พืชทำเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่แล้งและร้อน ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ปลูกมันสำปะหลังแซมในสวนยาง พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เก็บผลผลิตมันสำปะหลังที่ได้มาแปรรูปโดยการนำมันสำปะหลังสด นำมาสับมาทำเป็นมันเส้น หรือมันสำปะหลังตากแห้งตามข้างทาง เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้กับครอบครัว นางศรี โพธิสาร อายุ 47 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านบะยาวใต้ หมู่ที่ 10 ต.หนองยอง อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงหน้าแล้งจะมีอากาศที่ร้อน ส่งผลให้เกษตรกรทั้งหมู่บ้านนำวิกฤติจากสภาพอากาศร้อน แดดจัด นำผลผลิตมันสำปะหลัง ที่ปลูกแซมภายในสวนยางพาราที่ปลูกใหม่กว่า 20 ไร่ นำมาสับทำเป็นมันเส้น โดยใช้แรงงานในครัวเรือนแล้วนำมาตากแดดให้แห้งก่อนที่จะนำไปขาย การตากแดดใช้พื้นที่มากแต่ก็ไม่เป็นปัญหา อาศัยตากตามข้างทางหลวงทั้งสองฝั่งที่มีพื้นที่ว่าง ใช้เวลาตากประมาณ 5-7 วันขึ้นอยู่กับแดด แล้วก็นำไปจำหน่ายให้กับลานมันในพื้นที่ตกกิโลกรัมละ 4-5 บาทซึ่งแตกต่างจากการขายมันสดกิโลกรัมละ 1.40 สตางค์เท่านั้น ซึ่งการนำมันสำปะหลังมาสับแล้วตากแห้งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มมูลค่าของผลผลิตจากมันสำปะหลัง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่
ปัจจุบันแหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะทางภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณอื่นบางแห่งทั่วประเทศที่มีสภาพอากาศตอบสนองต่อการปลูกอย่างแถบพื้นที่ภาคกลางที่ราบต่ำแถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จนมีพันธุ์ที่คุ้นชื่อกันคือพันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังสามารถปลูกลิ้นจี่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น อาทิ ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1(นพ.1) ถือเป็นสายพันธ์ที่ได้จากการกลายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ดมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนนครพนม(ศวพ.นครพนม) ส่วนทางภาคตะวันออกมีจังหวัดที่ปลูกลิ้นจี่ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษาหนังสือเล่มนี้ เปรยกับคุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าได้ไปพบและทดลองชิมลิ้นจี่พันธุ์หนึ่งในงานแสดงผลไม้ โดยเจ้าของสวนบอกว่าเป็นลิ้นจี่ที่มีผลขนาดโต เนื้อแห้ง รสหวาน ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำหน่ายสร้างรายได้ก่อนเทศกาลสงกร
หม่อน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากเกษตรกรจะต้องบริหารจัดการแปลงหม่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ใบหม่อนที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมแล้ว การเลือกใช้พันธุ์หม่อนพันธุ์ดีก็เป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตได้ ปัจจุบันมีพันธุ์หม่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์สกลนคร พันธุ์บุรีรัมย์ 60 พันธุ์นครราชสีมา 60 พันธุ์ศรีสะเกษ 33 พันธุ์น้อย และพันธุ์คุณไพ เป็นต้น ล่าสุด ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษ กรมหม่อนไหม ได้ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์หม่อนพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 