมๆ กับการปฏิรูปที่ดิน มีการจัดรูปที่ดินอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบให้มีขนาดมาตรฐาน ขนาด 10×100 เมตร หรือเท่ากับ 0.1 เฮกแตร์ มีหน่วยเรียกว่า 10a ออกเสียงว่า จูอาร์ และจัดสรรที่ให้ครอบครัวละ 1 เฮกแตร์ หรือเท่ากับ 6.25 ไร่ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีอากาศหนาวเย็น ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน ญี่ปุ่นจึงมีอากาศอบอุ่นเพียง 6 เดือน เท่านั้น เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 40 องศาเซลเซียส พอย่างเข้าเดือนเมษายนอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ชาวนาญี่ปุ่นเริ่มเพาะกล้าในถาดพลาสติก ก้นฉลุเป็นตาข่าย ขนาด 30×60 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร ใช้ดินร่วนสะอาดเป็นวัสดุเพาะ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 270 กรัม ต่อถาด รดน้ำด้วยฝักบัวพอช
พันธุ์ขนุนที่ได้ยินครั้งแรกและเข้าใจว่ามีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการสมัยใหม่ พันธุ์แรกคือ ขนุน “ตาบ๊วย” จากนั้นก็เป็นขนุนสามใบเถาจากจังหวัดปราจีนบุรี คือฟ้าถล่ม ทองสุดใจ และจำปากรอบ เจ้าของคือ คุณสมปอง ตวงทอง ฟ้าถล่ม ทองสุดใจ และจำปากรอบ ครองตลาดอยู่นาน ยุคเก่าก่อนเมื่อแวะไปหาซื้อกิ่งพันธุ์ไม้ที่บ้านหนองเต่า อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ผู้ค้าต้องมี 3 สายพันธุ์นี้ไว้ตอบสนองผู้ซื้อ เพราะขยายพันธุ์ขนุนด้วยวิธีการเพาะเมล็ด จึงเกิดการกลายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เจ้าของเห็นว่า ขนุนลักษณะใหม่ๆ ที่ได้น่าสนใจ ก็ขยายพันธุ์โดยการติดตา ทาบกิ่ง และเสียบยอด เพื่อให้ได้ลักษณะสายพันธุ์เดิ เนื่องจากยุคเก่าก่อน มีคนสนใจปลูกขนุนกันมาก จึงมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมาประดับวงการ ว่าไปแล้ว การแข่งขันของสายพันธุ์ขนุน คล้ายกับการแย่งตำแหน่งตัวจริงของนักฟุตบอล นักฟุตบอลตำแหน่งปีกซ้าย ในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะมี 2 คน ใครที่ฟิตหรือฟอร์มดีกว่าจะได้เป็นตัวจริง ใครที่ฟอร์มไม่ดี ต้องตกเป็นตัวสำรอง หากทนนั่งในเก้าอี้สำรองไม่ได้ อาจจะต้องย้ายไปทีมอื่น วงการขนุนนั้น เจ้าของจะนำเสนอว่า ขนุนตัวเองนั้นดูแลรักษาไม่ยาก ผล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่แล้งและร้อน ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ปลูกมันสำปะหลังแซมในสวนยาง พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เก็บผลผลิตมันสำปะหลังที่ได้มาแปรรูปโดยการนำมันสำปะหลังสด นำมาสับมาทำเป็นมันเส้น หรือมันสำปะหลังตากแห้งตามข้างทาง เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้กับครอบครัว นางศรี โพธิสาร อายุ 47 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านบะยาวใต้ หมู่ที่ 10 ต.หนองยอง อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงหน้าแล้งจะมีอากาศที่ร้อน ส่งผลให้เกษตรกรทั้งหมู่บ้านนำวิกฤติจากสภาพอากาศร้อน แดดจัด นำผลผลิตมันสำปะหลัง ที่ปลูกแซมภายในสวนยางพาราที่ปลูกใหม่กว่า 20 ไร่ นำมาสับทำเป็นมันเส้น โดยใช้แรงงานในครัวเรือนแล้วนำมาตากแดดให้แห้งก่อนที่จะนำไปขาย การตากแดดใช้พื้นที่มากแต่ก็ไม่เป็นปัญหา อาศัยตากตามข้างทางหลวงทั้งสองฝั่งที่มีพื้นที่ว่าง ใช้เวลาตากประมาณ 5-7 วันขึ้นอยู่กับแดด แล้วก็นำไปจำหน่ายให้กับลานมันในพื้นที่ตกกิโลกรัมละ 4-5 บาทซึ่งแตกต่างจากการขายมันสดกิโลกรัมละ 1.40 สตางค์เท่านั้น ซึ่งการนำมันสำปะหลังมาสับแล้วตากแห้งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มมูลค่าของผลผลิตจากมันสำปะหลัง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่
ปัจจุบันแหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะทางภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณอื่นบางแห่งทั่วประเทศที่มีสภาพอากาศตอบสนองต่อการปลูกอย่างแถบพื้นที่ภาคกลางที่ราบต่ำแถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จนมีพันธุ์ที่คุ้นชื่อกันคือพันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังสามารถปลูกลิ้นจี่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น อาทิ ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1(นพ.1) ถือเป็นสายพันธ์ที่ได้จากการกลายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ดมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนนครพนม(ศวพ.นครพนม) ส่วนทางภาคตะวันออกมีจังหวัดที่ปลูกลิ้นจี่ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษาหนังสือเล่มนี้ เปรยกับคุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าได้ไปพบและทดลองชิมลิ้นจี่พันธุ์หนึ่งในงานแสดงผลไม้ โดยเจ้าของสวนบอกว่าเป็นลิ้นจี่ที่มีผลขนาดโต เนื้อแห้ง รสหวาน ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำหน่ายสร้างรายได้ก่อนเทศกาลสงกร
