MOST POPULAR
ในยุคที่ปุ๋ยแพงจนแบกต้นทุนไม่ไหว ทางรอดเดียวของเกษตรกรคือการพึ่งพาตัวเอง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านพาไปเปิดสูตรปุ๋ยอินทรีย์สารพัดประโยชน์จาก คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ (ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2558) เกษตรกรชาวสวนผลไม้ชั้นครูจากจังหวัดระยอง สูตรนี้ทำง่าย และตอบโจทย์คนรักต้นไม้ที่สุด เพราะผสมครั้งเดียวสามารถบำรุงได้ ทั้งพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ยันไม้กระถางในบ้าน ทำอย่างไรมาดูกัน วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ มีกระบวนการผลิต ดังนี้ 1.1 มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ส่วน 1.2 แกลบดำ 1 ส่วน 1.3 อินทรียวัตถุอื่นๆ ที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว และขุยมะพร้าว เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ส่วน 1.4 รำละเอียด 1 ส่วน 1.5 นำน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน+น้ำตาล 1 ส่วน + น้ำ 100 ส่วน คนจนละลายเข้ากันดี 1.6 กระสอบป่านเก่าๆ สำหรับคลุมปุ๋ยที่ผสมแล้ว 1.7 จอบ 1.8 พลั่ว และ 1.9 ฝักบัวรดน้ำ 2.1 เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือถ้าเป็นพื้นดินให้ปูผ้ายางเพื่อป้องกันปุ๋ยซึมลงดิน 2.2 นำเอาวัสดุต่างๆ มากองซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี 2.3 เอาส่วนผสม
“ผักเหลียง” ได้ชื่อว่าเป็นราชินีผักพื้นบ้านภาคใต้ เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นำไปประกอบอาหารได้สารพัดเมนู เช่น ผัดผักเหลียงใส่ไข่ ผักเหลียงต้มกะทิ หรือแกงเลียงผักเหลียงใส่กุ้ง ฯลฯ เมนูผักเหลียงมีรสชาติอร่อยแถมอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ผักเหลียง100 กรัม มีเส้นใยอาหารสูง วิตามินซีและให้เบต้าแคโรทีนสูง มากกว่าผักบุ้งไทย 5-10 เท่า ทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง และควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือดได้อีกด้วย ทั้งเป็นพืชสมุนไพร ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา แก้โรคซางในเด็ก ส่วนยางจากลำต้นช่วยบำรุงผิวหน้าขาวใส เหลียงใบใหญ่ พืชทำเงิน ผักเหลียง เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1-2 เมตร ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ดูแลง่าย ปลูกเพียง 2 ปี สามารถเก็บยอดของผักเหลียงมารับประทานหรือขายได้ ผักเหลียงมีหลายสายพันธุ์ เดิมเกษตรกรนิยมปลูกผักเหลียงใบเล็ก แต่ทุกวันนี้ เกษตรกรหันมาปลูกผักเหลียงใบใหญ่มากขึ้นเพราะมีขนาดใบใหญ่ รสชาติหวาน มัน สามารถแตกยอดและเก็บผลผลิตได้ทั้งปี ตลาดในพื้นที่ภาคใต้มีความต้องการสูงไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัมต่อวัน ผักเหลียงใบใหญ่ เดิมทีเป็นผักพื้นบ้านของอินโดนีเซีย ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเ
เกษตรผสมผสาน คือระบบการผลิตทางการเกษตรที่รวมเอาการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เข้าไว้ด้วยกันในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยมีการจัดการระบบนิเวศอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน คุณสมพรชัย องอาจ เป็นคนที่ชอบทำเกษตรมาตั้งแต่สมัยเด็ก ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็จะทำเรื่อยๆ แบบทีละเล็กละน้อย ต่อมาเมื่อเข้าสู่ชีวิตคู่จึงได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครปฐมกับภรรยา ก็จะประกอบอาชีพเพาะเห็ด เลี้ยงกบ และตลาดจนการปลูกไม้ผลต่างๆ ไปด้วย คุณสมพรชัย เล่าว่า “ช่วงนั้นก็ไปอยู่ที่นครปฐมก่อน เราก็จะไปปลูกพวกไม้ผลต่างๆ เอาไว้ ต่อมาก็ผลิตกิ่งพันธุ์ขาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ม่อนเบอรี่ หน่อกล้วยทำหมด คราวนี้พอช่วงที่บึงกาฬเริ่มมีการปลูกยางพารามากขึ้น ก็เลยย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งบริเวณรอบบ้านมันจะมีพื้นที่อยู่ประมาณ 1 ไร่ เราก็คิดว่า ต้องหาอะไรมาทำให้เกิดประโยชน์ และสร้างเงินให้เราให้ได้ ก็ทำแบบผสมผสานไปเลยน่าจะดี” เนื่องจากพื้นที่บ้านของเขาไม่สามารถที่จะทำบ่อสำหรับเลี้ยงปลาได้ เขาจึงได้เลือกเลี้ยงกบแทน โดยนำกบที่อยากเลี้ยงมาออกแบบให้อยู่ในกระชังบก ที่การเลี้ยงไม่มีอะไรยุ่งยากเพียงแค่ใส
ทุกวันนี้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยหรือผู้ที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว อาหารถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิต หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามกับวัตถุดิบที่อยู่บนจานว่า ปลอดภัยจริงหรือไม่? และมีคุณค่าทางโภชนาการมากเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพหรือเปล่า คำถามเหล่านี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณเต้-อัญชรี อัสววิมล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2569 อดีตพยาบาลที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล มาเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพให้ผู้คนได้บริโภค หลังจากที่สามีล้มป่วย คุณเต้จึงหันมาให้ความสำคัญกับอาหารต้นทาง และเชื่อว่าการมีวัตถุดิบที่ปลอดภัยคือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี จาก 4 ไร่ สู่ฟาร์มต้นแบบ ผลิตผักมาตรฐาน Organic Thailand คุณเต้ เล่าให้ฟังว่า เดิมประกอบอาชีพพยาบาล ก่อนจะออกจากงานมานานเป็น 10 ปี โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสามีป่วย ทำให้เริ่มศึกษาเรื่องอาหารและการผลิตวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสารเคมีอย่างจริงจัง “ตอนนั้นประมาณปี 2559 ถือว่าจริงจังเลย ที่จะทำแปลงปลูกผักอินทรีย์ ก็เลยมาปรับพ