พันธุ์ คือ พันธุ์ “ศรีสะเกษ 84” (ศก 84) และประกาศให้เป็นพันธุ์หม่อนแนะนำของกรมหม่อนไหม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 นี้ คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษ ได้ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุง พันธุ์หม่อนศรีสะเกษ 84 นานถึง 19 ปี ซึ่งหม่อนพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อ พันธุ์ SRCM9105-46 เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่
นายนาโอกิ โมโตะยามะ อดีตกรรมการ สมาพันธ์การขึ้นทะเบียนสารจำกัดศัตรูพืชประเทศญี่ปุ่น แถลงข่าวความท้าทายใหม่ของเกษตรกรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรียนรู้ เข้าใจต่อการใช้สารอารักขาพืชบนรอยต่อของยุคออแกนิค จัดโดยครอปไลฟ์เอเชีย ว่า จากกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น การใช้สารอารักขาพืชและเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการเพาะปลูก สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรได้20-40% และยังช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาการทำการเกษตรลงจาก 50 ชั่วโมง (ชม.) เหลือเพียง 1.7 ชม. ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นประเทศทำการเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ญี่ปุ่นทำเกษตรอินทรีย์เพียง 0.24% เท่านั้น ที่เหลือ99%ทำเกษตรแบบวิธีปกติ ที่ใช้สารอารักขาพืชเข้ามาช่วยในการเพาะปลูก ภายใต้หลักการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ และการใช้สารอารักขาพืชของเกษตร ตามคำแนะนำของฉลาก ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการใช้สารอารักขาพืชต่อทั้งตัวเกษตรกรผู้ปลูกและผู้บริโภค “ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเห็ดชิทาเกะ จะมีสารตกค้างจากการใช้สารอารักขาพืชภายใต้การบริหารจัดการที่คุณภาพ เพียง 0.06 พีพีเอ็มเท่านั้น ซึ่งเป็นไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดโรคหรือปัญหาทางสุขภาพในต
อยู่สิงคโปร์เดือนก่อน ไปหาซื้อผักจะทำหม้อไฟกินกันที่บ้าน ซื้อผักสารพันเรียบร้อยแล้ว พากันไปดูผักไทยๆ ที่ตลาดไทยแถวย่าน Golden Mile อยากได้โหระพามาใส่ในน้ำซุป กับเอามารับประทานกับเปาะเปี๊ยะ ปกติซื้อผักหรืออะไรต่อมิอะไรจะรีบซื้อ เพราะเวลาที่สิงคโปร์เป็นเงินเป็นทอง แต่คราวนี้ได้มีเวลาพินิจพิจารณา ผักที่เคยเห็นขายกันมากมายที่เมืองไทย กับตอนที่มาปรากฏกายในร้านที่สิงคโปร์ ผักที่ขายในตลาดไทยทั่วโลก ก็จะมีเยี่ยงนี้ คือมีแทบทุกอย่างที่เมืองไทย แต่ฉันสังเกตว่าผักที่ขายในสิงคโปร์จะสดกว่า และไม่ต้องใช้ความเย็นประคบประหงมมากนัก วางไว้เฉยๆ ก็ยังสด อาจเพราะขนส่งมาไม่ไกล แต่ที่ประหลาดใจคือ แม้จะอยู่ไกลกว่ามาก แต่ราคาผักที่สิงคโปร์ไม่ได้ถูกไปกว่าผักที่ขนไปไกลถึงอเมริกา หรือยุโรป เอาอย่างง่ายสุด ตะไคร้ ที่นี่ขายมัดละ 1.5 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 40 บาท มีราว 3-4 ต้น ที่อเมริกาก็ขายราคาประมาณนี้ ชะรอยมันจะเป็นไปตามค่าครองชีพของแต่ละที่ เพราะสิงคโปร์ถูกจัดเป็นเมืองค่าครองชีพสูง (ซึ่งฉันจะเถียง หากมีโอกาสต่อไป) ดูในภาพ จะเห็นว่าแตงกวาจากเมืองไทย ขายถุงละ 40 บาท โดยประมาณ นับลูกก็ตกลูกละ 10 บาท เครื่องปรุงต้
