สุพรรณบุรี ผุดโครงการ “เส้นทางตามรอยทวารวดี มีดีต้องโชว์” เปิดการท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ เพื่อกระตุ้นรายได้ให้กับชุมชน กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม)
นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า กิจกรรมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ “เส้นทางทวารวดี มีดีต้องโชว์” ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ในครั้งนี้เพื่อเป็นการรื้อฟื้นเส้นทางความเจริญตั้งแต่ในอดีตในสมัยทวารวดี ซึ่งเชื่อมโยงกันใน 4 จังหวัดปัจจุบันคือสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรีและ นครปฐม เพื่อให้คนรุ่นหลังหรือนักท่องเที่ยวได้เข้าไปศึกษา เข้าไปท่องเที่ยว เข้าไปเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม เเละรำลีกถึงความเจริญที่ผ่านมา ที่สำคัญกิจกรรมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวใน 4 จังหวัดดังกล่าวได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ เข้ามาเยี่ยมชม สถานที่สำคัญต่างๆในสมัยทวารวดี เพื่อนำไปเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจ
ด้านนายธนเสฏฐ์ สุชามาลาวงษ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดสุพรรณของเรามีเงินรายได้จากการท่องเที่ยวปีละหลายพันล้าน การให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นเรื่องจำเป็น โดยตนมั่นใจว่าเมื่อกิจกรรมดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปผ่านสื่อมวลชน ผ่านผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว จะต้องมียอดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมในจังหวัดสุพรรณบุรีกันมากขึ้นอย่างแน่นอน
“เรามีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้ ทั้งที่มนุษย์คิดค้นและสร้างขึ้นมาเอง ที่สำคัญจังหวัดของเราอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร เดินทางแค่ชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ว ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงไหลเข้ามาเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีตลอดเวลา ซึ่งกิจกรรม “เส้นทางทวารวดี มีดีต้องโชว์” ก็จะเป็นการกระตุ้น เป็นการส่งเสริมด้านการตลาดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีมากขึ้นแน่นอน” หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรีระบุ
ขณะที่นางสาวระพีพร คำสกุล ผู้แทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า จะมีการจัดทำหนังสือเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงสี่จังหวัด โดยรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมาอยู่ในที่เดียวกันเพื่อสะดวกกับนักท่องเที่ยวในการพกติดตัวเป็นข้อมูลในการท่องเที่ยว “เส้นทางตามรอยทวารวดีมีดีต้องโชว์”
แนวคิดการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์“เส้นทางตามรอยทวารวดีมีดีต้องโชว์” กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม) เป็นการนำแนวคิดการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว เครือข่ายท่องเที่ยว สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปได้เข้าถึง แหล่งท่องเที่ยวทวารวดีทั้งสี่จังหวัดอย่างลึกซึ้งและสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงแค่ไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นแล้วกลับมาเปล่าๆ แต่จะเน้นให้การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างของสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ด้วย
MOST POPULAR
