ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 จะมาถึง คำถามสำคัญที่สังคมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ วันนี้เกษตรกรไทยกำลังเผชิญ ท่ามกลางความผันผวนรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ราคาพืชผลที่ไม่แน่นอน ภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงนโยบายภาครัฐที่หลายครั้งยังไม่สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น
เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตอาหารให้ประเทศ กำลังเผชิญภาวะ “จนมุม” มากกว่าที่เคยเป็นมา รายได้ไม่สมดุลกับต้นทุน ความเสี่ยงสูงขึ้นทุกฤดูกาลเพาะปลูก ขณะที่ความช่วยเหลือเชิงโครงสร้างยังไม่ชัดเจน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นรัฐบาลใหม่ แต่คือ รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างไร และจะเริ่มต้นตรงไหน
Technologychaoban – เทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับ มติชน TV เปิดเวทีเพื่อพี่น้องชาวเกษตร ฟังข้อเสนอ นโยบายที่อยากเห็นความหวังที่อยากฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ใช่แค่ ‘สัญญา’ ในวันหาเสียง แต่ต้องเป็น ‘ทางรอด’ ที่จับต้องได้ ผ่านตัวแทนทั้ง 3 ภาคส่วนทรงพลังในการขับเคลื่อนรากฐานเกษตรไทย
ท่ามกลางบริบทการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง ประเด็นภาคเกษตรไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนโยบายในสภา หากแต่เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากเกษตรกรในหลากหลายพื้นที่กำลังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาผลผลิตที่ผันผวน ไปจนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

เวทีเสวนาโต๊ะกลมครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมรับฟังข้อเท็จจริง แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมกันถกหาทางออก โดยผู้ร่วมเสวนาล้วนเป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในภาคการเกษตรจริง และทำหน้าที่เชื่อมโยงเสียงของเกษตรกรจากพื้นที่สู่ระดับนโยบาย
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย
- คุณหนุ่ม – เอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย
- คุณเขียว – นพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์
- คุณพ็อต – อภิวรรษ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง จังหวัดราชบุรี
ไม่ใช่แค่เสียงบ่น แต่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศ รวมปัญหาจากภาคเกษตร ถึงรัฐบาลใหม่ต้องรู้

สมรภูมิกุ้งไทย–กุ้งอินเดีย แข่งราคาดุเดือด สถานะล่าสุดของอุตสาหกรรมกุ้งไทย
คุณเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า ในช่วงหนึ่ง “กุ้งไทย” เคยเป็นสินค้าแชมป์เปี้ยนของภาคการเกษตรไทย โดยในปี 2565 ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกกุ้งสูงกว่า 120,000 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในไม่กี่สินค้าเกษตรที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกินระดับแสนล้านบาท ต่อปี ควบคู่กับสินค้าเกษตรหลักบางชนิด เช่น ทุเรียนและข้าว
ในขณะเดียวกัน ปี 2565 ยังเป็นปีที่ประเทศไทยครองตำแหน่ง ผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก โดยในช่วงเวลานั้น แม้ประเทศผู้ผลิตในทวีปอเมริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นเอกวาดอร์ ชิลี และเปรู รวมกันทั้งทวีป ก็ยังไม่สามารถส่งออกกุ้งได้ในปริมาณมากกว่าประเทศไทยเพียงประเทศเดียว เช่นเดียวกับเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับสองและสามในขณะนั้น เมื่อนำตัวเลขมารวมกัน ก็ยังไม่สามารถเทียบกับศักยภาพของกุ้งไทยได้
สะท้อนให้เห็นว่า ในอดีต อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง และเป็น “โปรดักต์แชมป์เปี้ยน” ที่สร้างชื่อให้ประเทศในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเผชิญกับปัญหาโรคระบาดรุนแรง ซึ่งแพร่กระจายต่อเนื่องจากประเทศจีน ไปยังเวียดนาม และเข้าสู่ประเทศไทยในเวลาต่อมา ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม
จากเดิมที่ประเทศไทยเคยมีปริมาณผลผลิตกุ้งสูงถึงประมาณ 610,000–640,000 ตันต่อปี ตัวเลขผลผลิตกลับลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงราว 300,000 ตัน และลดลงต่อเนื่องจนอยู่ในระดับประมาณ 250,000–270,000 ตันต่อปี ในปัจจุบัน
คุณเอกพจน์ยังระบุอีกว่า “นับตั้งแต่กราฟผลผลิตดิ่งลงจากวิกฤตโรคระบาดในครั้งนั้น จนถึงวันนี้ อุตสาหกรรมกุ้งไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับเดิมได้ และยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในการรักษาศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก”

เกษตรกรรายย่อยกับทางรอด “ข้าวไทย” วันนี้…สถานการณ์ไปถึงไหนแล้ว?
คุณนพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบข้าวไทยว่า เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะการปล่อยปละละเลยของหน่วยงานภาครัฐต่อการลักลอบนำพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูกในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 5 ปีแล้ว โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวจากประเทศเวียดนาม
การนำพันธุ์ข้าวเข้ามาปลูกแทบไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการจับกุม และไม่มีมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง ทั้งที่ตามกฎหมาย พันธุ์ข้าวจัดอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมพันธุ์พืช การนำเข้าและจำหน่ายต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการใช้วิธีเลี่ยงกฎหมาย ผ่านการจดทะเบียนในลักษณะ “สวมสิทธิ” ใช้ชื่อพันธุ์หนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
จากเดิมที่พบการลักลอบนำเข้าพันธุ์ข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก ปัจจุบันยังพบพันธุ์จากประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย เข้ามาแพร่หลายในพื้นที่ปลูกข้าวของไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการปะปนของสายพันธุ์ในแปลงนาอย่างกว้างขวาง และกระทบโดยตรงต่อระบบเมล็ดพันธุ์ของประเทศ
คุณนพดล อธิบายว่า “เมื่อพันธุ์ข้าวปะปนกันมากขึ้น ชาวนาจึงไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้เหมือนในอดีต และจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล เพราะคุณภาพพันธุ์ไม่คงที่ อีกทั้งยังทำให้คุณภาพข้าวไทยโดยรวมลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีฐานทรัพยากรพันธุกรรมข้าวที่เข้มแข็ง และมีพันธุ์ข้าวที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก หากนับเฉพาะพันธุ์ที่มีการใช้ประโยชน์ในเชิงการผลิตจริงก็มีมากกว่า 4–5 พันธุ์ และเมื่อรวมพันธุ์ข้าวที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวพัฒนาขึ้นในประเทศ ก็มีมากถึงหลายสิบสายพันธุ์ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของข้าวไทยในการแข่งขันในตลาดนานาชาติได้”
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าทิศทางการผลิตข้าวของไทยในปัจจุบันกลับจำกัดอยู่เพียงไม่กี่รูปแบบ โดยเน้นการปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวแข็งเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ความต้องการของชาวนาในพื้นที่คือ “ผลผลิตต่อไร่” ที่สูงขึ้น เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนการผลิต เมื่อผลผลิตของพันธุ์ข้าวไทยบางชนิดไม่ตอบโจทย์ในระยะสั้น ชาวนาจึงหันไปเลือกใช้พันธุ์ข้าวจากต่างประเทศที่ให้ผลผลิตสูงกว่า แม้จะยังไม่มีการพูดถึงเรื่องคุณภาพข้าว ความเหมาะสมต่อการบริโภค หรือทิศทางตลาดในระยะยาวอย่างจริงจัง
คุณนพดล ยกตัวอย่างว่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำนาปัง ปัจจุบันมีการปลูกข้าวพันธุ์จากต่างประเทศมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบพันธุ์ข้าวของไทยกำลังเผชิญความเปราะบาง และหากยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดและเป็นระบบมากกว่านี้ อาจกระทบต่อความมั่นคงทางเมล็ดพันธุ์และภาพลักษณ์ข้าวไทยในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คุณภาพข้าว” คือกระดุมเม็ดแรกของทั้งระบบ หากจุดนี้พลาด ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวทั้งหมด เพราะในเชิงปริมาณการผลิต ไทยไม่อาจแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้อยู่แล้ว จุดแข็งที่แท้จริงของข้าวไทยจึงควรอยู่ที่คุณภาพของเมล็ด ความสวยงาม และคุณลักษณะเฉพาะของพันธุ์