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ผู้สื่อเดินทางไปที่บ้านโนนทรายฟอง หมู่ที่ 9 ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี เพื่อพบกับนายสุรพล และนางตุ๋ย วรรณสา อยู่บ้านเลขที่ 98 บ้านโนนทรายทอง หมู่ที่ 9 ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี สองผัวเมียที่ถูกหลอกให้ซื้อต้นกล้าดอกดาวเรือง ในราคาต้นกล้าละ 2.50 บาท จำนวน 3,000 ต้น เพื่อให้นำไปปลูกในที่นา เนื้อที่ประมาณ 2 งาน จ่ายเงินไปจำนวน 7,500 บาท หลังจากนั้นก็ได้รับต้นกล้ามาปลูก โดยคนที่มาหลอกขายบอกว่า พอต้นดาวเรืองออกดอกแล้วจะมารับซื้อไม่ต้องห่วงเรื่องตลาด และจะจัดให้มีการอบรมให้ความรู้ พร้อมมีปุ๋ย มียาฆ่าแมลงให้ด้วย ให้พวกเรามีหน้าที่ปลูกและเก็บผลผลิตขายเท่านั้น สองผัวเมีย กล่าวว่า ประมาณต้นเดือนมีนาคม มีพ่อค้านำต้นกล้าดอกดาวเรืองมาจำหน่ายให้ปลูก ในที่นาหากได้ผลผลิตแล้วจะมารับซื้อเองถึงที่เลย พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกด้วย จึงได้ตัดสินใจปลูก โดยคนที่นำต้นกล้ามาขาย ก็ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ตนจึงตัดสินใจลงมือปลูกเองทำเองทุกอย่าง และในขณะนี้สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่าย ซึ่งนำดอกดาวเรืองไปจำหน่ายที่ตลาดเมืองทองมีรายได้ประมาณเดือนละประมาณ 10,000 บาท ที
กรมหม่อนไหมร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาวิจัยสารสกัดจากดักแด้ไหม พบสารสำคัญมีฤทธิ์เทียบเท่าสารซิลเดนาฟิล(Sildenafil)หรือไวอากร้า มีส่วนช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน และช่วยการทำงานของสมอง นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการร่วมมือศึกษาวิจัยดักแด้ไหม โดยนายวิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญกรมหม่อนไหมและคณะ ร่วมกับ ผศ.ดร.สมชาย จอมดวง อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตร รศ.ดร.ปรัชญา วงศ์ทวีเลิศ และดร.ณัฐชัย ดวงนิล อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการต่อยอดศึกษาสารสกัดในดักแด้ไหมที่มีฤทธิ์ต่อร่างกาย โดยได้นำดักแด้ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ -1 และพันธุ์เหลืองสุรินทร์ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เข้าสู่กระบวนการสกัด และหลังจากตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่า ดักแด้หนอนไหมทั้งตัวผู้และตัวเมียมีฤทธิ์เทียบเท่าสารซิลเดนาฟิล(Sildenafil) หรือไวอากร้า ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือดเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น โดยเฉพาะในเพศชาย และช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศด้วย นอกจากนั้น ดักแด้ไหมยังมีคุณค่าทางอาหารสูง เช่นโปรตีน เกลือ
สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กับภารกิจในการดำเนินงานต่อจากระบบชลประทานหลักสู่การพัฒนาระบบชลประทานในไร่นา เป็นการแพร่กระจายน้ำให้ทั่วถึงทุกแปลงและมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วยงานจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและงานจัดรูปที่ดิน ซึ่งจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญของเกษตรกร หากเรามีการบริหารจัดระบบน้ำที่ดี มีการจัดรูปที่ดินที่เหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้ การจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม เป็นการจัดระบบชลประทานจากทางน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำอื่นใดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรมได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งการจัดสร้างถนนหรือทางลำเลียงในไร่นา การจัดรูปที่ดิน เป็นการดำเนินงานพัฒนาที่ดินที่ใช้เพื่อเกษตรกรรมให้สมบูรณ์ทั่วถึงที่ดินทุกแปลง เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในการผลิต โดยการรวบรวมที่ดินหลายแปลงในบริเวณเดียวกันเพื่อจัดผังจัดรูปที่ดินเสียใหม่ ให้มีการจัดระบบชลประทาน จัดสร้างถนนหรือทางลำเลียงในไร่นา การปรับระบบดิน บำรุงดิน การวางแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลการเกษตร รวมถึงการแลกเปลี่ยน การรับโอนสิทธิ์ในที่ดิน การให้เช่าซื้อที่ดิน และการอื่น
ติดทำเนียบผักขายดี ร้านก๋วยเตี๋ยวทุกร้านจำเป็นต้องใช้ทุกวัน สำหรับ “ถั่วงอก” พืชราคาไม่สูงมากแต่อุดมด้วยไปคุณค่าทางโภชนาการ แถมปลูกง่าย โตไวทำเงินดี ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็สามารถปลูกได้ เฮียเอี่ยม หรือคุณวันทัสน์ รติขจรพันธุ์ ชายหนุ่มวัย 59 ปี ยึดอาชีพเพาะถั่วงอกขายมาตลอดทั้งชีวิตปัจจุบันเพาะถั่วงอกปลอดสารบนเนื้อที่ 400 ตารางวา ย่านคลอง 13 หนองจอก กรุงเทพมหานคร เก็บผลผลิตส่งขายตลาดทุกวันราว 2 – 3 ตัน มีรายได้วันละ 20, 000 บาท โดยเฉลี่ยยังไม่หักต้นทุน จะมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท เฮียเอี่ยม เท้าความกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่มีอาชีพเพาะถั่วงอกขาย เดิมรุ่นพ่อแม่เพาะถั่วงอกอยู่ที่ย่านดินแดงนาน 20 ปี จนกระทั่งกรมทรัพยากรน้ำสั่งห้ามใช้น้ำบาดาลเลยย้ายมาอยู่ย่านคลอง 13 หนองจอก เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี “ตอนเพาะถั่วงอกอยู่ที่ดินแดงใช้น้ำบาดาล ประกอบกับท่อน้ำบาดาลแตก กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล เลยย้ายมาอยู่คลอง 13 ย่านหนองจอก เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี เป็นน้ำคลองชลประทานที่ไหลมาจากเขื่อนจังหวัดชัยนาท ก่อนนำมาใช้รดถั่ว
คุณฉัตรพล หมีไพร หรือ คุณตุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มี คุณฐิติมา แจ่มนิยม หรือ คุณหนู เป็นภรรยา มีบุตรชาย 1 คน คุณตุ้ม เล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเป็นวิศวกรโรงเหล็กแม่พิมพ์รถยนต์ที่จังหวัดสมุทรปราการ พื้นเพที่บ้านเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนคุณหนูเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่บ้านทำสวนมะลิ ทั้งคุณตุ้มและคุณหนูมีความชอบในการปลูกต้นไม้เหมือนกัน มีเป้าหมายในชีวิตที่จะประกอบอาชีพอิสระ มีอาชีพเป็นของตัวเอง เป็นนายของตัวเอง และยืนด้วยตัวของตัวเอง จึงปรึกษาหารือกันได้ข้อสรุปที่จะหันมาทำสวนมะลิในพื้นที่ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เริ่มทำสวนมะลิเมื่อปี 2556 ในพื้นที่ 3 ไร่ เมื่อตัดพื้นที่ถนน ทางเดิน ร่องน้ำ แล้วเหลือพื้นที่ที่ปลูกต้นมะลิประมาณ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 4,500-5,000 ต้น/ไร่ ต้นละประมาณ 25 บาท ไม่ปลูกแน่นจนเกินไป เพราะช่วยลดการเกิดโรค การเกิดเชื้อรา การอยู่อาศัยของแมลง อีกทั้งสะดวกในการจัดการดูแล แรกเริ่มยังขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านการทำการเกษตร อาศัยการสอบถามบิดาคุณหนูบ้า