“ปูทะเล” ถือเป็นเมนูโปรดอันดับต้นๆ ในใจของสายอาหารทะเล และมีมูลค่าทางการตลาดสูงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันประเทศไทยได้พัฒนาการเลี้ยงปูทะเลเชิงพาณิชย์ไปไกลมาก ทั้งรูปแบบ การเลี้ยงในบ่อดิน, การเลี้ยงในกระชัง, การเลี้ยงในกล่องหรือพลาสติกหลุม (ระบบน้ำหมุนเวียน) รวมไปถึงการพัฒนาระบบการเลี้ยงเรื่อยมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มทุนมากที่สุด จนกระทั่งก้าวมาสู่ระบบ “การเลี้ยงปูคอนโด” นวัตกรรมย่อขนาดพื้นที่ที่ช่วยแก้โจทย์เรื่องอัตรารอด ลดการจับคู่ต่อสู้กินกันเอง ประหยัดพื้นที่ได้มหาศาล และกลายเป็นโมเดลสร้างผลตอบแทนสุดคุ้มค่าให้กับผู้เลี้ยงในยุคนี้ น้าดอน-ปริญญ์ อำนวยสิทธิโชค เจ้าของ “ฟาร์มปูน้าดอนชลบุรี” ตั้งอยู่ในตำบลบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี อดีตหนุ่มโรงงาน ผันตัวเป็นเกษตรกรเลี้ยงปูทะเล ต้องผ่านการลองผิดลองถูกและเริ่มต้นจากความล้มเหลว แต่ด้วยหัวใจของนักสู้ จึงมุ่งมั่นทดลองระบบเลี้ยงปูคอนโดจนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง ในอนาคตเตรียมวางแผนขยายพื้นที่การเลี้ยง พร้อมต่อยอดเปิดเป็นศูนย์อบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจนำไปประกอบเป็นอาชีพต่อไป น้าดอ
ส.ป.ก.ดำเนินโครงการขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมสู่มิติใหม่อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้จัดสรรที่ดิน” สู่ “ผู้มอบโอกาส” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงแหล่งทุน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ภารกิจเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้มีที่ทำกินเพื่อยังชีพอย่างพอเพียงและยั่งยืน โดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยนำที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่รัฐซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่า หรือเข้าทำประโยชน์ และให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผ
“ ผมล้างหนี้ 10 ล้านได้ เพราะรายได้จากฟาร์มเห็ดนี่แหละ เห็ด เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและทำเงินดีมาก ” เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของคุณศักดิ์ชัย พลชัย เจ้าของสวนเห็ดตระการ อำเภอตระการพืชผล จังหวัด อุบลราชธานี เห็ด พืชเศรษฐกิจทำเงิน คุณศักดิ์ชัยเล่าให้ฟังว่า ผมเป็นคนนครปฐมทำไร่ทำนาเป็นหลัก ต่อมาหันมาทำฟาร์มเห็ด สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จึงนำผลกำไรจากธุรกิจฟาร์มเห็ดไปต่อยอดธุรกิจหลายอย่าง ลงทุนทำธุรกิจใหม่ด้วยความไม่ชำนาญ ทำให้ธุรกิจล้มเหลว มีภาระหนี้สินก้อนโตถึง 10 ล้านบาทในปี 2539 จึงตัดสินใจย้ายถิ่น มาทำมาหากินที่จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยเงินทุนติดกระเป๋า 500 บาทกับรถเก๋งเก่าๆ 1 คัน คุณศักดิ์ชัยใช้เงินทุนหลักร้อยทำธุรกิจซื้อมาขายไป สะสมผลกำไรไปเรื่อยๆ ช่วงปี 2541 -2542 ตัดสินใจทำธุรกิจฟาร์มเห็ดอีกครั้งโดยใช้พื้นที่เล็กๆ ข้างบ้านเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม จำนวน 1,000 ก้อน ขายเห็ดในชุมชนรอบบ้านเป็นหลัก ต่อมาเพิ่มสินค้าตัวใหม่คือ เห็ดขอนขาว ฟาร์มแห่งนี้ขายเห็ดสดคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด กิจการก้าวหน้า มีรายได้หลักแสนในระยะเวลา 4-5 ปีต่อมา ทุกวันนี้ สวนเห็ดตระการ ดำ
ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ปี 2569–2570 ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งปัญหาฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลง ซึ่งอาจยืดเยื้อถึง 2 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งยกระดับศักยภาพ อาสาสมัครเกษตร (อกษ.) และ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ให้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูล ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ เพื่อเสริมความพร้อมรับมือสถานการณ์และลดผลกระทบต่อเกษตรกร นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาอาสาสมัครเกษตรในยุคปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับศักยภาพรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็น “เกษตรกรอัจฉริยะ” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคีเครือข่าย ให้มีทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือดิจิทัล และทักษะด้านการบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาส