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง แม้ข้าวไทยหลายสายพันธุ์จะมีคุณภาพดี แต่กลับให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ และยังมีข้อจำกัดด้านความต้านทานโรค เมื่อพิจารณาย้อนกลับไป จะเห็นว่าพันธุ์ข้าวจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถูกประกาศใช้ได้เพียง 2–3 ปี ก็ต้องถูกยกเลิก และมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่เข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน คุณนพดลยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าว กลับมีผลงานออกสู่ภาคสนามค่อนข้างจำกัด แม้ในปีที่ผ่านมา จะมีการเปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่มากกว่า 10 สายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ตลาด และไม่ได้รับการยอมรับหรือถูกนำไปใช้แพร่หลายในพื้นที่ปลูกจริง โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งยังคงประสบปัญหาการเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่สอดคล้องกับทั้งสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาดเช่นเดิม

ไม้ผลไม่ใช่แค่ปลูกแล้วรอขาย เปิดปัญหาที่เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับวันนี้
คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง จังหวัดราชบุรี สะท้อนว่า หากจะมองปัญหาภาคเกษตรให้ลึกกว่าประเด็นเรื่องพันธุกรรมพืช สิ่งที่ฝังรากอยู่ในโครงสร้างของสังคมเกษตรไทยมาอย่างยาวนาน คือปัญหา “โครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร” โดยเฉพาะเรื่องดินและน้ำ
ได้ยกตัวอย่างจากพื้นที่ของตนเองในอำเภอจอมบึง ซึ่งเป็นหนึ่งในอำเภอที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมากที่สุดของจังหวัดราชบุรี แต่กลับอยู่นอกเขตชลประทานทั้งหมด นั่นหมายความว่า เกษตรกรในพื้นที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก และไม่สามารถจัดการน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้อย่างเป็นระบบ
ในความเป็นจริง เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่ถือครองขนาดเล็ก เพียง 5–15 ไร่ และไม่เกิน 100 ไร่ เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทาน จึงไม่สามารถทำเกษตรแบบผสมผสานหรือปลูกพืชหลากหลายชนิดได้ จำเป็นต้องปลูกพืชตามฤดูกาล และมักจำกัดอยู่เพียงพืชเชิงเดี่ยว เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ หากเดินทางเข้าไปในชุมชนเกษตรเหล่านี้ จะเห็นภาพของไร่อ้อยและไร่มันที่แห้งเฉาในช่วงหน้าแล้ง เพราะเกษตรกรไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรอฤดูกาลฝน
“เกษตรกรรายย่อยมีความหวังในการสร้างรายได้เพียงปีละครั้ง จากการเพาะปลูกเพียงรอบเดียว เนื่องจากไม่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ระบบไร่นาสวนผสมจึงแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ อีกประเด็นสำคัญที่มองว่าเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของเกษตรกร คือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อราวสิบปีก่อน ในช่วงเย็นราวห้าโมง อุณหภูมิยังอยู่ในระดับที่สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ แต่ในปัจจุบัน อุณหภูมิช่วงเวลาเดียวกันกลับพุ่งสูงกว่า 41 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง ความแปรปรวนของฤดูกาลทำให้รูปแบบอากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฤดูฝนไม่แน่นอน ฤดูหนาวสั้นลง และเกิดสภาพอากาศผิดฤดูกาล ทั้งเช้าหนาว กลางวันร้อน และเย็นมีฝนตกในวันเดียวกัน ส่งผลให้พื้นที่ที่เคยเพาะปลูกได้ กลับไม่สามารถทำการเกษตรได้เหมือนเดิม” คุณอภิวรรษ กล่าว
สำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทานอย่างไร่ของคุณอภิวรรษเอง การอยู่รอดจำเป็นต้องแลกมาด้วยต้นทุนส่วนตัว เขาต้องสละพื้นที่ทำกินถึงหนึ่งในสี่ของแปลง เพื่อขุดสระเก็บน้ำฝนไว้ใช้ตลอดปี เนื่องจากไม่มีระบบส่งน้ำจากรัฐรองรับ ขณะที่เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถลงทุนขุดสระหรือเจาะบ่อบาดาลได้ เพราะต้องใช้เงินหลายแสนบาท
“เมื่อชาวบ้านไม่มีน้ำ ก็จำเป็นต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำได้เพียงอ้อยกับมันสำปะหลังเท่านั้น นอกจากปัญหาน้ำแล้ว คุณอภิวรรษยังสะท้อนถึงผลกระทบจากภาวะคลื่นความร้อน หรือ Heat Wave ซึ่งรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เกษตรกรจะมีน้ำสำหรับรดต้นไม้ แต่ในช่วงเดือนเมษายน อุณหภูมิที่พืชต้องเผชิญจริงในพื้นที่กลางแจ้ง สามารถสูงแตะระดับเกือบ 60 องศาเซลเซียส เมื่อวัดจากอุณหภูมิสะสมบนผิวดินและผิวใบพืช อุณหภูมิระดับดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อพืชเท่านั้น แต่ยังทำให้แรงงานในภาคเกษตรทำงานได้ยากขึ้นอย่างมาก และหลายครั้ง แม้จะมีน้ำเพียงพอ ก็ไม่สามารถช่วยให้พืชทนต่อความร้อนรุนแรงได้
คุณอภิวรรษ ยังเชื่อมโยงปัญหาไปถึงเรื่องพันธุกรรมพืช โดยตั้งข้อสังเกตว่า พันธุ์พืชในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยถูกพัฒนาให้มุ่งเน้นผลผลิตต่อไร่สูงเป็นหลัก แต่กลับมีความอ่อนแอด้านความทนทานต่อโรค สภาพแวดล้อม และความแปรปรวนของอากาศ
“ทำไมการพัฒนาสายพันธุ์จึงมุ่งให้ได้ผลผลิตสูงอย่างเดียว แต่ไม่พัฒนาให้พืชมีความแข็งแรง ทนแล้ง ทนร้อน และอยู่กับสภาพพื้นที่จริงได้” คุณอภิวรรษตั้งคำถาม
ขณะเดียวกัน คุณอภิวรรษยังสะท้อนถึงการเลือนหายไปของพันธุกรรมท้องถิ่นในอดีต ซึ่งเคยมีความแข็งแรงและพึ่งพาธรรมชาติได้มากกว่า เช่น ฟักทองหรือข้าวโพดพื้นบ้าน ที่สามารถปลูกได้ง่าย แทบไม่ต้องดูแลมาก และรอเพียงวันเก็บเกี่ยว แตกต่างจากระบบการปลูกพืชในปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตและการจัดการที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกปี
หนี้ชาวนา วิกฤตแค่ไหน? เมื่อรายได้ไม่พอใช้ หนี้กลายเป็นกับดักชีวิตเกษตรกร
คุณนพดล เล่าว่า สถานการณ์หนี้สินของเกษตรกร โดยเฉพาะในกลุ่มชาวนา ขณะนี้เข้าขั้น “วิกฤต” อย่างแท้จริง จากข้อมูลภาคสนามพบว่า เกษตรกรจำนวนมากกำลังถูกดำเนินคดีบังคับคดีจากภาระหนี้สะสม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในแต่ละเดือนมีผู้ถูกบังคับคดีมากกว่าร้อยราย กระบวนการบังคับคดีดังกล่าว ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องจำใจขายทรัพย์สินและที่ดินทำกินของตนเอง เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ ผ่านกระบวนการขายทอดตลาดในพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสีย “พื้นที่ทำกิน” ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำรงชีวิตในระยะยาวอีกด้วย
คุณเอกพจน์ สะท้อนภาพสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งไทยว่า ปัจจุบันโครงสร้างการผลิตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เกษตรกรรายย่อยจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบการเลี้ยงกุ้ง และไม่สามารถยืนอยู่ในอุตสาหกรรมได้เช่นเดิม จากเดิมที่ประเทศไทยเคยมีปริมาณผลผลิตกุ้งสูงถึงประมาณ 640,000 ตันต่อปี ปัจจุบันกลับเหลือเพียงราว 270,000 ตัน หรือหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่ได้อยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อยอีกต่อไป หากแต่กำลังถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการรายใหญ่หรือกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในการลงทุนและรับความเสี่ยงเท่านั้น
คุณอภิวรรษ สะท้อนมุมมองต่อปัญหาหนี้สินของเกษตรกรว่า แม้ “หนี้” จะเป็นปัญหาใหญ่ที่กดทับชีวิตเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในความเป็นจริง ยังมีปัญหาที่รุนแรงและลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น นั่นคือ “การสูญเสียเกษตรกร” ออกจากภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการที่เกษตรกรต้องเลิกอาชีพ คือการสูญเสีย “ที่ดินทำกิน” ของเกษตรกรเอง เมื่อภาระหนี้สินนำไปสู่การถูกบังคับคดีและการยึดที่ดิน ทรัพย์สินและมรดกที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนจึงถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับผู้ถือครองรายอื่น ซึ่งไม่ใช่เกษตรกรรายย่อยดังเช่นในอดีต
โดยตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดผู้ประกอบการรายใหญ่จึงสามารถอยู่รอดได้ในระบบการเกษตรปัจจุบัน ขณะที่เกษตรกรรายย่อยกลับทยอยหลุดออกจากระบบ และต้นตอของปัญหานั้นอยู่ตรงไหน
คุณอภิวรรษยกตัวอย่างจากกรณีการทำนา ซึ่งมักมีคำกล่าวกันว่า หากปลูกข้าวแล้วให้ผลผลิตไม่ถึงไร่ละ 1 ตัน ก็ไม่สามารถอยู่ได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทานที่สามารถผลิตข้าวได้ต่อเนื่อง หากสมมติว่าข้าวขายได้ในราคาตันละ 7,000 บาท เขาตั้งคำถามกับชาวนาว่า เคยคำนวณต้นทุนการผลิตจริงตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวหรือไม่
เมื่อทดลองแยกรายการต้นทุนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นค่าไถดะ ไถแปร ไถพรวน ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าสารเคมี ค่าปุ๋ย และค่าแรงงาน เมื่อนำมารวมกันแล้ว กลับพบว่า แม้จะขายข้าวได้ในปริมาณไร่ละ 1 ตัน รายได้เพียง 7,000 บาทต่อไร่ แต่ต้นทุนกลับสูงถึงประมาณ 6,950 บาทต่อไร่
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ระบบการผลิตข้าวของเกษตรกรรายย่อยในปัจจุบันแทบไม่เหลือพื้นที่ให้มีกำไร และยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของอาชีพเกษตรกรรมที่กำลังผลักให้ชาวนาจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบในที่สุด
ทางรอดเกษตรไทยอยู่ตรงไหน?
คุณนพดล สะท้อนมุมมองว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ ภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยซึ่งมีระบบนิเวศทางการเกษตรแตกต่างกันอย่างหลากหลาย การกำหนดกฎระเบียบหรือมาตรการเชิงนโยบายแบบเหมารวม จึงไม่สามารถตอบโจทย์พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณนพดลยังย้ำอีกว่า ภาครัฐควรหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงพื้นที่อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะในระดับพื้นที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเกษตรตำบล หน่วยงานพาณิชย์ หน่วยงานด้านน้ำประปา และการไฟฟ้า ซึ่งต่างมีข้อมูลพื้นฐานอยู่ในมือ
“สิ่งที่ควรทำคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาบูรณาการร่วมกัน ตั้งแต่ข้อมูลปริมาณการผลิตข้าวในแต่ละพื้นที่ แต่ละฤดูกาล แต่ละสายพันธุ์ ไปจนถึงปลายทางตลาดว่า จะจำหน่ายให้ใคร และในช่วงเวลาใด หากหน่วยงานระดับจังหวัดสามารถจัดทำฐานข้อมูลเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดปัญหาการผลิตล้นตลาดและการขายผลผลิตไม่ได้ เพราะในความเป็นจริง ภาครัฐมีข้อมูลการขึ้นทะเบียนเพาะปลูกของเกษตรกรทั่วประเทศอยู่แล้ว จึงสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และวางแผนเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น” คุณนพดล กล่าว
คุณอภิวรรษ กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น “ข้าวทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและรสชาติ “ส้มบางมด” ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น รวมถึง “ทุเรียนนนทบุรี” ซึ่งถือเป็นผลผลิตชั้นเลิศของประเทศ
พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่พิเศษที่มีเงื่อนไขทางภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และระบบนิเวศที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ และเป็นฐานสำคัญของการสร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูงในเวทีโลก หากมีการนำพื้นที่ซึ่งเป็น “ที่สุดของโลก” เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมอื่นที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่ ย่อมถือเป็นการใช้ทรัพยากรเชิงพื้นที่อย่างไม่ตรงวัตถุประสงค์ และอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
คุณเอกพจน์ สะท้อนว่า ประเทศไทยควรมีการกำหนดโซนนิ่งการใช้พื้นที่เกษตรอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายพื้นที่มีความได้เปรียบเชิงภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกมาแต่ดั้งเดิม เป็นพื้นที่ซึ่งบรรพบุรุษคัดเลือกไว้แล้วว่าเหมาะสมและให้ผลดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพื้นที่ซึ่งถือเป็นจุดแข็งด้านการผลิตกลับถูกเบียดทับและนำไปใช้เพื่อกิจกรรมอื่น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำนา กลับถูกผลักออกไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำและมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร หากต้องการให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้ แต่กลับต้องปลูกข้าวในพื้นที่ที่ด้อยกว่าทั้งในด้านน้ำและสภาพแวดล้อม ย่อมเป็นคำถามสำคัญว่าระบบการผลิตเช่นนี้จะสามารถยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
ที่น่ากังวลยิ่งไปกว่านั้น คือแนวคิดในการนำพันธุ์ข้าวจากประเทศคู่แข่งเข้ามาให้เกษตรกรไทยปลูก เนื่องจากเกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่น ภายใต้ระบบการตลาดที่วัดความสำเร็จจากปริมาณผลผลิตเป็นหลัก เมื่อข้าวถูกซื้อขายในเชิงน้ำหนัก เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเลือกใช้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง แม้จะเป็นพันธุ์จากประเทศคู่แข่ง และต้องนำมาปลูกแข่งขันกันในพื้นที่ซึ่งมีข้อเสียเปรียบมากกว่า
ในขณะที่เวียดนามมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรน้ำและระบบมรสุมที่เอื้อต่อการเพาะปลูกอย่างชัดเจน ประเทศไทยกลับนำพื้นที่นาที่มีศักยภาพสูงและมีดินดีที่สุดไปใช้ในกิจกรรมอื่น ทำให้ฐานการผลิตดั้งเดิมของชาวนาถูกบั่นทอนลงอย่างต่อเนื่อง
คุณเอกพจน์ชี้ว่า หากพื้นที่ซึ่งเคยเป็น “พื้นที่มั่นคง” ของชาวนา ถูกทำให้หมดความได้เปรียบ เกษตรกรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหันไปพึ่งพาพันธุ์พืชพิเศษ ใช้ปุ๋ยและปัจจัยการผลิตในปริมาณสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานเพื่อชดเชยข้อจำกัดของพื้นที่ ท้ายที่สุดแล้ว เขาตั้งคำถามว่า ภายใต้โครงสร้างการใช้ที่ดินและทิศทางนโยบายเช่นนี้ ระบบการผลิตข้าวของไทยจะสามารถแข่งขันและยืนหยัดอยู่ได้อย่างแท้จริงหรือไม่ในระยะยาว
อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลชุดใหม่
คุณนพดล สะท้อนว่า ภาครัฐควรนำปัญหาของเกษตรกรไปแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงรับฟังในเชิงนโยบายหรือถ้อยแถลงทางการเมืองเท่านั้น เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นรัฐบาลแล้ว ปัญหาของเกษตรกรมักกลับถูกปล่อยให้เงียบหาย
ในหลายกรณี เกษตรกรต้องรอคอยมาตรการช่วยเหลือเป็นเวลานาน ปล่อยให้ปัญหาสะสมต่อเนื่องเป็นปี จนกระทั่งสถานการณ์เลวร้ายลงและไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการออกมาเรียกร้องบนท้องถนน ซึ่งคุณนพดลย้ำว่า แท้จริงแล้วเกษตรกรไม่ได้ต้องการออกมาเคลื่อนไหวเช่นนั้น แต่เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ที่ถูกบีบให้ต้องทำ
คุณนพดลเสนอว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหา ควรเริ่มต้นจากการลงไปทำความเข้าใจความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่อย่างตรงจุด และสามารถเรียกข้าราชการประจำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมสะท้อนข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงได้ทันที เพราะปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มีข้อมูลรองรับอยู่แล้วในระบบราชการ
การดำเนินนโยบายควรเป็นไปอย่าง “ถูกที่ ถูกทาง และถูกเวลา” เปรียบเสมือนการรักษาโรคที่ต้องให้ยาให้ตรงกับอาการ หากรัฐสามารถตัดสินใจและลงมือแก้ไขได้อย่างเหมาะสม เขาเชื่อว่าในระยะเวลา 4 ปีของการบริหารประเทศ ประชาชนย่อมเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องใช้การรณรงค์หาเสียงมากมาย
ในมุมมองของคุณนพดล สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจังคือ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรของไทยมีนโยบายหรือกลไกใดบ้างที่ทำให้เกษตรกรสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง ทั้งที่ประเทศไทยทำเกษตรและปลูกข้าวมาอย่างยาวนาน หากยังไม่สามารถสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรอยู่รอดได้ ก็สะท้อนว่าการแก้ปัญหาในอดีตอาจยังไม่ตอบโจทย์ในเชิงโครงสร้าง
คุณอภิวรรษ เสนอว่า หากประเทศไทยได้รัฐบาลชุดใหม่ สิ่งแรกที่ควรเร่งดำเนินการในภาคเกษตรกรรมอย่างจริงจังคือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ “ระบบน้ำ” ซึ่งควรได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรกเหนือโครงการก่อสร้างอื่น ๆ
โดยมองว่า รัฐบาลควรปรับทิศทางการลงทุนจากการสร้างถนน มาเป็นการพัฒนาระบบชลประทานอย่างเป็นระบบ ทั้งการขุดคลองส่งน้ำ การวางระบบท่อในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำคลองได้ รวมถึงการจัดการพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ป่า และพื้นที่ภูเขา เพื่อดักเก็บน้ำและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในระดับชุมชนให้ครอบคลุมมากที่สุด
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงระบบชลประทานได้อย่างทั่วถึงในระดับใกล้เคียง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากเกษตรกรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง จะสามารถจัดการการผลิต การเพาะปลูก และการปรับตัวในด้านอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง
สำหรับพื้นที่ที่ไม่สามารถนำน้ำจากเขื่อนหรือระบบคลองหลักเข้าถึงได้ คุณอภิวรรษเสนอให้รัฐบาลพัฒนาระบบน้ำทางเลือกควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บน้ำฝน การใช้แหล่งน้ำใต้ดินระดับตื้น หรือการขุดบ่อบาดาลในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกพื้นที่มีแหล่งน้ำรองรับการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน
นอกจากเรื่องน้ำแล้ว คุณอภิวรรษยังชี้ให้เห็นว่า “พลังงาน” เป็นอีกหนึ่งต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาคเกษตร ทั้งในกระบวนการผลิตและการแปรรูปผลผลิต โดยต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนสำคัญที่กดทับรายได้ของเกษตรกรมาโดยตลอด
ได้ยกตัวอย่างว่า ประเทศไทยมีแสงแดดตลอดทั้งปี โดยในหนึ่งปีมีวันที่ฝนตกเพียงราว 60 กว่าวัน ขณะที่อีกกว่า 300 วันเป็นวันที่มีแสงแดดเพียงพอ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานต้นทุนต่ำสำหรับการสูบน้ำ การแปรรูปผลผลิต และกิจกรรมทางการเกษตรอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง
ในมุมมองของคุณอภิวรรษ ปัญหาของเกษตรกรไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือนการต้องออกไปรบโดยขาดเครื่องมือ คล้ายกับเรื่องราวของชาวบ้านบางระจันที่ต้องใช้อุปกรณ์พื้นบ้านเป็นอาวุธในการต่อสู้ ทั้งที่กำลังเผชิญกับความท้าทายขนาดใหญ่ในระดับโครงสร้าง หากภาครัฐไม่เร่งยกระดับเครื่องมือพื้นฐานอย่าง “น้ำ” และ “พลังงาน” ให้เพียงพอ เกษตรกรก็ย่อมยากที่จะยืนหยัดและแข่งขันได้อย่างแท้จริงในระยะยาว
การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเมืองในสภา แต่คือจุดตัดสินอนาคตของคนทำกินทั่วประเทศ วันนี้เสียงของเกษตรกรจากหลายภาคส่วน กำลังสะท้อนปัญหาที่สะสมมานาน ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ราคาพืชผล ไปจนถึงการเข้าถึงนโยบายรัฐ เกษตรกรไทยไม่ได้ต้องการ “นโยบายสวยหรู” แต่ต้องการนโยบายที่ แก้ปัญหาได้จริง
